นายกฯ ประกาศวิสัยทัศน์ในออสเตรเลีย ชูจุดยืนไทย "ไม่เลือกข้างแต่ต้องมีทางเลือก" ท่ามกลางความขัดแย้งระดับโลก พร้อมผลักดันอาเซียนที่เข้มแข็งและเศรษฐกิจยืดหยุ่น ก่อนนำทัพบิ๊ก 21 ธุรกิจไทยพบ 53 บิ๊กธุรกิจแดนจิงโจ้ พร้อมชวนลงทุนไทยเพื่อเชื่อมตลาดอาเซียนกว่า 700 ล้านคน และร่วมแก้ปัญหาภัยออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ
เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม เวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง ณ ห้อง Drawing Room ทำเนียบรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์ เครือรัฐออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าเยี่ยมคารวะนางมาร์กาเร็ต บีซลีย์ ผู้สำเร็จราชการแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย และแนวทางการขยายความร่วมมือในสาขาที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน
จากนั้นเวลา 10.20 น. นายกรัฐมนตรีแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “Beyond the Thailand-Australia Bilateral Partnership: Advancing International Order through Regional and Minilateral Cooperation” ณ สถาบัน Lowy (Lowy Institute) นครซิดนีย์ เครือรัฐออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยอิสระด้ายนโยบายระหว่างประเทศ (Think Tank) ของประเทศออสเตรเลีย โอกาสนี้ Dr. Michael Fullilove ผู้อำนวยการบริหารสถาบัน Lowy ให้การต้อนรับ
นายอนุทินกล่าวว่า การเยือนออสเตรเลียครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญ ก่อนที่ไทยและออสเตรเลียจะครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า ส่วนแนวทางสำคัญ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกในปัจจุบัน สำหรับประเทศไทย อาเซียนยังคงเป็น “หลักยึดทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ โดยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อาเซียนมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากภูมิภาคที่เคยมีความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจ ไปสู่ภูมิภาคแห่งการหารือ ความร่วมมือ และการบูรณาการที่เพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี อาเซียนจำเป็นต้องพัฒนาต่อไป โดยความเป็นเอกภาพและความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนต้องได้รับการสนับสนุนด้วยความสามารถในการกำหนดวาระของตนเอง และตอบสนองต่อความท้าทายในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในเรื่องเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันว่าทางการเมียนมาได้อนุญาตให้ผู้แทนคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) เข้าพบนางอองซาน ซูจี ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง และไทยหวังว่าจะนำไปสู่พัฒนาการเชิงบวกเพิ่มเติม สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและกลไกทวิภาคีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน พร้อมกับรักษาความเป็นเอกภาพของอาเซียน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จำเป็นต้องรักษาความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) ด้วยการขยายและกระจายความเป็นหุ้นส่วน Strategic Autonomy ไม่ได้หมายถึงการแยกตัวออกจากประเทศอื่น หรือการวางตัวเป็นกลางในทุกประเด็น แต่หมายถึงการรักษาความสามารถในการตัดสินใจและกำหนดทางเลือกของตนเอง สามารถทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่หลากหลาย และพิจารณาแต่ละประเด็นบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและผลประโยชน์ของประเทศ โดยหากประเทศต่างๆ สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับหุ้นส่วนได้หลากหลายมากเท่าใด ก็ยิ่งมีทางเลือกมากขึ้น และลดความเสี่ยงที่จะถูกบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่งตามผลประโยชน์ของประเทศอื่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไทยและออสเตรเลียสามารถร่วมมือกันได้มากขึ้น
