"พรรคส้ม" ชำแหละคณะอนุฯ ชุดที่ 36 "พริษฐ์" เปิด 4 พิรุธ ที่มาความจำเป็นไม่ชัดเจน คำวินิจฉัยสอดรับธงการเมือง-ผลลัพธ์ย้อนแย้งกับคำวินิจฉัยเดิม กกต.ซัดตั้งตนเป็นศาลเอง "ชยพล" แฉโครงข่ายคอนเน็กชัน อนุฯ วินิจฉัย 5 คนเป็นจักรวาลล้อมรอบ "อนุทิน" เรียนหลักสูตรด้วยกันเพียบ "พนิดา" ปลุก ปชช.จับตาโยกย้ายผู้บริหาร- พงส.ดีเอสไอก่อน กกต.ชี้ขาด 229 ราย "สมชัย" อ้างเอกสารอนุฯ ชุด 36 ตีกรอบคดีฮั้ว สว.ทำฝ่ายการเมืองรอด "ไอติม" เมิน "สนธิ" ปลุกม็อบ แต่พร้อมร่วมเวที "ไอลอว์" 13 ก.ย.นี้ น้อมรับผิดครบรอบ 1 ปี โหวตอนุทิน "หนู" ซัดกลับ ปชน.ทำผิด MOA เอง แนะย้อนฟังเทป "เท้ง" พูด เหน็บ "ไอติม" มาเคลมอะไร
ที่อาคารอนาคตใหม่ เวลา 10.40 น. วันที่ 6 กันยายน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงข้อพิรุธของคณะอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า หากดูการพิจารณาของ กกต. เริ่มตั้งแต่คณะไต่สวนชุดที่ 26 หลังจากได้ดูหลักฐานและข้อมูล มีการสรุปความเห็นสั่งฟ้องทั้งหมด 229 คน จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนลงความเห็นของเลขาธิการ กกต. ซึ่งเรื่องนี้เป็นการลงความเห็นโดยเลขาฯ กกต.ที่ทำหน้าที่แทนเลขาฯ กกต. ซึ่งยังไม่เห็นข้อมูลปรากฏต่อสาธารณะว่าเห็นควรสั่งฟ้องทั้งหมดกี่คน แต่จากข้อมูลทราบว่ารองเลขาฯ กกต.ได้พิจารณาข้อมูลเห็นควรสั่งฟ้องอย่างน้อย 140 คน จากนั้นจะเข้าสู่คณะอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ลงความเห็นไม่ควรสั่งฟ้องแม้แต่คนเดียว
นายพริษฐ์กล่าวว่า สำหรับการทำงานของคณะอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 และคณะไต่สวนที่ 26 เข้าใจในการทำงานคนละหน้าที่กัน ส่วนที่ ปชน.อยากตั้งคำถามถึงการทำงานคณะอนุฯ ชุดที่ 36 เพราะมี 4 ข้อพิรุธ คือ 1.ที่มาและเหตุผลความจำเป็นของการตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 มองว่าเหตุผลที่ กกต.ให้ความจำเป็นในการตั้งยังไม่ชัดเจนเพียงพอ แม้ชุดที่ 26 และ 36 จะเป็นชุดพิเศษทั้งคู่ แต่เหตุผลความจำเป็นและน้ำหนักไม่เท่ากัน
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า สำหรับชุดที่ 26 เจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เข้ามาร่วมด้วย มองว่าเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลแล้ว แต่เมื่อมาในฝั่งของชุดที่ 36 ตัวแทน กกต.ชี้แจงในกรรมาธิการ คือภาระงานของทั้ง 35 ชุดมีมากอยู่แล้ว หากให้ทำคดีนี้ซึ่งมีความละเอียดจะยิ่งเพิ่มภาระเข้าไปอีก จึงมีการสอบถามเพิ่มเติมว่า หากเป็นเช่นนั้น 7 คนที่อยู่ในอนุฯ ชุดที่ 36 ต้องไม่ได้มีภาระใน 35 คณะเลยใช่หรือไม่ และมีชื่อทับซ้อนในทั้ง 35 คณะหรือไม่ หากบอกว่าเป็นเนื้อหาที่มีความซับซ้อนต้องการผู้เชี่ยวชาญ เราจึงคาดหวังที่จะเห็นอนุฯ ที่จะถูกดึงเข้าสู่ชุดที่ 36 มีประสบการณ์เฉพาะทางที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคดีนี้ แต่เรายังไม่ได้เห็นถึงหลักฐาน
