สภาไฟเขียวพรก.กู้ หนูให้คำมั่นไม่เอื้อประโยชน์ใคร‘ชวน’กรีดแทรกตุลาการ

ฉลุย! สภาโหวต พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน 285 ต่อ 141 เสียง "อนุทิน" ขอบคุณทุกฝ่าย ยันรัฐบาลจะใช้เงินกู้ด้วยความสุจริต โปร่งใส  พิสูจน์ได้ ให้คำมั่นไม่เอื้อประโยชน์ใคร หลังฝ่ายค้านอภิปรายเดือด “เท้ง” เตือนใช้เงิน 2 แสนล.อย่ายัดไส้โครงการเยียวยานำประชาชนเป็นตัวประกัน “กรณ์” ชี้เอากู้เงินมาแจกกระตุ้น ศก.ชั่ววูบ “เอกนิติ” ย้ำไม่กู้มากอง จ่ายตามจำเป็น ไม่มีตีเช็คเปล่า “จุติ” ยันกู้ต่อลมหายใจ ปชช. “ไอซ์”  ทำท่าถูมือซู้ดปาก บอกงบลงพื้นที่น้ำเงินเพียบ “อภิสิทธิ์” เชื่อ ปชช.ยังเผชิญวิกฤตพลังงานต่อ “ชวน” กรีดศาล รธน.อย่าให้การเมืองแทรก   เตือนตอบแทนบุญคุณเอาไว้ไปงานศพ “ไหม”  มองคำวินิจฉัยศาลฯ วางบรรทัดฐานใหม่ออก พ.ร.ก.ได้ทุกเรื่องแค่อ้างความมั่นคงทาง ศก.

ที่รัฐสภา วันที่ 26 สิงหาคม เวลา 09.00 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญ ครั้งที่สอง พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

ก่อนการประชุม เวลา 08.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เดินทางเข้าอาคารรัฐสภา เพื่อร่วมประชุมและแถลงร่าง พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว โดยมีรัฐมนตรีและ สส.พรรคภูมิใจไทย (ภท.) รอให้การต้อนรับ ซึ่งเมื่อนายกฯ เดินทางเข้ามาในอาคารรัฐสภา เป็นจังหวะเดียวกับที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยืนให้สัมภาษณ์อยู่ ทั้งคู่ได้ยิ้มและสวัสดีทักทายกัน

นายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้เราจะนำเสนอร่าง พ.ร.ก.ต่อสภาตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เมื่อเปิดประชุมสภา ตนก็จะเป็นผู้แถลงนำเสนอให้กับที่ประชุม โดยสมาชิกจะได้อภิปราย ส่วนไหนที่มีข้อสงสัยเราเตรียมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงให้คลายข้อสงสัยตรงไปตรงมา ไม่มีปัญหาอะไร

จากนั้นเวลา 09.00 น. การประชุมพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ได้เริ่มขึ้น

นายอนุทินแถลงต่อที่ประชุมว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเมื่อวันที่ 5 พ.ค.2569 เห็นชอบให้มีการตรา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังฯ ซึ่ง พ.ร.ก.ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 9  พ.ค.2569 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 ที่กำหนดให้การตรา พ.ร.ก.กระทำได้เฉพาะเมื่อ ครม.เห็นว่า เพื่อประโยชน์ที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศและเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

นายอนุทินกล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก. กำหนดวงเงินกู้ไว้ไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยสรุปว่า 1.สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลก ทำให้ราคาน้ำมันมีราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งปัจจุบันสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน 2.ปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า การบริการ ขนส่ง  วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนกันหลายระลอกที่ต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และการรับมือวิกฤตในอนาคตและต้องจำกัดผลกระทบไม่ให้ขยายตัวไปวงกว้างและยืดหยุ่น จึงมีความจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก. เนื่องจากความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

