นายกฯหนุนปลูกกะเพรา ปชน.-สว.หวั่นทุนผูกขาด

"อนุทิน" สยบดรามาเอกชนจดทะเบียนคุ้มครอง "กะเพรา 4 สายพันธุ์" ไม่กระทบ ปชช. ปลูกเต็มที่เลย แค่สายพันธุ์พัฒนาขึ้นเอง "สุริยะ" ขีดเส้น 1 สัปดาห์กรมวิชาการฯ ตรวจสอบจดทะเบียนปี 67 "พรรคส้ม" เขย่ารัฐตื่นทำฐานข้อมูลกะเพรา 300 สายพันธุ์ ปกป้องสิทธิเกษตรกรและชุมชน หวั่นอำนาจเหนือตลาดทำเกษตรกรหมดทางต่อรอง "2 สว." ค้านบริษัทยักษ์ใหญ่ผูกขาด ลั่นเป็นสมบัติของชาติ จี้ มก.ขอคืนสิทธิ์ให้ ปชช. หวั่นลามไปถึงพืช-สัตว์อื่น ถูกควบคุมห่วงโซ่อาหารทั้งหมด "ศรีสุวรรณ" โร่ร้อง ป.ป.ช. สอบ "มก.-CPRAM" ส่อประโยชน์ทับซ้อน

เมื่อวันจันทร์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีบริษัท ซีพีแรม จำกัด จดทะเบียนคุ้มครองกะเพรา 4 สายพันธุ์ จะกระทบกับประชาชนหรือไม่ว่า “ไม่มีผลกระทบกับประชาชน ปลูกไปเลยครับ เรื่องพวกนี้มีเพียงแค่สายพันธุ์ที่ดำเนินการพัฒนาขึ้นมาเอง ไม่ใช่เรื่องการดำรงชีวิตหรือการใช้ชีวิตทั่วไปของพวกเรา ดังนั้นปลูกเต็มที่เลยครับ”

ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเร่งตรวจสอบความถูกต้องของการจดทะเบียนที่เกิดขึ้นในปี 2567 โดยกำหนดให้รายงานผลภายใน 1 สัปดาห์ หรือภายในวันจันทร์หน้า

 ที่รัฐสภา นายเดชรัต สุขกำเนิด ทีมบริหารพรรคประชาชน (ปชน.) ด้านสุขภาพชีวิตใหม่ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงาว่า เสนอให้กระทรวงเกษตรฯ 1.เร่งจัดทำฐานข้อมูลกะเพราทั้ง 300 สายพันธุ์ รวมถึงแหล่งที่พบลักษณะประจำพันธุ์และชุมชนที่มีการอนุรักษ์รักษาสายพันธุ์นั้นๆ เพื่อจะนำไปสู่การส่งเสริมตลาดการแปรรูปที่เหมาะสมของกะเพราแต่ละสายพันธุ์

นายเดชรัตกล่าวอีกว่า 2.กรณีพบกะเพราบางสายพันธุ์ที่อยู่เฉพาะถิ่น ให้กระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนให้ชุมชนจดทะเบียนเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น ตามมาตรา 45 และให้กระทรวงเกษตรฯ พัฒนากะเพราสายพันธุ์พื้นบ้านให้เป็น ทั้งเครื่องดื่มอาหารเสริมสมุนไพร หรือแบ่งผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมให้ชุมชนที่อนุรักษ์สายพันธุ์กะเพราต่างๆ ก็จะตอบโจทย์พี่น้องประชาชนมากกว่าตอบโจทย์ผู้ประกอบการ

