"อนุทิน" ฟังข้อเสนอ วปอ.68 "Resilient Thailand" ชี้การทุ่มเทงบมหาศาลไปเพื่อเตรียมความพร้อมยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไม่สำคัญเท่าทำให้เศรษฐกิจของเรามีความแข็งแกร่งและยั่งยืน ขณะที่ "ผอ.JIC" แฉเขมรก็มี “ทหารผี” ยอดไม่ตรงความจริง เหตุกลัวสงคราม ย้ำไทยไม่คิดยึดดินแดน
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะนักเรียน วปอ.รุ่น 61 เป็นประธานการรับฟังข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 68 ในหัวข้อ “Resilient Thailand” พลิกฟื้นประเทศไทย สู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน โดยมีพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ
ช่วงหนึ่งนายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ เพราะโลกเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกัน สำหรับตนความมั่นคงในโลกวันนี้ไม่ใช่แค่การป้องกันภัยจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศที่จะมาคุกคามประเทศเรา ความมั่นคงสำหรับประเทศไทยคือการสร้างประเทศที่แข็งแกร่ง มีความพร้อมจากภายใน หากถามถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในของรัฐบาลเป็นอย่างไรนั้น เรามองอยู่ 3 อย่างคือ เปลี่ยนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ปฏิรูประบบราชการ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายอนุทินกล่าวต่อไปว่า การที่จะต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลไปเพื่อการเตรียมความพร้อมของยุทโธปกรณ์ต่างๆ ไม่น่าสำคัญเท่ากับการที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเรามีความแข็งแกร่งและยั่งยืน ซึ่งเคยคิดอย่างนั้น และ ณ ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถูกต้อง ถึงตอนนี้ลึกๆ ก็ยังคิดว่าถูกต้อง แต่เมื่อเจอกับของจริงหรือสถานการณ์จริง และเข้ามาในจังหวะที่ต้องมีส่วนร่วมการคิดและตัดสินใจกับผู้นำกองทัพในขณะที่มีความขัดแย้ง สิ่งที่การันตีชัยชนะของเราคือความพรั่งพร้อมของกองทัพ ซึ่งนี่ต้องยอมรับจริงๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้แม้แต่ความตั้งสงบต้องเตรียมรบให้พร้อมสรรพกลับขึ้นมา ที่จะต้องมาเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการป้องกันประเทศ ซึ่งตนและผู้นำเหล่าทัพก็ได้หารือกันตลอด และเห็นพ้องต้องกันว่าเราไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในประเทศให้รู้สึกปลอดภัย นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ต้องทำให้เขาเห็นว่าอย่าทำอีก ถ้าเขาทำอีกเราก็ต้องตอบสนอง และเขาตัดสินใจผิดที่จะมาวุ่นวายหรือรุกรานประเทศไทย
วันเดียวกันนี้ พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) นำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ประกอบด้วย ประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย พร้อมสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนต่างประเทศได้เห็นสถานการณ์จริง รับฟังข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง โดยไทยเชื่อว่าความโปร่งใสและข้อมูลที่สามารถตรวจสอบได้เป็นพื้นฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือ
สำหรับพื้นที่สำคัญที่ต้องการให้สื่อมวลชนเห็น คือบริเวณโอร์เสม็ด-ช่องจอม รวมถึงสิ่งปลูกสร้างและร่องรอยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ผ่านมา เพื่อให้สื่อมวลชนทั้งชาวไทยและต่างประเทศสามารถนำข้อมูลจากพื้นที่ไปประกอบการรายงานข่าว และประเมินสถานการณ์ได้อย่างเป็นอิสระ
พลอากาศเอก ประภาสให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า เราไม่ได้ต้องการที่จะยึดดินแดนของกัมพูชาเพราะเหตุผลสแกมเมอร์ เพียงแต่กัมพูชาได้ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการโจมตีทหารไทย เช่นเป็นที่ตั้งโดรนและอาวุธ รวมถึงศูนย์บัญชาการอื่นๆ มากมาย ซึ่งได้เห็นแล้วว่าสแกมเมอร์เป็นภัยคุกคาม และเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ใช่แค่ประชุมแล้วตกลงกันว่าจะทำ 1-2-3 ต้องมีการจัดตั้งกองกำลังเฉพาะกิจเข้าไปตรวจสอบ และประเทศเจ้าบ้านต้องให้ความร่วมมือ เพื่อไม่ให้พื้นที่ของกัมพูชาเป็นที่ตั้งของสแกมเมอร์ หรือที่เรียกว่า “Scambodia” ต่อไปในอนาคต ซึ่งไม่ใช่การกล่าวอ้าง เพราะมีหลายหน่วยรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศเข้าไปเก็บข้อมูลแล้ว เพื่อดำเนินการต่อในเรื่องของการยึดทรัพย์ การตัดเส้นทางการเงินไม่ให้มีการลงทุน ซึ่งเป็นหลักฐานของแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโซนยุโรป เอเชีย หรือหลายๆ ประเทศ ที่จะนำไปขยายผลการดำเนินการต่อ
พลอากาศเอก ประภาสยังระบุอีกว่า จากการได้รับรายงานในพื้นที่ ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะบุกเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งมีการตัดรั้วลวดหนามประมาณ 2-3 จุด แต่ด้วยความเข้มแข็งเราสามารถจับเชลยได้ด้วย ที่มีความพยายามในการแฝงตัวมาเป็นชาวบ้าน แต่ความจริงคือเป็นทหารกัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 2-3 ครั้ง ทำให้ทหารไทยต้องปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง เพราะหากไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ทหารกัมพูชาจะตั้งฐานบริเวณนั้น
นอกจากนี้ยังได้ไปสำรวจพื้นที่โดยรอบกว่า 10 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ล่อแหลม แต่ขอให้มั่นใจว่าทหารไทยมีการวางระบบป้องกันไว้อย่างดี ซึ่งรถถังกัมพูชาก็เข้าไม่ได้ เพราะเราได้วางคูเลตป้องกันรถถังเอาไว้แล้ว ส่วนพื้นที่ที่เรียกว่า “ช่องปลิง” ไทยสามารถยึดคืนพื้นที่ได้โดยใช้ทหารเพียงกองพันเดียว ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เก็บวัตถุระเบิด และกระสุน โดยเฉพาะ RPG โดยปัจจุบันไทยได้ทำลายทั้งหมดแล้ว และได้มีการขนอาวุธของกัมพูชาเพื่อนำไปเป็นหลักฐานจำนวน 1 คันรถ ซึ่งนี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชามีเจตนา มีการเตรียมการเพื่อดำเนินการอะไรสักอย่าง
พลอากาศเอก ประภาส ยังย้ำว่า แนวการวางกำลังของทหารไทยปัจจุบันนี้ ไม่ใช่การมุ่งหวังในการวางแนวเส้นเขตแดน เราไม่ได้รุกรานเพื่อยึดพื้นที่กัมพูชามาเป็นของไทย แต่เราแค่ทำตามแผนจักรพงษ์ภูวนาถเพื่อป้องกันชายแดนและประเทศ รวมถึงการประสานงานระหว่าง 3 เหล่าทัพ ซึ่งขอย้ำว่าแผนจักรพงษ์ภูวนาถ ไม่ใช่แผนการเพื่อไปยึดพื้นที่ของกัมพูชา
“ถ้าจะยึดพื้นที่กัมพูชาก็ต้องรบกันทั้งประเทศ และจะกลายเป็นสงครามที่ใหญ่พอสมควร ซึ่งต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ถ้าเขายังไม่หยุดยั้งและไม่ยุติ ซึ่งทราบมาว่าทหารผีในกัมพูชามีมาก ยอดไม่ตรงกับที่แจ้ง เนื่องจากบางส่วนก็มีความกลัว ซึ่งอยากให้ประชาชนมั่นใจว่าเราไม่ได้นิ่งดูดาย เรามีแนวป้องกันเอาไว้อย่างดี และมียุทโธปกรณ์พร้อมที่จะป้องกันประเทศ“ พล.อ.อ.ประภาสกล่าว