เงินกู้ 2 แสนล.อย่ายัดไส้เยียวยา

นายกฯ กล่าวว่า แม้ว่างบกลางที่เหลืออยู่ เมื่อรวมกับเงินทุนสำรองจ่ายจำนวน 5 หมื่นล้านบาท ยังไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย งบประมาณปี 2569 มีการใช้จ่ายไปแล้ว 2 ไตรมาส ปัจจุบันใช้ไปแล้วร้อยละ 27 และยังมีส่วนที่ต้องใช้ในไตรมาสสามและไตรมาสสี่ตามแผนอีก การใช้แหล่งเงินงบประมาณปี 2570 ไม่สามารถทำได้ทันต่อวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะกว่าจะได้ใช้ คือมีผลบังคับใช้ในเดือนต.ค.นี้ ขณะที่งบบประมาณที่จัดทำมีวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ถูกจัดสรรตามสิทธิกฎหมาย รองรับภารกิจพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศและการเปลี่ยนแปลง  แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการการคลังรูปแบบอื่นไม่สามารถแก้ไขได้ครบถ้วน และอาจก่อให้เกิดความเสียหายยากต่อการแก้ไขภายหลัง

“หาก พ.ร.ก.เงินกู้ไม่ถูกตราขึ้นได้ทันสถานการณ์ อาจส่งผลให้วิกฤตยืดเยื้อส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจอื่นตามมา ช่วงต้นปี 69 รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง แต่การออกเงินกู้เป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาล ทั้งนี้ผมขอย้ำให้สภาและประชาชนมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถบริหารจัดการหนี้ ไม่ให้เกินเพดาน 70%” นายกฯ กล่าว

นายอนุทินยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญต่อการใช้เงินกู้ที่คุ้มค่า โปร่งใส  ตรวจสอบได้ โดยการทำโครงการต้องผ่านกลไกกลั่นกรองของคณะกรรมการ  ที่ยึดความเหมาะสม คุ้มค่าตามความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณแหล่งอื่น พร้อมกับกำหนดหลักการใช้จ่ายเงินกู้ 5 ด้าน คือ ตรงจุด เร่งรัดเปลี่ยนผ่าน เปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการลงทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ โปร่งใสตรวจสอบได้ และขับเคลื่อนร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อเงินสร้างคุณค่าสูงสุดกับประเทศ ทั้งนี้ขอยืนยันสถานการณ์วิกฤตพลังงานเป็นวิกฤตร้ายแรง จึงต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและประเทศ อย่างจำเป็นเร่งด่วน (รายละเอียดหน้า 4)

เวลา 10.00 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ปชน. ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ  อภิปรายตอนหนึ่งว่า อยากพูดถึงเงิน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ที่นอกจากสาเหตุเรื่องวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางแล้ว นายกฯ บอกรัฐบาลมีตัวเลือกในการใช้แหล่งเงินงบประมาณประจำปีที่ค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องตราออกมาเป็น พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ เราจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณา พ.ร.ก.ฉบับนี้ที่ไม่ได้จากวิธีการงบประมาณปกติ ไม่ได้มาจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีนั้นมีความเหมาะสมถูกต้องหรือไม่

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เงินในส่วนของ 2 แสนล้านบาทหลังที่รัฐบาลอ้างเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ตนเห็นว่าต้องพิจารณา 2 ประเด็น 1.ปัญหาเรื่องความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญว่าตกลงแล้วมีความจำเป็นรีบด่วนอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริงหรือไม่ และ 2.แผนและวิธีการใช้เงิน การใช้เงินเพื่อไปจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่มีคำว่าพลังงานสะอาดหรือโซลาร์รูฟท็อปห้อยท้าย  เพียงพอหรือไม่ในการที่จะเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานสะอาด

ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า พรรค ปชน.เคยเสนอแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานแบ่งออกเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี รวมระยะเวลา 12 ปี ใช้เงินลงทุนประมาณ 4 แสนล้านบาท ซึ่งหากมีการวางแผนดีๆ เงินลงทุนส่วนใหญ่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เงินเอง

"เราไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้าง ใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเอา 2 แสนล้านบาทหาเรื่องใช้เงิน เอาไปยัดไส้ในส่วนของเงินเยียวยา โดยเอาเงินเยียวยาของประชาชนเป็นตัวประกันแล้วหาโครงการมาทำทีหลัง เพราะแบบนี้เรียกว่ามีแผน” ผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุ

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า อยากให้ตัวแทนรัฐบาลตอบในเรื่องของแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ให้ท่านลองพูดเป้าหมายให้พวกได้ยินชัดๆ เมื่อท่านพูดแผนออกมาชัดเจนแล้ว อีกหนึ่งอย่างอยากสร้างความชัดเจนในเรื่องของแหล่งที่มาของเงินทุนด้วย เพราะแผน 12 ปีที่ตนได้นำเสนอไปนั้น ยืนยันอีกครั้งว่า เรายังมีเงินในรัฐวิสาหกิจเงินในภาคเอกชน รวมถึงเงินกองทุนต่างๆ ที่สามารถใช้มาเป็นแหล่งเงินในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานได้ (รายละเอียดหน้า 4)

เวลา 10.17 น. นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญระบุรัฐบาลออกพ.ร.ก.ได้ แต่คำถามสำคัญคือ การใช้เงินตาม พ.ร.ก.แก้ปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ตนมองว่าการกู้เงินมาแจกที่มีผลต่อเศรษฐกิจชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน กองทุนเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป รัฐบาลพูดถึงเป้าหมายตั้งเป้าติดตั้ง 5 แสน-1 ล้านครัวเรือน ด้วยเงิน พ.ร.ก. ขอถามทำได้จริงหรือไม่ เพราะปี 2568 ทั้งประเทศติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพียง 1 แสนครัวเลือก ส่วนปี 2569 คาดว่าจะติดตั้งได้ 1.4 แสนครัวเรือน ดังนั้นในปี 2570 ตนเหมาให้เป็น 2 แสนครัว แต่ไม่ถึงครึ่งของเป้าหมายขั้นต่ำของรัฐบาล เมื่อเทียบกับเป้าหมายขั้นสูงของรัฐบาลที่ 1 ล้านครัวเรือน เพราะเป็นแค่ 1 ใน 5 ดังนั้นรัฐบาลต้องใช้เวลา 5 ปี ทำตามเป้าหมายที่รัฐาลประกาศจะสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปครบ 1 ล้านครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเวลาที่แท้จริงยาวนาน ไม่จำเป็นเร่งด่วนต้องรีบกู้

ไอซ์ทำมือซู้ดปากงบลงน้ำเงิน

เวลา 10.35 น. นายเอกนิติ นิติภัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ชี้แจงการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงๆ ขณะนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ชะลอตัว เงินเฟ้อมากขึ้น น้ำมันแพงขึ้น ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้านบาท ปัจจัยเหล่านี้เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่เคยบอกประเทศไทยจะเจอวิกฤตหลายรอบ ระลอก 1 คือ ราคาน้ำมันแพงขึ้นจากปัจจัยภายนอกประเทศ ระลอก 2 คือ วิกฤตค่าครองชีพแพงขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น สูงขึ้นเกือบ 3% ระลอก 3 กำลังซื้อลดลง แต่สินค้าแพงขึ้น วิกฤตเหล่านี้ยังไม่จบ หากปล่อยให้ลุกลามหนักขึ้นเรื่อยๆ ถ้าของแพงขึ้นหยุดไม่ได้ อาจต้องปลดคนงาน ธุรกิจเจ๊ง หากยังหยุดไม่ได้จะนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ วันนี้จึงต้องเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส เพื่อออก พ.ร.ก.กู้เงิน