2.เรื่องของกระบวนการทำงาน ซึ่งชุดที่ 26 บอกว่าประชุมกันแทบทุกวัน ในช่วงเดือนมีนาคม-กรกฎาคม 2568 ประมาณ 80 ครั้ง มีเอกสารประมาณ 8-9 หมื่นหน้า ส่วนชุดที่ 36 ประชุมช่วงเดือนพฤศจิกายน 68-มีนาคม 69 ประมาณ 20-30 ครั้ง และขณะนี้ยังไม่ได้รับรู้ถึงผลลัพธ์การทำงานว่ามีการแปลงเป็นข้อมูลออกมาเป็นกี่หน้า และชุดที่ 26 ก็มีการรวบรวมพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย และพยานปากรวมทั้งสิ้นกว่า 700 คน และมาชั่งน้ำหนักหลักฐานก่อนจะสรุปออกมา ส่วนชุดที่ 36 ยังเป็นหลุมดำอยู่ เพราะเรายังไม่มั่นใจ
"จากการฟังข้อมูลจากนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. การทำงานจะเป็นการฟังข้อมูลที่ฝ่ายเลขาฯ รวบรวมมาจากการทำหน้าที่ของชุดที่ 26 จึงอาจจะมีการซักถามข้อมูลเพิ่มเติมก่อนที่จะมีการสรุปความเห็น ดังนั้นคือชุดที่ 36 คือเราขาดข้อมูลที่ชัดเจนว่าตกลงแล้วงานละเอียดเพียงพอหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับชุดที่ 26"
3.จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ และข้อมูลที่ได้รับจากหลากหลายช่องทาง เริ่มเห็นว่าการวินิจฉัยหรือการตีความของชุดที่ 36 มีหลายครั้งที่ไปสอดรับโดยบังเอิญหรือไม่กับธงทางการเมือง เช่น เหมือนปฏิบัติตนเป็นศาลเสียเอง เนื่องจากขั้นตอนของ กกต.จะดูว่าหลักฐานเป็นอันควรเชื่อได้หรือไม่ว่าการทุจริต และจะต้องทำการสั่งฟ้อง ไม่ใช่มีหน้าที่มาพิสูจน์หลักฐานจนสิ้นข้อสงสัย และจากข้อมูลที่ได้รับมารับรู้ถึงการทำงานของชุดที่ 36 หลายครั้งพยายามจะซักถามถึงหลักฐาน เพื่อพยายามจะตีตกหลักฐานที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้จนสิ้นความสงสัย ทั้งที่เป็นหลักฐานที่น่าจะมีข้อสงสัยเพียงพอจะทำการสั่งฟ้องไปยังศาลได้ มีการวินิจฉัยหรือตีความที่สอดรับกับปกป้องนักการเมือง ตีกรอบกฎหมายเพื่อให้สาวถึงนักการเมือง
"ผมเรียกว่านักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม เช่น ระดับรัฐมนตรี สส. ผู้บริหารพรรค เราได้เห็นและรับรู้ถึงการทำงานของชุดที่ 36 ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการพยายามปฏิเสธความเป็นขบวนการโกง สว. ซึ่งมีความพยายามตีความว่าเหตุการณ์หรือข้อพิรุธที่เราเห็นแยกขาดจากกัน ทั้งที่ความจริงเหตุการณ์เหล่านี้รวมถึงหลักฐานมีความเชื่อมโยงและมีรูปแบบคล้ายกัน และบ่งบอกถึงความเป็นขบวนการเดียวกัน" นายพริษฐ์กล่าว
ผลลัพธ์อนุฯ 36 ค้านกับสาธารณะ
นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า 4.เรื่องผลลัพธ์ไม่ว่าจะวิเคราะห์ที่มากระบวนการวินิจฉัยอย่างไร แต่สิ่งที่จะมีน้ำหนักคือผลลัพธ์ของชุดที่ 36 ที่มีความเห็นออกมาว่า ไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว ซึ่งค้านต่อหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ แม้จะไม่เอาเหตุผลสังคมเป็นตัวตั้ง แต่เอาบรรทัดฐานของ กกต.เป็นตัวตั้งก็ได้ จะได้เห็นว่าทาง กกต.มีการสั่งฟ้องไปที่ศาลอย่างน้อย 2 กรณี ที่มีหลักฐานเพียงแค่ไม่กี่ข้อความในแชตแอปพลิเคชันไลน์ คือที่ จ.นครราชสีมา เป็นแชตไลน์ของบุคคลหนึ่งที่ไปขอแลกคะแนนกับอีกฝ่าย ซึ่งไม่ได้เรื่องเส้นเงินหรือการเสนอตำแหน่งเกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้ กกต.สั่งฟ้องไปยังศาลก็มีคำพิพากษาว่าผิด