ส่วนที่ผู้นำกัมพูชาอ้างว่า ประเทศไทยใช้เรื่องสแกมเมอร์มาเพื่ออ้างในการยึดครองพื้นที่นั้น พลอากาศเอก ประภาสกล่าวชี้แจงว่า สแกมเมอร์คือภัยคุกคามของทั่วโลก แม้แต่องค์การระหว่างประเทศก็ระบุว่า เป็น Scambodia การที่เขาไปพูดในลักษณะเช่นนั้นเพื่อหวังโจมตีประเทศไทย ซึ่งตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ปอยเปต ที่ติดจังหวัดสระแก้ว, จังหวัดไพลิน ที่ติดอยู่กับจังหวัดจันทบุรี หรือทมอดา ที่ติดอยู่กับจังหวัดตราด มีสแกมเมอร์, กาสิโน ที่เรียกว่าเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ตลอดแนวอยู่แล้ว ยืนยันว่าเราไม่ได้ใช้เรื่องนี้ เพื่อหวังควบคุมพื้นที่ของกัมพูชา ซึ่งเราก็ไม่รู้มาก่อนว่ามีเรื่องสแกมเมอร์ในพื้นที่นี้ เพียงแต่ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่นี้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหารโจมตีประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าควบคุมพื้นที่ และหากมีการเจรจาผ่านทวิภาคี และบรรยากาศมีความเอื้ออำนวย ถึงจะมาพูดคุยกันได้ เพราะไม่มีประเทศไหนชี้ว่าคนไทยต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้
พลอากาศเอก ประภาส ย้ำอีกว่า เหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ระดับประเทศ มีผลประโยชน์ มีเรื่องเศรษฐกิจ แต่ควรต้องตระหนักว่า สิ่งที่ทำส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและประเทศทั่วโลกมาก
เมื่อถามว่า ถือว่ารัฐบาลกัมพูชาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงสแกมเมอร์ใช่หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า ”ก็พูดเองอยู่แล้วนี่“ เพราะพื้นที่กว่า 500 ไร่ มีหลาย 100 อาคาร หากส่วนราชการของกัมพูชาไม่รู้ ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอย่างไรแล้ว ซึ่งคนที่มาดำเนินการน่าจะเป็นนายทุนมาจากที่อื่น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เปิดชื่อ3มือโปร ดาต้าเซ็นเตอร์ เสริมทีม21คน
นายกฯ ไม่อยากให้ไทยแค่ตั้งโรงงาน "ดาต้าเซ็นเตอร์" แต่อยากดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูง เห็นบริษัทไทยเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชน เปิดโฉม 3 ผู้ทรงคุณวุฒิ “โชติ-สุพจน์-ธีร”
อนุทินซัดโจรโกงข้อสอบ เคาะ‘หมอเอก’นั่งโฆษกฯ
นายกฯ มอบรางวัล อปท. บอกโชคดีในห้องนี้ไม่มีคนโกงข้อสอบ
กังขางบลงทุนไม่ถึง20%
สภาถกงบ 70 วันแรกเรียบร้อย “อนุทิน” บอกเป็นการเมืองสร้างสรรค์ “ไหม” ลั่นหากไม่มีการปรับแก้ไขพรรคส้มคงต้องโหวตคว่ำ
ภท.ร้ายกว่าทักษิณ ‘สนธิ’ลงถนน10กย.บุกสถานทูตอิสราเอลปลุกคนไทยร่วม
"สนธิ-คปท." ปลุกม็อบเอาประเทศไทยของเราคืนมา นัดรวมพล 10 ก.ย.ยื่นหนังสือสถานทูตอิสราเอล ฟาดหนัก "ระบอบสีน้ำเงิน" ร้ายกว่า "ระบอบทักษิณ"
แนะจัดโซนนิง ดาต้าเซ็นเตอร์ ผวา‘อุบัติเหตุ’
“กรมควบคุมมลพิษ” จับมือสำนักงานเขตห้วยขวาง ลุยกำจัดน้ำเสีย-ตะกอนดินเปื้อนน้ำมันจากดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9
บี้นายกฯจริงใจปราบโกง! ‘ชัชชาติ’ชูใช้เทคโนโลยีสู้
ACT ปลุกสังคมต้านโกง "ไม่รับ ไม่จ่าย ไม่โกง ไม่เงียบ" บี้นายกฯ จริงใจปราบทุจริตให้เข้มข้นเด็ดขาด "พจน์"