“ขอย้ำเงินกู้นี้จะไม่ได้กู้มากอง แต่กู้ตามการใช้จ่ายที่จำเป็น ติดตามหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นตลอด และคำนึงถึงวินัยการคลัง สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ไม่กลัวหนี้สาธารณะชนเพดาน แต่สนใจสิ่งที่จะไปลงทุนจะเป็นอย่างไร ยืนยันการออก พ.ร.ก.กู้เงินมีความโปร่งใส ไม่ตีเช็กเปล่า มีระเบียบวิธีการ ไม่ต่างจากในอดีตที่ทำเพื่อความจำเป็นเร่งด่วน มีวัตถุประสงค์ชัดเจนช่วยประชาชนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ใช้วิกฤตเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน เพราะยังอยู่ในวิกฤตสงคราม ต้องมีเครื่องมือมาช่วย ประเทศไทยพร้อมเปลี่ยนผ่านพลังงานเมื่อวิกฤตจบประเทศไทยจะดีกว่าเดิม” นายเอกนิติกล่าว

เวลา 11.00 น. นายจุติ ไกรฤกษ์ สส.พิษณุโลก พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายสนับสนุน พ.ร.ก.กู้เงิน เป็นเครื่องมือจำเป็นในภาวะที่ไทยเผชิญวิกฤตจากภายนอก ควบคุมไม่ได้ และไม่อาจรอให้ปัญหาลุกลามก่อนค่อยแก้ รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจเชิงรุก กู้เงินเพื่อกันไม่ให้วิกฤตพลังงานลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเต็มรูปแบบ

"วิกฤตครั้งก่อนๆ มักเริ่มจากภาคธุรกิจหรือคนมีทุนก่อน แล้วค่อยลามถึงแรงงาน แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะราคาน้ำมัน ค่าไฟ ปุ๋ย และต้นทุนเกษตรกระทบ 29 ล้านครัวเรือนทันที โดยเฉพาะคนจนและเกษตรกร จึงไม่ใช่เวลาจะลังเลว่าควรกู้หรือไม่ แต่ต้องถามว่าหากไม่กู้ ประชาชนจะอยู่รอดได้อย่างไร" นายจุติกล่าว 

เวลา 11.25 น. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยประชาชนเพียงขาเดียว เหมือนกับการเลี้ยงไข้ให้แค่ยาพาราเฉยๆ แต่ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ

เวลา 11.52 น. นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. อภิปรายตอนหนึ่งว่า อยากให้รัฐบาลชี้แจงให้ชัดว่า แผนที่ 2 จะทำอย่างไรต่อไป และไม่อยากนึกว่าหากรัฐบาลเดินหน้าใช้แผงโซลาร์เซลล์จริง รัฐบาลจะมีมาตรการหรือชี้แจงและให้คำมั่นสัญญาต่อสังคมอย่างไรว่าคนที่เป็นเอกชนผู้ขายแผงโซลาร์เซลล์จะไม่มีความเชื่อมโยงกับบุคคลในคณะรัฐมนตรีอีก

เวลา 14.35 น. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายตอนหนึ่งว่า รัฐบาลอยากจะถ่วงการตรวจสอบไส้ในของโครงการนี้หรือไม่ เพราะมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเงินส่วนหลัง 2 แสนล้านที่รัฐบาลบอกว่าจะเอามาเปลี่ยนถ่ายพลังงาน อาจจะไม่ได้เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่อาจจะฉาบหน้าด้วยคำพูดสวยหรู เอาไว้ฉาบหน้าสิ่งเน่าๆ เละๆ “หลายคนกำลังทำแบบนี้ค่ะท่านประธาน” ก่อนจะทำท่าถูมือ ลูบปาก และส่งเสียงซู้ด พร้อมระบุว่า ถ้าเงินก้อนนี้ใช้เมื่อไหร่อาจจะมีหลายคนที่ตั้งเนื้อตั้งตัวได้เลยทีเดียว จะเป็นการเปลี่ยนเงินภาษีที่ประชาชน ไม่รู้จะต้องก้มหน้าก้มตาจ่ายกันกี่ปี กลายไปเป็นเงินที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มทุนสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งตนก็เข้าใจดีว่าการที่จะพูดอะไรต้องมีหลักฐาน