พร้อมกันนี้ ไทยและออสเตรเลียควรต่อยอดความร่วมมือ โดยตัวอย่างสำคัญคือความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและนายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย มีกำหนดลงนามในถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านอาชญากรรมข้ามชาติ ณ กรุงแคนเบอร์รา เพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างสองประเทศ แนวทางดังกล่าวคือการรักษาความสามารถในการกำหนดทิศทางของตนเองของประเทศต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกข้างหรือเลือกค่าย แต่เป็นการสร้างแนวร่วมและเครือข่ายความร่วมมือที่ช่วยขยายพื้นที่สำหรับการทำงานร่วมกัน
“ไทยและออสเตรเลียอาจไม่ใช่ประเทศที่กำหนดดุลอำนาจของโลก แต่เราสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดว่าอำนาจจะถูกใช้อย่างไรในภูมิภาคของเรา” นายกฯ กล่าว
จีบ 53 บิ๊กธุรกิจจิงโจ้
ต่อมา ที่โรงแรม Crown Towers นายอนุทินกล่าวปาฐกถาในงาน “Thailand-Australia Investment and Business Partnership Reception” หัวข้อ “Thailand and Australia, A Strategic Partnership for Growth” โดยมีผู้แทนภาครัฐและภาคธุรกิจของไทยและออสเตรเลียเข้าร่วม ตอนหนึ่งว่า ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งอาเซียน และจะรับหน้าที่ประธานอาเซียนในปี 2571 มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงและความยืดหยุ่นของภูมิภาค โดยไทยกำลังขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทานกับประเทศต่างๆ เพื่อให้อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความเข้มแข็ง เชื่อมโยง และสามารถแข่งขันได้มากขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำว่า จุดแข็งของประเทศไทยไม่ได้อยู่เพียงขนาดของตลาดภายในประเทศ แต่รวมถึงที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ฐานอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้าที่เชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ การลงทุนและผลิตในประเทศไทยจึงไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงตลาดไทยที่มีประชากรราว 66 ล้านคนเท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมต่อไปยังตลาดอาเซียนที่มีประชากรเกือบ 700 ล้านคน และมีการบูรณาการด้านการค้าและห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“การลงทุนและผลิตในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการเข้าสู่ตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่คือการเข้าสู่ทั้งภูมิภาค” นายกรัฐมนตรีกล่าว
ช่วงเวลา 16.00 น. นายอนุทินมีกำหนดการเป็นประธานเปิดกิจกรรมพบปะหารือกับภาคธุรกิจ (Networking Reception) ระหว่างกับนักธุรกิจจากบริษัทชั้นนำของไทยและออสเตรเลีย จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างภาคเอกชนไทยกับออสเตรเลีย
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า การจัดงานพบปะหารือกับนักธุรกิจของไทยและออสเตรเลียครั้งนี้ บีโอไอได้จัดกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจจากบริษัทชั้นนำของออสเตรเลียกว่า 53 แห่ง ครอบคลุมกลุ่มเทคโนโลยี ดิจิทัล การเกษตร ยานยนต์และการศึกษา ได้ร่วมรับฟังนโยบายด้านการส่งเสริมการลงทุนของไทยจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งเป็นการต่อยอดความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ โดยจะมีการพบปะกับนักธุรกิจระดับสูงของไทยที่เดินทางร่วมคณะนายกฯ จำนวน 21 รายด้วย
"ที่ผ่านมาออสเตรเลียมีจำนวนนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยไม่มากนัก แต่ก็เป็นโอกาสที่จะขยายความร่วมมือได้ในอนาคต โดยอาจไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่ แต่อาจเป็นกลุ่มที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาระบบต่างๆ ที่จะมาช่วยต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูงในไทยได้ และเชื่อว่าไทยจะได้ประโยชน์" นายนฤตม์ระบุ
มั่นใจเสถียรภาพไทย
