ปูวืด!ศาลตีตกยื้อจ่ายหมื่นล.

ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้นตีตกคำร้อง "ยิ่งลักษณ์" ขอพิจารณาคดีใหม่  ปมชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าวหมื่นล้าน  ชี้หนังสือกระทรวง พณ.ที่นำมาอ้างไม่ใช่หลักฐานใหม่มาหักล้างคำพิพากษาเดิมได้ 

เมื่อวันที่ 23 กันยายน เวลา 13.30 น. ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลปกครองกลาง  ไม่รับคำขอพิจารณาคดีใหม่ ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับนายอนุสรณ์ อมรฉัตร สามี ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ ในคดีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับสามี ฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น กับพวกรวม 9 คน ร่วมกันให้กระทรวงการคลัง มีคำสั่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ในฐานะนายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามอำนาจหน้าที่ เป็นเงิน 10,028,861,880.83 บาท โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

คดีดังกล่าว ศาลปกครองกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 ม.ค.2569 ไม่รับคำร้องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์กับสามีขอพิจารณาคดีใหม่ เนื่องจากเห็นว่า หนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 ส.ค.2568 เรื่อง ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย.2559 เรื่อง ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีมีประเด็นต้องพิจารณาว่า หนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 ส.ค.2568 ถือเป็นพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญหรือไม่

เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อความของหนังสือกระทรวงพาณิชย์ ที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อ้างถึง เป็นการตอบข้อหารือระหว่างผู้ฟ้องคดีที่ 1 กับกระทรวงพาณิชย์ เกี่ยวกับมาตรการบังคับทางปกครองตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย.2559 ที่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวน 6 ราย ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่กระทรวงพาณิชย์ ในกรณีทุจริตเกี่ยวกับกระบวนการเกี่ยวกับการนำข้าวของรัฐไปจำหน่ายในโครงการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ตามสัญญาทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งมิใช่คำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ดังนั้นจึงมิใช่พยานหลักฐานใหม่อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1)  แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

ส่วนประเด็นที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 อ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดพิจารณากำหนดสัดส่วนความรับผิดให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนร้อยละ 50 โดยคิดจากฐานความเสียหายตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 ก.ย.2559 ซึ่งผู้ฟ้องคดีไม่ได้อยู่ในบังคับของคำสั่งดังกล่าว และกรณีที่อ้างว่าศาลปกครองสูงสุดนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 และ อม.179/2560 และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 2-3/2562 ลงวันที่ 6 ก.ย.2562 ซึ่งผู้ฟ้องคดีที่ 1 มิใช่คู่ความในคดีอาญาดังกล่าว และเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่กระทรวงการคลังออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนนั้น

เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึงปีการผลิต 2556/57 มีกรณีการทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอน อันได้แก่ การตรวจสอบคุณสมบัติและการรับรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การนำข้าวไปจำนำ การเก็บรักษาข้าวเปลือกในโรงสีและโกดังกลาง การสวมสิทธิชาวนา การนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G)

ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึงปีการผลิต 2556/57 จึงครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมด ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการรับจำนำข้าวเปลือกและขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ด้วย ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดี

ทั้งในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคำคู่ความที่คู่กรณีได้ยื่นต่อศาลแล้ว ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณานั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

ภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่ง นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เปิดเผยว่า ยอมรับผลการตัดสินของศาล ถือเป็นการสิ้นสุดการยื่นพิจารณาคดีใหม่  แต่ในทางความเห็นของทีมทนายความมองว่ายังมีประเด็นที่สามารถเดินหน้าต่อสู้ทางคดีได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

DSIดองฮั้วยาว/ม็อบบุกกกต.

ส่อดองยาว! คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน หลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเข้าสู่สุญญากาศ  เลื่อนประชุมไร้กำหนด รอ “ร.ต.อ.ปิยะ"

ทนาย 'ยิ่งลักษณ์' ชี้ยังมีช่องสู้คดีต่อ หลังศาลไม่รับรื้อชดใช้จำนำข้าว

ทนาย “ยิ่งลักษณ์” เผยฝ่ายกฎหมายยังมองมีประเด็นเดินหน้าต่อสู้คดี แม้ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำขอพิจารณาคดีจำนำข้าวใหม่ ชูหลัก