น.ส.รักชนกกล่าวว่า ร่องรอยที่อยากจะเอาได้เห็นเป็นทีเซอร์ว่างบประมาณ 2 แสนล้านบาท ถูกใช้ไปอย่างไร งบกลางแก้ปัญหาภัยแล้งที่เพิ่งถูกอนุมัติไป 6.5 พันล้านบาท แบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนแรก 1 พันล้านบาท กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเอาไปบริหารจัดการ ก้อนที่สอง แบ่งเป็น 5 พันล้าน และ 5.5 พันล้านบาท เอาไปจัดซื้อจัดจ้างทำระบบน้ำบาดาลแจกทั่วประเทศ แบ่งตามเขตเลือกตั้ง จะเห็นได้ว่างบไปอยู่ในสัดส่วนของ สส.เขตของพรรค ภท.แล้วเป็นโครงการแก้แล้ง ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง

จากนั้นได้มี สส.พรรค ภท.ลุกขึ้นประท้วงประธานให้ควบคุมการประชุมตามวาระ ก่อนที่ น.ส.รักชนกตอบโต้ว่า สิ่งที่ตนกำลังจะสื่อสาร ต้องใช้งบเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานด้วย นอกจากนี้ช่วงหนึ่งยังพูดถึงพื้นที่สีน้ำเงินที่ได้งบประมาณมากกว่าพื้นที่อื่น ทำให้นายณัฎฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา พรรค ภท.ประท้วง

ช่วงท้าย น.ส.รักชนกระบุว่า อยากจะบอกว่านายเอกนิติท่านดูเชื่อมั่นอย่างมากจริงๆ ว่า เงินก้อนนี้จะนำไปสู่อะไรบางอย่างที่ท่านเชื่อ ดิฉันอยากถามว่า ท่านไปเอาความมั่นหน้ามั่นใจนี้มาจากไหน “ท่านยังจำความรู้สึกในวันที่ท่านเป็นข้าราชการ แล้วก็ถูกนักการเมืองชั่วๆ เลวๆ เอาโครงการที่แปลกๆ ใส่มือ วันนั้นน่ะท่านรู้สึกอย่างไร ถ้าท่านยังมีสามัญสำนึก ดิฉันก็อยากจะให้ท่านปกป้องข้าราชการในกระทรวงการคลัง”

 “ท่านเอกนิติวันแรกที่ร่วมรัฐบาลนี้ดิฉันเชื่อว่าท่านยังยืนตั้งหลังตรงจะเข้ามาทำสิ่งดีๆ ให้กับประเทศนี้ แต่วันนี้ดิฉันตั้งคำถามกระดูกสันหลังของท่านมันค่อยๆ เลื้อย ค่อยๆ คด สุดท้ายท่านก็ถอดกระดูกสันหลัง ถอดทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็รับใช้ระบบสีน้ำเงินนี้อย่างเต็มที่ไปเลยแบบนั้นหรือไม่นะคะ“ น.ส.รักชนกระบุ

เวลา 17.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชป. อภิปรายตอนหนึ่งว่า ฟันธงว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ ถ้าผ่านรัฐสภาไปบังคับใช้ เราจะไม่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเลยเกี่ยวกับการเติบโตของเศรษฐกิจ และประชาชนก็ยังจะต้องเผชิญกับวิกฤตปัญหาจากพลังงานต่อไป เราจะไม่ได้เห็นฐานที่มั่นคง หรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแน่นอน พวกผมจึงไม่สามารถที่จะยกมืออนุมัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้ และยืนยันคัดค้านทั้งในแง่ของกฎหมาย การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การสุ่มเสี่ยงของประเทศ และยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ

เวลา 17.45 น. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ชี้แจงว่า ถ้าไม่จำเป็นรัฐบาลไม่อยากกู้เงินมาแก้ปัญหา แต่ครั้งนี้ เพื่อเอาเงินกู้ไปลงทุนให้ประชาชนมีโอกาสเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ไม่ต้องห่วงว่าเราจะไปซื้อของแล้วมีเงินทอน เที่ยวนี้เราจะส่งเงินให้ถึงมือประชาชนโดยตรงนำไปใช้ติดตั้งโซลาร์เซลล์และรัฐจะรับซื้อไฟฟ้าคืน