"ดังนั้น สรุปได้ว่า 4 ข้อพิรุธที่เรามีต่อชุดที่ 36 คือเรื่องของที่มาที่ขาดคำอธิบายที่ชัดเจนเพียงพอว่าเหตุใดจึงตั้งขึ้นมา แล้วก็กระบวนการทำงาน ซึ่งเท่าที่เห็นยังไม่เห็นความละเอียดรอบคอบเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับคณะชุดที่ 26 นอกจากนี้การวินิจฉัยในบางประการที่จะไปสอดรับโดยบังเอิญกับธงทางการเมือง เช่น การปกป้องนักการเมือง การพยายามปฏิบัติตนเป็นศาลเสียเอง หรือการปฏิเสธความเป็นขบวนการของผู้ถูกกล่าวหาในครั้งนี้ และสุดท้ายคือผลลัพธ์ของชุดที่ 36 ที่บอกว่าไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว ดูจะค้านกับหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะ" นายพริษฐ์กล่าว
จากนั้น นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของ กกต.และดีเอสไอ โดยได้พุ่งเป้าไปที่อนุฯ ชุดที่ 36 ที่ชี้ว่าการเลือก สว.ไม่ผิด อยากให้เห็นโครงข่ายจักรวาลที่ล้อมรอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย พร้อมเปิดภาพและประวัติของอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ไล่ไปทีละคน คนแรกคือนายอนุชา จันทร์สุริยา เลขานุการ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นที่ปรึกษาประจำประธาน กกต. เรียนหลักสูตร พตส.รุ่น 6 เรียนหลักสูตร นธป.รุ่น 7, คนที่สอง ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ที่เป็นคนไปไหว้นายกฯ ถึงสนามบินบุรีรัมย์ ซึ่งนายอนุทิน ในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้ตั้งเป็นกรรมการประปานครหลวงด้วย เรียน พตส.รุ่น 10 เรียนหลักสูตร นธป.รุ่น 11 ไม่รู้ว่ามีกิจอันใด เขาบอกว่าเข้าไปดูกีฬา แต่แวะทำไม กีฬาคงไม่ได้แข่งกันอยู่ในสนามบินหรอก
นายชยพลกล่าวต่อว่า คนที่สามคือนายอัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เป็นที่ปรึกษาบอร์ด กกต. 2568 เรียนหลักสูตร นธป.และ พตส.รุ่น 6, คนที่สี่คือนายเชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาฯ ศาลรัฐธรรมนูญ เรียนหลักสูตร พตส.รุ่น 36 ส่วนคนสุดท้ายคือนายเดชา พฤกษ์พัฒนรักษ์ เป็นประธานบอร์ดการท่าเรือฯ ในสมัยที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.คมนาคม ก่อนหน้านี้เคยเป็นอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานที่แต่งตั้งโดยนายพิพัฒน์ด้วยเหมือนกัน เรียกว่าพี่ไปไหน ผมไปด้วย เรียนหลักสูตร พตส.รุ่น 14
"โดยหลักสูตร พตส. คือหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง เป็นหลักสูตรที่ กกต.สร้างขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้แทนพรรคการเมืองบุคลากรทางการเมือง พูดง่ายๆ คือหลักสูตรคอนเน็กชันคล้าย วปอ. แต่อยู่ใน กกต.เอง ซึ่งในคณะอนุฯ ชุดที่ 36 เรียนหลักสูตรนี้ 5 คน"
จี้ยุบหลักสูตรคอนเน็กชัน
นายชยพลกล่าวอีกว่า สำหรับหลักสูตร พตส. มีคนในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้แก่ นายศุภชัย ใจสมุทร, นายอนุทิน, พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ น้องชายของนายเนวิน ชิดชอบ, นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ประธานที่ปรึกษาพรรคภูมิใจไทย, น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง, นางแว่นฟ้า ทองศรี ภรรยาของนายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายแสวง บุญมี เลขาฯ กกต., นายเขมพล อุ้ยตยะกุล ผู้ช่วยงานนายพิพัฒน์ และนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทย เรียกว่าอยู่กันแน่นที่บ้าน กกต.