นายอนุทินให้สัมภาษณ์เปิดเผยภายหลังการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับนักธุรกิจชาวออสเตรเลีย ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ว่า กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของออสเตรเลียต่างมุ่งหน้าเข้ามาตั้งและขยายฐานการผลิตในไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความมั่นคง เสถียรภาพทางการเมือง และความพร้อมด้านระบบโลจิสติกส์ของประเทศ
"นักธุรกิจชาวต่างชาติมีความมั่นใจในเสถียรภาพและศักยภาพของประเทศไทยเป็นอย่างมาก พร้อมยกให้ไทยเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในการลงทุน ซึ่งผมพยายามย้ำเสมอว่าประเทศไทยมีจุดดึงดูดนักลงทุนสูงมาก และยิ่งเราสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ แรงดึงดูดเหล่านี้ก็จะยิ่งมีพลังเพิ่มมากขึ้น" นายกรัฐมนตรีกล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้การตอบรับอย่างล้นหลาม คือนโยบาย Thailand Fast Pass ของบีโอไอ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยแก้ไขปัญหาและจุดติดขัดให้นักลงทุนแบบเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้กระบวนการต่างๆ มีความรวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยไม่มีนักลงทุนรายใดสะท้อนปัญหาในด้านลบเลย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ยิ่งได้พูดคุยกับนักธุรกิจต่างชาติ ยิ่งทำให้รู้สึกมั่นใจ และพร้อมที่จะนำประเทศไทยไปเสนอขายกับประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้นหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตนมีความมั่นใจในประเทศไทยเสมอมา จึงได้ให้เวลากับการเดินทางมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรับฟังความต้องการของนักลงทุนอย่างแท้จริง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา มียอดการลงทุนสูงถึง 60,000 ล้านออสเตรเลียดอลลาร์ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท อีกทั้งเทคโนโลยีจากออสเตรเลียยังสามารถเชื่อมโยงและสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับยอดการลงทุนของออสเตรเลียในไทย ในช่วงปี 2564-2569 (มกราคม-มิถุนายน) บีโอไอระบุข้อมูลว่า มีโครงการลงทุนและร่วมทุนจากออสเตรเลียขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งหมด 93 โครงการ มูลค่าการลงทุน 33,425 ล้านบาท การลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล 13,833 ล้านบาท คิดเป็น 41% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด รองลงมาคือ อุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเคมี 6,936 ล้านบาท คิดเป็น 21% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด และอุตสาหกรรมเกษตรและแปรรูปอาหาร 3,810 ล้านบาท หรือคิดเป็น 11% ของมูลค่าการลงทุนจากออสเตรเลียทั้งหมด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ภท.ปัดสนิทวิทยา ตั้งกก.สอบปมโอ๋
“ภราดร” ข้องใจ “ฝ่ายค้าน” เล็งซักฟอก “รัฐบาล” ปมทุจริต
ไม่มีสส.โดนยิงตาย ปธ.สภาตรวจเข้มการันตีเซฟโซน100%/นิรโทษคืนปืนเถื่อน
“ปกรณ์” เผย มท.เสนอคืนปืนเถื่อนโดยไม่ต้องรับผิด ย้ำร้านขายปืนมีส่วนช่วยในการควบคุมเหมือนในต่างประเทศ
‘คลัง’กาง3แผน ดันเศรษฐกิจโต เที่ยวไทยทันต.ค.
“อนุทิน-เอกนิติ” ยังไม่พอใจจีดีพีขยับมาที่ 2.2% นายกฯ บอกโตได้มากกว่านี้
นิพนธ์เฮ!อุทธรณ์ยกฟ้องไร้กลั่นแกล้ง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้อง “นิพนธ์ บุญญามณี” คดีไม่จ่ายเงินค่ารถซ่อมบำรุงทาง สมัยเป็นนายก อบจ.สงขลา ชี้ใช้อำนาจตรวจสอบเพื่อประโยชน์ราชการ ไม่พบเจตนากลั่นแกล้งเอกชน
'อนุทิน' โชว์วิชั่นบนเวที Lowy เมื่อโลกแบ่งขั้ว ไทยไม่เลือกข้าง แต่ต้องมีทางเลือก
วันที่ 18 สิงหาคม เวลา 10.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครซิดนีย์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแล
'อนุทิน–เอกนิติ' ยังไม่พอใจเศรษฐกิจไทยโต 2.2% เพราะอยากให้โตกว่านี้
ที่ออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สั