ห่วงศาลฯอย่าให้การเมืองแทรก

เวลา 18.00 น. นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. และอดีตนายกฯ อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนเป็น 1 ใน สส. 133 คนที่ร่วมเข้าชื่อยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว เคารพดุลพินิจของตุลาการศาล รธน.ทั้ง 9 คน ทั้ง 9 ท่านถือว่าคือเสาหลักของบ้านเมืองที่ต้องรักษาหลักการไว้ให้มั่น

 “ผมต้องให้กำลังใจคณะตุลาการ เนื่องจากปัจจุบันโครงสร้างเริ่มเปลี่ยนแปลงไป มีการนำอดีตอธิบดีกรมทางหลวงเข้ามาเป็นตุลาการ ซึ่งผิดแผกไปจากเดิมที่มักใช้นักกฎหมายหรือนักปกครอง แต่ก็สะท้อนว่าโครงสร้างเริ่มเปลี่ยนจากการเมืองที่เข้าไปแทรกแซง จึงขอฝากไปยังตุลาการทุกท่านว่า ขอให้เป็นหลักของบ้านเมือง อย่าเอาหนี้บุญคุณมาทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลง การใช้หนี้บุญคุณนั้น ให้ไปใช้ตอนเขาตาย ไปร่วมงานศพก็ถือเป็นการทดแทนคุณแล้ว อย่าเอามาแลกกับหลักการของประเทศ” นายชวนกล่าว

อดีตนายกฯ กล่าวว่า หัวใจของระบอบประชาธิปไตยคือการแบ่งแยกอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ฝ่ายบริหารต้องเคารพและไม่ก้าวล่วง หากเป็นฝ่ายบริหารที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง ต้องไม่หวาดกลัวการตรวจสอบของสภา และไม่ควรหลีกเลี่ยงกระบวนการนิติบัญญัติเพียงเพื่อความสะดวกของตนเอง ซึ่งข้อเท็จจริงพิสูจน์แล้วว่า นับแต่วันที่ตรากฎหมายจนถึงปัจจุบันล่วงเลยมากว่า 4 เดือน ยิ่งชี้ชัดว่าไม่ได้มีความจำเป็นรีบด่วนจริง

เวลา 18.45 น. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายสรุปฝ่ายค้านว่า คำวินิจฉัยของศาล รธน.ที่ระบุ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวสร้างบรรทัดฐานใหม่ ไม่เป็นผลดีต่อประเทศในอนาคต เพราะการตีความรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ทำให้ต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลหน้าสามารถออก พ.ร.ก.เพื่อกู้เงินทำนโยบายทั่วไปได้ทั้งหมด เพราะทั้งหมดส่งผลกระทบต่อการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจแทบทั้งสิ้น โดยไม่ต้องให้ถึงขั้นวิกฤติหรือไม่ เช่น ปัญหาระบบราชการที่เป็นปัญหาต่อระบบการคลังที่กระทบต่อเศรษฐกิจ หากรัฐบาลออก พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อปฏิรูปราชการ จ่ายค่าเออร์ลีให้ข้าราชการ สามารถทำได้ ตนมองว่าเป็นอันตราย

น.ส.ศิริกัญญาอภิปรายต่อว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจถูกสั่นคลอนจากวินัยการเงินการคลัง เพราะหนี้สาธารณะจะสูง 69.4% เมื่อรวมกับเงินกู้ชดเชยปี 2570 และอยู่บนสมมติฐานเศรษฐกิจจะโต 2.5% เงินเฟ้อจะโต 2.2% ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เป็นไปตามเป้า เชื่อว่าหนี้จะทะลุเพดานที่ 70% แน่นอน และยังมีความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจที่จะเพิ่มภาระทางงบประมาณ ส่วนของดอกเบี้ยปีละ 1 หมื่นล้านบาทอย่างต่ำ หากกู้ครบ 4 แสนล้านบาท แต่ยังไม่เห็นคำตอบของรัฐบาลว่าจะใช้หนี้คืนอย่างไร หรือมีแผนรองรับอย่างไร สุดท้ายจะขยายกรอบวินัยการเงินการคลังใช่หรือไม่