นายชยพลกล่าวอีกว่า หลักสูตรนี้มีกรรมการหลักสูตรคือนายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ อดีตบอร์ด กกต. และนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ทั้งนี้ นายกสมาคมหลักสูตร พตส. ประกอบด้วย นายสรอรรถ นายอนุทิน และนายศุภชัย ซึ่งคิดว่าหลักสูตร พตส.อาจจะรันด้วยสีน้ำเงินก็เป็นได้ อีกหนึ่งหลักสูตรคือ นธป. ย่อมาจากหลักสูตรนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย จัดขึ้นโดยศาลรัฐธรรมนูญ เป็นหลักสูตรคอนเน็กชัน ซึ่งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 เรียน 3 คน คือ นายอัฌษไธค์ นายอนุชา และ ร.ต.อ.ปิยะ ส่วนฝั่งพรรคภูมิใจไทย มีนายอนุทิน นายสรอรรถ และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน โดยมีนายเชาวนะ ไตรมาศ เป็นผู้อนุมัติจบหลักสูตร
เมื่อถามว่า ในหลักสูตร พตส.ก็มีนักการเมืองฝั่งพรรคก้าวไกลและพรรคประชาชนเรียนเหมือนกัน นายชยพลกล่าวว่า เท่าที่ตนรู้จัก หลักสูตรเหล่านี้เริ่มต้นมาที่อยากจะให้ความรู้ สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าใช้หลักสูตรทำอะไรต่อ กับการที่มีเพื่อนร่วมรุ่นมากหน้าหลายตาและเป็นบิ๊กเนมทั้งนั้น คำถามก็ต้องย้อนกลับไปว่า คนในพรรคประชาชนที่ไปเรียนได้ใช้คอนเน็กชันเพื่อวัตถุประสงค์อื่นหรือไม่ แต่สาเหตุที่เราโฟกัสที่คณะอนุฯ วินิจฉัยทั้ง 5 คน เพราะเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง มีอำนาจในการตัดสินคดี ฉะนั้นน่าจะเป็นการดีกว่าหรือไม่ที่คนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้าไปนั่งมีอำนาจตัดสินชะตา สว.และพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า หลักสูตรพวกนี้เป็นแหล่งรวมการบ่มเพาะคอนเน็กชัน ถ้าไปเรียนเพื่อหาความรู้ก็โอเค แต่หลายครั้งคอนเน็กชันพวกนี้ ผลัดกันเกาหลัง พวกนี้ถ้าไปทำเรื่องดีๆ กันก็โอเค แต่หลายครั้งเครือข่ายยุบยับไปหมด คนกันเองทั้งนั้น ไปสร้างคอนเน็กชันที่สุดท้ายสร้างความเสียหายให้กับประชาชน
เมื่อถามว่า หลักสูตรเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือเลยหรือไม่ นายภัณฑิลยกมือตอบว่า ตนไม่เห็นด้วย ที่เป็นข่าวล่าสุดมีการไปจ่ายเงินเพื่อให้ได้เรียนในหลักสูตรพวกนี้ จัดการเลือกตั้งให้ดี บริสุทธิ์ยุติธรรม การได้มาซึ่ง สว. อย่าไปหาทำเรื่องอื่น มันไม่ใช่หน้าที่ เอาเรื่องของตัวเองให้รอดก่อนดีกว่าไหม กกต.
ต่อมา น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน กล่าวถึงไทม์ไลน์การดำเนินคดีพิเศษที่ 24/2568 การกระทำความผิดฐานอั้งยี่-ฟอกเงินอันเนื่องมาจากการเลือก สว.ของดีเอสไอ ว่า วันที่ 6 มี.ค.2568 คณะกรรมการคดีพิเศษรับเป็นคดีพิเศษ โดยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมา 41 คน มี พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ เป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำคู่ขนานไปกับคณะของ กกต. โดยมีการสัมภาษณ์พยานไปกว่า 700 ปาก ซึ่งปรากฏทั้งพยานหลักฐาน ข้อมูลการสื่อสาร ภาพถ่าย ต่อมาวันที่ 19 ก.ย.2568 มีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็น พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์
ขวางดีเอสไอรับใช้การเมือง
จากนั้นวันที่ 8 ธ.ค.2568 ดีเอสไอมีการสรุปสำนวนส่งอัยการคดีพิเศษชี้ว่าจากพยานหลักฐานทั้งหมดที่ได้รวบรวมมามีผู้กระทำความผิด 8 ราย จากนั้นวันที่ 16 ม.ค.2569 อัยการตีกลับสำนวนและสั่งสอบสวนเพิ่ม ระบุว่าเป็นองค์กรอาชญากรรมขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อน มีผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 1,200 คน แบ่งได้ถึง 7 กลุ่มผู้กระทำความผิด จะส่งดำเนินคดีเพียง 8 คนไม่ได้ ในวันที่ 7 ก.ค.2569 มีมติ ครม.สั่งย้ายปลัดกระทรวงยุติธรรมไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ก่อนที่ปลัดกระทรวงยุติธรรมลาออกทันที ต่อมาวันที่ 26 ส.