นายณรงเดช อุฬารกุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคปชน. และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "ในทางเศรษฐศาสตร์มีสิ่งที่เรียกว่า อำนาจเหนือตลาดด้านการซื้อ เมื่อมีเกษตรกรจำนวนมาก แต่ผู้รับซื้อรายใหญ่มีเพียงไม่กี่ราย ผู้ซื้ออาจมีอำนาจกำหนดราคาและเงื่อนไขมากกว่าเกษตรกรอย่างมหาศาล หลายประเทศจึงมีกฎหมายป้องกันการผูกขาดและการค้าที่ไม่เป็นธรรม สหภาพยุโรปมีกฎหมายคุ้มครองผู้ผลิตสินค้าเกษตรจากพฤติกรรมเอาเปรียบบางประเภทของผู้ซื้อรายใหญ่โดยเฉพาะ ประเทศไทยก็มีกฎหมายการแข่งขันทางการค้า และกฎหมายเกษตรพันธสัญญาอยู่แล้ว แต่การมีกฎหมายกับการบังคับใช้กฎหมายให้เกษตรกรได้รับความคุ้มครองจริง สำหรับประเทศไทยนั้น เป็นคนละเรื่องกัน

 “ผมไม่ได้ปฏิเสธการลงทุน หรือการวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไม่ควรทำให้เกษตรกรกลายเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต ที่ต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยง แต่มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับผลผลิตของตนเองน้อยลงเรื่อยๆ ในเมื่อทุนใหญ่ควบคุมทั้งปัจจัยการผลิตและตลาดรับซื้อ เกษตรกรจะยังเหลือเสรีภาพทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองมากน้อยเพียงใด” นายณรงเดชระบุ

ขณะที่ นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ร่วมแถลงว่า กะเพราของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งพยายามผูกขาดใบกะเพราซึ่งถือว่าเป็นอาหารที่บางคนเรียกอาหารสิ้นคิด บางคนเรียกเป็นอาหารประจำชาติไปแล้ว การวิจัยพัฒนาเราให้ความสำคัญ ซึ่งการพัฒนาไม่อาจนำไปสู่การผูกขาดตัดตอน หรือการนำเอาความรู้ความสามารถของนักวิจัย ข้าราชการคนไทยที่ใช้ห้องแล็บมหาวิทยาลัยของคนไทย นำไปใช้โดยผูกขาดกิจการเหล่านี้ให้กับบริษัทบางบริษัทเท่านั้น

น.ต.วุฒิพงศ์กล่าวว่า เราจะเห็นว่าในกระบวนการคิดเหล่านี้มีปัญหาอยู่ อย่างเช่นเรื่องข้าวโพดเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน โดยข้าวโพดพันธุ์พื้นเมืองได้หายสาบสูญไปแล้ว เรามีใบกะเพราไม่ต่ำกว่า 200 สายพันธุ์ วันนี้เหลือทั่วไปเห็นอยู่เพียงสองสายพันธุ์ เช่น กะเพราขาว กะเพราแดง เป็นต้น ประเทศไทยเรามีเสน่ห์ความหลากหลายทางชีวภาพ เรามีความรู้ความสามารถด้านวิชาการการเกษตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เรามีปูชนียบุคคลด้านการวิจัยการพัฒนาการเกษตรมากมาย  พระองค์ท่านยังได้พระราชทานคุณูปการ เช่น ปลานิลพระราชทาน ให้คนไทยทุกคนได้เลี้ยงเป็นแหล่งอาหารโปรตีนสำคัญโดยที่ไม่ได้มีมูลค่าใดๆ นอกจากมูลค่าความจริงใจแห่งความจงรักภักดี หากเรารู้รักความเป็นชาติไทย ดังนั้นกะเพราก็ควรเป็นสมบัติของชาติด้วย

 “ผมอยากให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยออกมาชี้แจงด้วยว่า เราได้อะไรจากการวิจัยนี้ เป็นไปได้ขอคืนสิทธิเหล่านี้มาให้กับประชาชนที่ดำเนินอาชีพสุจริตสามารถนำเมล็ดพันธุ์ไปเพาะปลูกต่อได้ ขอให้กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวง อว.นำเรื่องเหล่านี้ไปทบทวนเพื่อแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก“ นาวาตรี วุฒิพงศ์กล่าว

