เปิดชื่อ3มือโปร ดาต้าเซ็นเตอร์ เสริมทีม21คน

นายกฯ ไม่อยากให้ไทยแค่ตั้งโรงงาน "ดาต้าเซ็นเตอร์" แต่อยากดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เห็นบริษัทไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ “โชติ-สุพจน์-ธีร” นั่งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เสริมทีมกำกับการลงทุน มีอำนาจเสนอ ครม.กำหนดนโยบาย มาตรฐาน ติดตามผลกระทบ "มหาดไทย" แจงสั่งกรมโยธาฯ หามาตรการรองรับดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปี 68 ลุยตรวจอาคารเดิมเสร็จภายใน 12 ก.ย.นี้ ก่อนชงบอร์ดต่อไป

เมื่อวันจันทร์ ที่​วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร​ (วปอ.) นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะนักเรียน​ วปอ.รุ่น​ 61 กล่าวตอนหนึ่งระหว่างเป็นประธานการรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ว่า​ ตนไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นเพียงสถานที่ตั้งโรงงานหรือที่ตั้งดาต้าเซน​เตอร์​ แต่อยากเห็นประเทศไทยเป็นที่ดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง และเห็นบริษัทไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน และวิศวกรไทยออกแบบพัฒนาเทคโนโลยี หรือสร้างธุรกิจบนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้             

"และอยากเห็นประเทศไทยยกระดับจากประเทศรายได้ปานกลางสู่เป็นประเทศรายได้สูง ซึ่งเราตั้งเป้าไว้แล้ว  และต้องดูว่าการลงทุนจำนวนมหาศาลนั้นทิ้งอะไรไว้กับประเทศไทย ให้คนไทยเก่งขึ้นและมีรายได้ดีขึ้น" นายอนุทินกล่าว

มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า  นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 725/2569 แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ หรือบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ พ.ศ. 2569 ซึ่งกำหนดให้มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งได้ไม่เกิน 3 คน

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ได้แก่ 1.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2.นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 3.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา

การแต่งตั้งดังกล่าวได้รายงานต่อที่ประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับแต่งตั้งเข้าร่วมประชุม 2 คน คือนายสุพจน์และนายธีร ส่วน นายโชติติดภารกิจไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งดังกล่าว ทั้งนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ

หลังแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ทำให้บอร์ดนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์มีกรรมการรวม 21 คน ประกอบด้วยรองประธานกรรมการ 3 คน ได้แก่ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานคนที่ 1, รมว.มหาดไทย เป็นรองประธานคนที่ 2 และ รมว.พลังงาน เป็นรองประธานคนที่ 3

นอกจากนี้ มีกรรมการโดยตำแหน่ง 14 ตำแหน่ง  ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ปลัดกระทรวงพลังงาน, ปลัดกระทรวงมหาดไทย,  ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม, เลขาธิการบีโอไอ, เลขาธิการ กกพ., เลขาธิการ กสทช., เลขาธิการ สทนช., ผู้อำนวยการ  สนพ., ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และเลขาธิการ สศช. หรือสภาพัฒน์ เป็นกรรมการและเลขานุการ

สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ได้แก่ เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบปฏิบัติของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ ติดตาม และประเมินผลกระทบจากการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เสนอต่อ ครม. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ ครม.หรือนายกฯ มอบหมาย

ทั้งนี้ กรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยตามระเบียบดังกล่าว ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม การใช้พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผังเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะอัคคีภัย การป้องกันและเยียวยาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ความเป็นอยู่ของประชาชนและชุมชน เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และการรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ

หากหน่วยงานรัฐพบปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติ ครม. ให้รายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณาและเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อแก้ไข ขณะที่เมื่อ ครม.เห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามและรายงานผลต่อคณะกรรมการทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยมีความต่อเนื่องและตรวจสอบได้

วันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกหนังสือชี้แจงกรณีนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ขอให้พิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดอาคาร Data Center ในผังเมือง โดยขอทราบความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมายผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารให้มีความชัดเจน ในการกำหนดพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมทั้งกำกับติดตามการดำเนินการของกรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งนําความคิดเห็นดำเนินการพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดของ Data Center ในผังเมือง และได้มีหนังสือตอบไปยังนายศุภณัฐเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 แล้ว

สำหรับความคืบหน้า กรมโยธาฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมทั้งได้ศึกษาข้อมูลของกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้ข้อมูลแก่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อทราบถึงข้อดีข้อเสีย และความเหมาะสมในการกำหนดกฎ ระเบียบ มาตรการทางผังเมืองและอาคาร เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์มีหลายขนาดและประเภท ขณะนี้ได้มีการพิจารณาแนวทางการอนุญาตก่อสร้างอาคารแล้ว เห็นควรให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นพิจารณาเทียบเคียงกับประเภทของอาคารหรือกิจการเท่าที่มีกำหนดไว้ โดยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ยื่นคำขออนุญาตว่าจะใช้เป็นอาคารประเภทใดหรือกิจการประเภทใด

กรมโยธาฯ ได้จัดทำแนวทางกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ 1.มาตรการทางด้านผังเมือง โดยนำนิยาม "ดาต้าเซ็นเตอร์" มากำหนดไว้ในกิจการการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมืองรวม 2.มาตรการทางด้านการควบคุมอาคาร โดยแต่งตั้งคณะอนุกรรมการยกร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการควบคุมอาคารที่ใช้เป็นอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดนิยามประเภทอาคาร หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการก่อสร้างอาคาร

สำหรับอาคารดาต้าเซ็นเตอร์ที่ประกอบกิจการอยู่ในปัจจุบัน กรมโยธาฯ จะประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกันตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร และผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนโดยรอบ รวมถึงข้อมูลใบอนุญาตก่อสร้าง หากพบว่าอาคารที่ประกอบกิจการอยู่มีสภาพหรือมีการใช้ที่อาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลออดภัยจากอัคคีภัยหรือก่อให้เกิดเหตุรำคาญ หรือกระทบกระเทือนต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม  ก็จะให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการออกคำสั่งกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารให้ปรับปรุงแก้ไข หรือสั่งห้ามใช้อาคารแล้วแต่กรณี ประกอบกฎกระทรวงการแก้ไขอาคารที่มีสภาพหรือมีการใช้ที่อาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน หรืออาจไม่ปลอดภัยจากอัคคีภัย หรือก่อให้เกิดเหตุรำคาญ หรือกระทบกระเทือนต่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2563 ต่อไป

โดยจะดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 12 กันยายน 2569 และจะนำแนวทางและมาตรการทางผังเมืองและการควบคุมอาคารเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อประกอบในการกำหนดนโยบาย มาตรฐาน และกรอบการดำเนินงานเกี่ยวกับการอนุมัติ การอนุญาต การส่งเสริมการลงทุน และการให้บริการภาครัฐสำหรับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กังขางบลงทุนไม่ถึง20%

สภาถกงบ 70 วันแรกเรียบร้อย “อนุทิน” บอกเป็นการเมืองสร้างสรรค์ “ไหม” ลั่นหากไม่มีการปรับแก้ไขพรรคส้มคงต้องโหวตคว่ำ

ภท.ร้ายกว่าทักษิณ ‘สนธิ’ลงถนน10กย.บุกสถานทูตอิสราเอลปลุกคนไทยร่วม

"สนธิ-คปท." ปลุกม็อบเอาประเทศไทยของเราคืนมา นัดรวมพล 10 ก.ย.ยื่นหนังสือสถานทูตอิสราเอล ฟาดหนัก "ระบอบสีน้ำเงิน" ร้ายกว่า "ระบอบทักษิณ"