ค.2569 นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม จากนั้น 2 วันคือมีการเซ็นคำสั่งทันที 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับคดีสีน้ำเงิน คือ 1.มีการสั่งสอบวินัย พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม โดยไม่ได้มีการสั่งสอบข้อเท็จจริงก่อน โดย พ.ต.ต.ณฐพลมีส่วนสำคัญในคดีดังต่อไปนี้ 1.คดีบุกรุกที่ดินการรถไฟเขากระโดง 4,414 ไร่ 2.คดีบุกรุกที่สาธารณะและลำรางเขากระโดง 250 ไร่ 3.คดีใช้ถนนสาธารณะเป็นรันเวย์สนามบินส่วนบุคคลและสนามกอล์ฟขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งมีชื่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามขออนุญาต 4.คดีบิดเบือนกระบวนการยุติธรรมคดีแตงโม โดย พ.ต.ต.ณฐพล มีรายชื่อว่าจะได้ขึ้นเป็นอธิบดีดีเอสไอหากมีตำแหน่งว่าง และ 2.ผลงานของนายปิยะศิริ คือเด้งมือทำคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากคดีโกง สว.ไปเป็นฝ่ายอำนวยการ
น.ส.พนิดากล่าวอีกว่า จากนั้นในวันที่ 3 ก.ย.2569 มีข่าวว่าจะมีการโยกย้ายอธิบดีและรองอธิบดีดีเอสไอ ได้แก่ 1.พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะพนักงานสอบสวนในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากการโกงเลือก สว. และเป็นหนึ่งในสามพนักงานสอบสวนที่ไปร่วมเป็นคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. และมีมติสั่งฟ้อง 229 รายที่เข้าข่ายกระทำความผิดใน พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. โดยมีข่าวว่าจะถูกย้ายไปเป็นรองอธิบดีกรมบังคับคดี เพื่อบริหารงานบุคคลทั่วไป จะกำหนดทิศทางคดีที่เกี่ยวข้องกับสีน้ำเงิน
"ยังมีข่าวว่าจะมีการย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา อธิบดีดีเอสไอคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนดีเอสไอในคดีอั้งยี่-ฟอกเงินจากการโกงเลือก สว. ไปเป็นอธิบดีกรมคุมประพฤติ และจะมีการย้าย ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ ซึ่งถูกแต่งตั้งเป็นคณะอนุฯ ที่ 36 ของ กกต. และมีมติยกคำร้อง 229 ราย มาเป็นอธิบดีดีเอสไอแทน"
น.ส.พนิดากล่าวต่อว่า นอกจากนี้มีข้อมูลปรากฏว่า 1 ใน 229 คน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ที่เป็น สว.ปัจจุบัน เคยเป็นอดีตหัวหน้าสมัยที่ พล.ต.ท.รุทธพลเคยเป็นตำรวจที่บุรีรัมย์ คือ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร อีกทั้ง พล.ต.ท.รุทธพลก็เป็นผู้บังคับบัญชา ร.ต.อ.ปิยะ จึงอาจตั้งคำถามได้ถึงมาตรฐานการทำงานที่เรากังวลว่าการแต่งตั้งโยกย้ายคนในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อตั้งคนมารองรับมติ กกต.ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 ก.ย.นี้หรือไม่
"อยากชวนทุกคนตั้งคำถามไปให้ถึงผู้มีอำนาจ ไปให้ถึงรัฐมนตรี ไปให้ถึงรัฐบาล ไปถึงนายกฯ ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี่คือการไล่ล่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะไต่สวนชุดที่ 26 คนที่คิดว่า 229 คน และท่านกำลังปูนบำเหน็จให้กับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอนุฯ วินิจฉัยและชี้ขาดชุดที่ 36 ที่บอกว่าพวกท่านไม่มีความผิด หรือนี่คือเหตุผลสำคัญว่าทำไม รมว.ยุติธรรมจะต้องเป็นคุณรุทธพล เนาวรัตน์ เป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมคุณปิยะศิริ วัฒนวรางกูร จะต้องเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม ทำไมคุณปิยะ รักสกุล จึงมีข่าวว่าจะย้ายมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ ฝากให้ทุกคนช่วยกันส่งเสียง อย่าให้ใครเอาดีเอสไอไปรับใช้การเมือง อย่าให้มีใครเอากระบวนการยุติธรรมที่ควรจะศักดิ์สิทธิ์ ยึดมั่นบนหลักการและเป็นที่พึ่งของประชาชนไปเป่าคดีของตัวเอง” น.ส.พนิดากล่าว
ตีกรอบช่วยการเมืองรอด
ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. กล่าวถึงการทำงานของอนุฯ ชุดที่ 36 ว่า จากรายงานการประชุมพบว่า อนุฯ ชุดที่ 36 ประชุมสัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 13.30-16.00 น. โดยทีมเลขานุการ กกต.จะมาสรุปสำนวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ส่วนกลางชุดที่ 26 ทั้งข้อมูลจากผู้ถูกกล่าวร้องและความเห็นของคณะกรรมการชุดดังกล่าวมาเสนอที่ประชุม ซึ่งการประชุมในช่วงแรกๆ อาจจะมีการซักถามบ้าง แต่ระยะหลังฝ่ายเลขาฯ จะเป็นผู้รายงานเกือบทั้งหมด เช่น ในการประชุมครั้งที่ 13/2569 มีเอกสาร 39 หน้า ฝ่ายอ่าน 38 หน้าครึ่ง ขณะที่กรรมการแทบไม่มีการซักถามหรือข้อสงสัย มีเพียงมติรับทราบข้อชี้แจง
ทั้งนี้ อนุกรรมการชุดที่ 36 มี 7 คน และทีมเลขานุการ 9 คน และจากรายงานไม่พบว่ามีการเรียกคณะกรรมการชุดที่ 26 มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีการนำเอกสารต้นฉบับมาพิจารณา โดยเป็นเพียงการสรุปผลการสอบสวนและเอกสารของชุดที่ 26 จากรายงานพบว่านายเชาวนะ ไตรมาศ เป็นประธานอนุฯ ชุดที่ 36 แต่กลับพบว่านายอนุชา จันทร์สุริยา หนึ่งในอนุกรรมการฯ มีบทบาทในการนำประชุม ทั้งการตั้งประเด็นและกำหนดกรอบการพิจารณา โดยในการประชุมครั้งที่ 4/2569 มีการกล่าวถึงผู้มีบารมีนอกพรรคที่อยู่ในพื้นที่บุรีรัมย์ ก่อนจะมีอนุกรรมการรายหนึ่งทักท้วงว่า "บุคคลดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับผู้สมัครหรือพรรคการเมือง ไปยุ่งกับเขาทำไม เขาแค่เตะบอลของเขา เขานุ่งกางเกงขาสั้นของเขาอยู่ดีๆ ทำไมจะต้องไปยุ่งอะไรกับเขาด้วย ไม่ควรนำมาเกี่ยวข้อง" แต่ฝ่ายเลขานุการชี้แจงว่า "แม้ไม่ได้เป็นผู้สมัคร ไม่เกี่ยวข้องกับพรรค หรือไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค หากเป็นผู้กระทำความผิดก็สามารถนำมาอยู่ในสำนวนได้"
นายสมชัยกล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่าเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองนั้น จะมีการสาวไปถึงนักการเมืองว่าร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ การตีกรอบที่อยู่ในการประชุมครั้งที่ 3 นั้น อ่านแล้วเห็นว่าแปลก คือนักการเมืองไม่สามารถมาช่วย มายุ่ง มาแทรกแซง มาเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้ว สว.ได้ ขณะที่ฝั่งของผู้สมัครก็ไม่สามารถที่จะไปรับความช่วยเหลือได้
"การตีกรอบดังกล่าวเป็นการตีกรอบที่ไม่ถูกต้อง หาก กกต.บอกว่าถูกต้อง ก็ขอให้ชี้แจงด้วยว่าถูกต้องตรงไหน หากตีกรอบเช่นนี้ก็แปลว่าไม่มีผู้สมัครคนไหนที่ไปเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง ไม่ว่าคนนั้นจะได้เป็น สว.หรือไม่เป็น สว.ก็ตาม เมื่อไม่มีผู้สมัครคนไหนที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง ก็แปลว่าฝ่ายการเมืองก็ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตต่างๆ เหล่านี้" นายสมชัยกล่าว
นอกจากนี้ นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีนายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ กกต.ว่า ขอส่งสารไปยังนายฐิติเชฏฐ์ว่า ในอดีต กกต.เคยติดคุกมาแล้ว 2 คน จากการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง แต่สิ่งสำคัญกว่าโทษจำคุกคือเหตุผลของศาล ซึ่งศาลพูดถึงบุคคลที่ได้รับเลือกเป็น กกต.นั้น ต้องรักษาความเป็นกลาง ฉะนั้นวันที่ 14 กันยายนนี้ ต้องส่งศาล อย่าซื้อเวลาอีก
ปชน.เมินสนธิลงถนน
สำหรับกรณีนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัดแถลงข่าวจัดชุมนุมวันที่ 7 ก.ย.นี้ นายพริษฐ์กล่าวว่า ขอพูดในภาพรวม ไม่ได้เจาะไปที่ข้อเรียกร้องของคนใดคนหนึ่ง ต้องยืนยันว่าเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเราทุกคนมีหน้าที่ต้องคุ้มครอง ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่ เกี่ยวกับสาระที่ถูกเสนอโดยกลุ่มต่างๆ ตราบใดที่ข้อเสนอของกลุ่มนั้นเป็นข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาอยู่ภายใต้ครรลองและระบอบประชาธิปไตย