ด้านนายสหพันธ์กล่าวว่า การวิจัยพัฒนาเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่มีเรื่องของสิทธิบัตรเข้ามาเกี่ยวข้องจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า หากมีการควบคุมกำกับดูแลโดยสิทธิบัตรเกรงว่าจะลามไปถึงพืชตัวอื่นอีก รวมถึงสัตว์ที่เกี่ยวข้องอีกหลายหลายชนิด หากวิจัยพัฒนาไปแล้วมีการควบคุมกันทั้งหมด วันหนึ่งอาจจะต้องถูกควบคุมห่วงโซ่อาหารไปหมด การจะจดสิทธิบัตรใดๆ ที่เป็นเรื่องของพืชผลซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยใช้บริโภคโดยสม่ำเสมอ คิดว่ามันเป็นการจำกัดสิทธิบางอย่าง ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้ ดังนั้นอยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนเรื่องนี้

ขณะที่ ศ. นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความหัวข้อ “การจดสิทธิบัตร หรือลิขสิทธิ์ สมควรทำ แต่จะต้องไม่ไปเบียดบัง หรือรบกวนสิทธิผู้อื่น” โดยระบุว่า ในการควบคุมสิ่งมีชีวิตใหม่ สายพันธุ์ใหม่ แตกต่างจากสายพันธุ์เดิมโดยเฉพาะผลระยะยาวที่จะเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อม ใครจะเป็นผู้ดูแลป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น โดยไปกระทบผู้ใช้สิทธิ์อื่น

วันเดียวกัน ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ไปยื่นคำร้องเพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณีนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) นำกะเพราพื้นเมืองมาวิจัยและพัฒนาเป็นกะเพราพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ ให้บริษัทเอกชนนำไปจดทะเบียนรับรองพันธุ์ เป็นการเอื้อประโยชน์และมีผลประโยชน์ทับซ้อน เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือไม่

นายศรีสุวรรณตั้งข้อสงสัยว่า กลุ่มธุรกิจภายใต้เครือบริษัทเอกชนรายดังกล่าว มีบริษัทในเครือที่มีสถานีวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชทั้งในและต่างประเทศมากมาย (เช่น ที่กาญจนบุรีและแปลงทดลองต่างๆ) เพื่อคิดค้นและปรับปรุงพันธุ์พืชให้ตรงกับความต้องการ เช่น การต้านทานโรค การให้ผลผลิตสูง ฯลฯ และยังมีห้องปฏิบัติการหรือห้องแล็บ มีศูนย์วิจัยและบริการทดสอบมากมาย แต่ทำไมบริษัทเอกชนดังกล่าวไม่ใช้บริการสถานีวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชของบริษัทในเครือด้วยกัน แต่กลับมาให้ ม.เกษตรศาสตร์เป็นผู้วิจัยและพัฒนาให้

 “หรือเป็นเพราะต้องการการเอื้อประโยชน์จากฐานพันธุกรรมกะเพราพื้นเมือง และผลประโยชน์จากคอนเนกชันของของ ม.เกษตรศาสตร์ เพื่อให้ง่ายหรือสะดวกต่อการจดทะเบียนรับรองพันธุ์ใช่หรือไม่ เพราะอธิการบดี มก.เป็นประธานสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืชโดยตำแหน่ง ทำให้ได้ศิษย์เก่า มก.มาเป็นกรรมการกันหลายคน รวมทั้งรองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร  ผู้ลงนามการขึ้นทะเบียนกะเพราต่างเป็นศิษย์เก่า มก.ทั้งสิ้น” นายศรีสุวรรณระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘กสิกร’ยันตรวจแล้วไม่พบบัญชีชื่อ‘อนุทิน’ แจงโอนเงินผ่านK PLUSสูงสุดได้แค่2ล้าน

‘กสิกร’ ยันตรวจสอบแล้วไม่พบบัญชีผู้รับเงินชื่อ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หลังโซเชี่ยลว่อนภาพสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท พร้อมแจงการโอนเงินผ่าน K PLUS ทำได้สูงสุด 2 ล้านบาทต่อรายการ