 “ทำไมรัฐบาลต้องเพิ่มภาระหนี้โดยไม่มีจุดมุ่งหมาย ในส่วนของการกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน คณะกรรมการยังไม่กลั่นกรองแม้แต่โครงการเดียว เหตุผลที่ทำไม่เสร็จ เพราะไม่มีการตั้งเป้าหมายแท้จริงว่าจะเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่อะไร เมื่อให้แต่ละหน่วยงานเสนอจึงเป็นเรื่องที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไม่รู้จบ” น.ส.ศิริกัญญาระบุ

หนูขอบคุณโหวตพรก.ฉลุย

ต่อมาเวลา 20.20 น. นายอนุทินกล่าวปิดท้ายว่า ในการออก พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ ขอให้คำมั่นสัญญาว่าไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับใครเป็นการเฉพาะ ตน รองนายกฯ เอกนิติ และคณะรัฐมนตรีทุกท่านจะคอยติดตามการใช้จ่ายงบประมาณอย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการรั่วไหลเป็นอันขาด ต้องขอขอบคุณประธานฯ รองประธานฯ สมาชิกผู้ทรงเกียรติสำหรับเวลา คำแนะนำและข้อคิดเห็นที่ท่านได้พิจารณา พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ ในฐานะนายกฯ ทราบดีว่านี่คือเงินกู้ ไม่ใช่เงินงบประมาณ ไม่ใช่เงินของเราที่จะนำมาจัดสรรใช้จ่ายได้โดยไม่มีต้นทุน ทราบดีว่าเงินกู้นี้มีต้นทุน และได้พิจารณาแล้วว่าต้นทุนที่เราได้มานั้นมันคุ้มค่ากับสิ่งที่เราจะได้จากการดำเนินโครงการต่างๆ ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้

นายอนุทินกล่าวว่า พวกตนรู้ว่ารัฐบาลจ่ายได้ เราจึงกล้ากู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่มีอัตราต่ำกว่า ซึ่งนายเอกนิติบอกว่าเราจะไม่พูดถึงอัตราดอกเบี้ย แต่เมื่อพูดมาแล้วว่า 1.2% ซึ่งตนขอเรียนว่าเราทำการประเมินและตัดสินใจว่าจะเดินหน้าโครงการนี้หรือไม่นั้น อัตราดอกเบี้ยที่ได้รับรายงานมานั้นสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยที่เราได้ใช้ใน พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ รับรองว่าเราจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดแน่นอน

 “ท้ายที่สุดนี้ผมจะให้ส่วนราชการทุกฝ่ายได้เร่งสรุปรวบรวมคำเสนอแนะ ข้อชี้แนะต่างๆ ที่ผมถือว่าทุกข้อเสนอ ทุกแนวทางที่ท่านได้กรุณาอภิปรายตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ล้วนเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และเราจะนำมาประยุกต์ใช้ดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติต่อไป สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณอีกครั้งครับ ถึงแม้ว่าท่านจะไม่อยากฟังแล้ว แต่ผมต้องขอขอบพระคุณท่านที่ท่านได้ให้โอกาสผมมาทำหน้าที่นายกฯ รับใช้ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน” นายกฯ กล่าว

จากนั้นเวลา 20.28 น. ที่ประชุมสภามีมติเสียงข้างมากควรอนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 285 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 52 เสียง จากผู้ลงมติทั้งหมด 478 เสียง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ใครรุก-ใครรับ"ในเกมไฟใต้ "การเมือง" กระตุก"กองทัพ"

ประเด็นข่าวการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ไปถูกเยาวชนชายในช่วงเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกใน จ.นราธิวาส