เมื่อถามว่า ทางฝั่งไอลอว์ก็จะมีการจัดชุมนุมในวันที่ 13 ก.ย.นี้เช่นเดียวกัน ปชน.จะมีเวทีเป็นของตัวเองหรือไม่ หรือจะไปร่วมเวทีไหนบ้าง นายพริษฐ์กล่าวว่า เรามีทั้งแถลงข่าวและเวทีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และคาดหวังด้วยว่าวันที่ 10 ก.ย.นี้ จะมีการอภิปรายรายงานของ กกต. ก็หวังว่าจะไม่มีความพยายามของฝั่งรัฐบาลในการนำเอาเรื่องใดมาแทรกคิวหรือประวิงเวลาให้ไปไม่ถึง ในสภามีเวทีเรื่องฮั้ว สว.อยู่แล้ว ส่วนนอกสภา วันที่ 12 ก.ย.นี้ คณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระฯ จะจัดเสวนาภายใต้หัวข้อจับตาบทบาทองค์กรอิสระต่อวิกฤตการเมืองไทย ส่วนกิจกรรมของไอลอว์ ที่ผ่านมา ปชน.ไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้วว่าเป้าหมายหรือข้อเสนอที่ไอลอว์และภาคประชาชนเรียกร้องเกี่ยวกับการโกง สว. ซึ่งก็สอดรับกับ ปชน.เช่นเดียวกัน ตราบใดที่เห็นตรงกัน ตนก็คิดว่าเป็นกิจกรรมที่ประชาชนและจาก ปชน.สามารถไปร่วมได้
เมื่อถามว่า หากวันที่ 10 ก.ย.นี้ ฝ่ายรัฐบาลเล่นเกม จะแก้เกมในสภาอย่างไร นายพริษฐ์กล่าวว่า ก็มีความกังวลใจว่าจะไม่มีการนัดประชุมในวันที่ 10 ก.ย.นี้ จึงได้ออกมาดักทางไว้ ซึ่งก็ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ เพราะประธานสภาฯ ส่งหนังสือนัดประชุมมาแล้ว ซึ่งจากการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ฝั่งรัฐบาลขอเลื่อนญัตติชายแดนใต้ขึ้นมาก่อนรายงาน กกต. เราก็พยายามชี้ให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐบาล ว่าเป็นการปิดกั้นไม่ให้อภิปรายรายงาน กกต. ซึ่งหวังว่ารัฐบาลจะได้รับบทเรียนว่าการเลื่อนดังกล่าวไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน
"ยืนยันว่าเรื่องฮั้ว สว.จะอยู่ในญัตติยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณะด้วย จากการคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะอภิปรายรัฐมนตรีคนใดบ้าง และจัดทำญัตติที่จะยื่นซึ่งคงใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ ขออนุญาตพูดดักทางไว้เลย อย่าให้รู้ว่ามีใครพยายามให้เจ้าหน้าที่สภาฯ ตีความในลักษณะที่บอกว่าไม่สามารถบรรจุเรื่องโกง สว.และโกงสอบท้องถิ่นเข้ามาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ" นายพริษฐ์กล่าว
ส่วนกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำคนเสื้อแดงระบุว่า MOA พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยอีก 100 ปีก็เกิด และควรนำมาถอดบทเรียน นายพริษฐ์กล่าวว่า ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็นการครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์ที่เราตัดสินใจผิดพลาด และการครบรอบครั้งนั้นก็ถูกลงโทษจากประชาชนผ่านการเลือกตั้งที่ผ่านมา และอีกในมุมหนึ่ง ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนใน ปชน. ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว ในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจในวันนั้น
เมื่อถามว่า ด้วยเหตุนี้หรือไม่ทำให้ไม่ตรวจสอบเรื่องการฮั้ว สว.ในช่วงแรก นายพริษฐ์กล่าวว่า ความจริงในวันนั้นตอนที่อภิปรายนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นวาระแรกๆ หลังจากโหวตเลือกนายกฯ ก็มี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้า ปชน. ที่อภิปรายตรวจสอบ มีข้อมูลหลายอย่างที่คาบเกี่ยวกับเนื้อหาในวันนี้ด้วย
“ผมถือว่าผมได้รับความไว้วางใจมาเป็น สส.เหลืออยู่ประมาณ 3 ปีกว่า ถือว่าส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่ของผมใน 3 ปีข้างหน้านี้ ก็ต้องเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขานชื่อ 3 วินาทีในวันนั้น” นายพริษฐ์กล่าว
'อนุทิน' ซัด ปชน.ผิด MOA
ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการครบรอบ 1 ปี การทำข้อตกลง MOA ระหว่าง ภท.และ ปชน. โดยนายกฯ ได้ร้องหูย ก่อนกล่าวว่า “ครบวันนี้หรือ ไม่เคยคิดเลยนะเนี่ย เวลามันเร็วมาก” เมื่อถามย้ำว่า ที่ ปชน.บอกว่าเป็นความผิดพลาดครั้งหนึ่งของพรรค นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ใช่หรอก จะไปผิดพลาดได้อย่างไร เพราะวันนั้นก็ร่วมกันทั้งสองพรรคในการหาทางออกให้กับประเทศ และ ภท.กับ ปชน.ก็สนับสนุนซึ่งกันและกัน ซึ่งหลักสำคัญของ ปชน.คือต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็ทำตามทุกอย่าง แต่เขาก็มาเพิ่มเงื่อนไขอีกตอนหลัง และความที่เขาคิดว่าการที่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อย เขาจะกดดันอย่างไรก็ได้ นอกเหนือ MOA ก็ได้ แต่เราก็เห็นว่า MOA มีอยู่แค่ 5 ข้อ เราก็ยึดถือ MOA เป็นหลัก
นายอนุทินกล่าวอีกว่า ในเมื่อขณะนั้นต้องการอะไรที่เพิ่มเติมขึ้นไป จากที่ MOA บอกว่าให้ยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค.69 เราก็โอเค แต่ ปชน.ขอเลื่อนให้มาเป็นวันที่ 15 ม.ค.69 ได้หรือไม่ เราก็โอเค แต่มีการขอเลื่อนอีกเป็นวันที่ 31 ธ.ค.68 ซึ่งเราก็ยังโอเคอยู่ จากนั้นก็มีการมาขอแก้เงื่อนไขเกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของเรา คือการตัดอำนาจ สว. โดยบอกว่าเป็นหน้าที่ของ ภท.ที่จะต้องไปประสานกับ สว. จึงถามว่า ภท.จะเอาอะไรไปประสานงาน และ ปชน.ก็บอกว่าหากไม่ทำจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“ต้องกรอเทปไป แล้วไปเอาเทปมาเปิดให้ชัดเจนว่า ท่านหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นคนบอกให้นายกฯ ก็คือผมในวันนั้นยุบสภา นักข่าวก็ชอบลืมแล้วมาถามหาว่าตัวผมเป็นคนทำผิดพลาด ไม่ใช่เลย คนที่ทำให้เกิดความผิดพลาดก็คือพรรคประชาชน ที่ไม่ยึดมั่นอยู่ใน MOA ที่ไม่รักษาสัญญา ที่ข่มเหงให้นายกฯ ถ้าไม่ยุบสภาก็มีเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงในการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทุกอย่างเป็นไปตามคำพูดของหัวหน้าพรรคประชาชนในวันที่ 12 ธ.ค.68 ทั้งนั้นเลย ท่านมาบอกให้ผมยุบสภา เพราะถ้าไม่ยุบก็จะไม่มีโอกาสให้ยุบอีกแล้ว ผมก็ยุบตามท่าน และจะไปมีความผิดพลาดอะไรตรงไหน ถ้าจะมีก็มาจากพรรคประชาชน ไม่ใช่พรรคภูมิใจไทย” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า กรณีที่นายพริษฐ์บอกว่าการไปเซ็น MOA กับ ภท.คือความผิดพลาดจนทำให้ ปชน.แพ้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา นายอนุทินถามกลับว่า “คุณไอติมเป็นคนพูดหรือ ผมไม่รู้ เพราะคุณไอติมไม่ได้เป็นคนเซ็น คุณไอติมไม่ได้เกี่ยวข้อง ตอนที่ไปเจรจากับพรรคประชาชน ผมไม่เห็นคุณไอติมอยู่ในสมการหรือ Picture เลย ฉะนั้นผมก็ให้คำตอบไม่ได้ เพราะเขาไม่เกี่ยวข้องในวันนั้น วันนี้อาจจะเกี่ยวข้องก็เป็นเรื่องของวันนี้ ถ้าวันนี้อยากจะมาเซ็นก็ค่อยมาเกี่ยวข้อง ก็ว่ากันไป และเมื่อปี 68 คุณไอติมไม่ได้เกี่ยวข้อง แล้วจะมาเคลมอะไร”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แนะจัดโซนนิง ดาต้าเซ็นเตอร์ ผวา‘อุบัติเหตุ’
“กรมควบคุมมลพิษ” จับมือสำนักงานเขตห้วยขวาง ลุยกำจัดน้ำเสีย-ตะกอนดินเปื้อนน้ำมันจากดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9
บี้นายกฯจริงใจปราบโกง! ‘ชัชชาติ’ชูใช้เทคโนโลยีสู้
ACT ปลุกสังคมต้านโกง "ไม่รับ ไม่จ่าย ไม่โกง ไม่เงียบ" บี้นายกฯ จริงใจปราบทุจริตให้เข้มข้นเด็ดขาด "พจน์"
สัมพันธ์จีนดุจครอบครัว ฝันดัน‘ไทย’สู่เรดาร์โลก!
นายกฯ เป็นประธานครบรอบ 60 ปี 9 สมาคมจีน ย้ำสัมพันธ์ไทย-จีนแน่นแฟ้นเหมือนครอบครัว ฝากคนรุ่นใหม่ผลักดันให้เดินไปได้ไกลกว่านี้
จับตาอภิปรายงบปี70เดือด!
จับตาถกงบประมาณปี 2570 วาระ 2-3 “มาร์ค-ไหม” จ้องถล่มงบกลาง 1.2 หมื่นล้านบาท
รับพลทหารอาสา เปิด1.8หมื่นอัตรา
ทบ.รับนโยบาย กห. เปิดรับสมัคร “พลทหารอาสา” ปี 2570 จำนวน 18,784 อัตรา สมัครใจรับราชการ 4 ปี เลือกผลัด-หน่วยได้ทั่วประเทศ พร้อมสิทธิประโยชน์และโอกาสต่อยอดสู่ทหารอาชีพ
ทรงช่วยชาวเนปาล
"ในหลวง-พระราชินี" พระราชทานสิ่งของช่วยเหลือชาวเนปาลในเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันและดินถล่มรุนแรง ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต ผู้สูญหาย และผู้ไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก โดยกองทัพอากาศดำเนินการจัดส่ง

