ฉลุย!อุ้มน้ำมัน-โซลาร์รูฟ

ครม.หนูหั่นภาษีสรรพสามิต  E20-B20 รวดเดียวกว่า 5 บาทใน 3 เดือน  ก่อนประเมินใหม่อีกรอบ สศช.รับราคาน้ำมันโลกยังทรงและสูงต่อเนื่อง “พีระพันธุ์” บอกแก้ไม่ตรงจุด ต้องเลิกตามก้นสิงคโปร์ พร้อมให้ผู้ค้าช่วยแบก “อนุทิน” กดปุ่มโครงการโซลาร์รูฟท็อป โวช่วยลดค่าไฟมากกว่า 24,500  ล้านบาทต่อปี ปลัด มท.ชี้ตลอดอายุโปรเจกต์สร้างผลประโยชน์กว่า 4.7 แสนล้าน “เอกนิติ” ปลื้มชั่วโมงเดียวแห่สมัครกว่า 7 พันราย

เมื่อวันอังคารที่ 27 ต.ค.2569 นายอนุทิน  ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติลดภาษีสรรพสามิตสำหรับแก๊สโซฮอล์ E20 และไบโอดีเซล B20 เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง รวมถึงประชาชนทั่วไปให้หันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้ามีการใช้มากขึ้น  จะช่วยกันพยุงราคาขึ้นมา ก็จะทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง

เมื่อถามว่า ตัวเลขหน้าปั๊มคำนวณแล้วจะลดลงเหลือเท่าไหร่ นายกฯ ตอบว่า เดี๋ยวกระทรวงพลังงานจะประชุม ซึ่งกระทรวงพลังงานได้รับยอดภาษีสรรพสามิตที่ ครม.อนุมัติให้ลดราคาน้ำมันทั้ง 2 ประเภท คือ E20 ลด 5.60 บาทต่อลิตร ส่วน B20 ลด 5.50 บาทต่อลิตร เพราะฉะนั้นลดไปเกือบ 10 บาท และได้บอกไปยังนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ให้ไปดำเนินการ โดยจะลดภาษีสรรพสามิตเบื้องต้นเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนประเมินอีกที

 “เน้นนะว่าอย่าไปพาดหัวว่าลดหมดทั้งแผง เพราะลดเฉพาะ E20 กับ B20 โดยประกาศคืนนี้” นายกฯ กล่าว

ขณะที่ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงทิศทางสถานการณ์พลังงานโลกว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในลักษณะ New Normal หรืออาจปรับตัวสูงขึ้นอีก เนื่องจากความขัดแย้งและการรบในพื้นที่ตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มยุติลงหรือตกลงกันได้ในเร็ววัน

“แม้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเริ่มส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภค แต่ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย ณ ปัจจุบันยังคงสามารถรักษาให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ประมาณ 3% ได้ แต่ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามคือดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากภาวะเงินบาทที่อ่อนค่าลงทำให้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันแพงขึ้น ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดที่เคยขาดดุลในไตรมาสก่อนหน้า” นายดนุชากล่าว

ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ในฐานะอดีตรองนายกฯ และ รมว.พลังงาน กล่าวถึงการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 ลง 5.50-5.60 บาท/ลิตร ว่าหากมองในแง่ดีการลดภาษีสะท้อนว่ารัฐบาลยอมสูญเสียรายได้บางส่วนเพื่อช่วยประชาชน แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะไม่ได้ปรับโครงสร้างราคา หรือทำให้ผู้ประกอบการเข้ามาร่วมรับภาระ อีกทั้งหากลดภาษีก็ควรช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง ไม่จำกัดเฉพาะน้ำมันบางประเภท

นายพีระพันธุ์กล่าวอีกว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่การอ้างอิงราคาสิงคโปร์และการขาดกลไกด้านกฎหมายเพื่อควบคุมการประกอบกิจการค้าน้ำมัน แม้เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้แล้ว รัฐบาลอาจพิจารณาใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 มาใช้ได้ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งระบบ เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ

นายพีระพันธุ์กล่าวย้ำว่า ในสถานการณ์เช่นนี้รัฐบาลควรใช้ พ.ร.ก.2516 ให้ผู้ประกอบการเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริง ขณะเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ควรพิจารณาใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพื่อเรียกผู้ประกอบการมาชี้แจงต้นทุนและทบทวนการกำหนดราคา ซึ่งหากมีมติ ครม.เดิมเป็นอุปสรรคก็ควรเสนอยกเลิกมติ ครม.

 “วันนี้เราไม่ควรอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์และเราไม่มีกฎหมายควบคุมราคาน้ำมัน การลดภาษีทำได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว  สิ่งที่ควรต้องลดภาระประชาชนวันนี้คือให้ผู้ประกอบการมาแบกภาระตรงส่วนนี้ด้วย ไม่ใช่ให้รัฐบาลต้องเป็นคนแบกแทน ในสถานการณ์แบบนี้ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง และขณะเดียวกันถ้าจะลดก็ควรลดให้ทั่วถึง ไม่ใช่ลดเฉพาะ 2 ประเภทเท่านั้น” นายพีระพันธุ์กล่าว

วันเดียวกัน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทินเป็นประธานพิธีเปิดตัวโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยกล่าวว่า  วันนี้เรามาร่วมกันเปิดตัวโครงการโซลาร์ภาคประชาชน รัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ 1 ล้านครัวเรือน ครัวเรือนละ 50,000 บาททั่วประเทศ หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะครบ โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ต.ค.2569-31 ม.ค.2570 ซึ่งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกเป็นแนวทางที่อยู่ในนโยบายหลักของรัฐบาล และเป็นภารกิจที่รัฐบาลต้องทำให้สำเร็จ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ โดยโครงการนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการติดตั้งอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้า แต่เป็นการปรับบทบาทของประชาชนในระบบพลังงานของประเทศ

“โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนพลังงานแห่งแสงอาทิตย์ให้เป็นโอกาสของประชาชน เปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นแหล่งผลิตพลังงาน เปลี่ยนภาระค่าไฟฟ้าให้เป็นเงินออมของครอบครัว และเปลี่ยนผู้ใช้พลังงานให้เป็นผู้มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาดให้กับประเทศ” นายอนุทินกล่าว และว่า จากการประเมินเบื้องต้น โครงการมีศักยภาพช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชนรวมกันได้มากกว่า 24,500 ล้านบาทต่อปี โดยเงินจำนวนนี้จะหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนทั่วประเทศ

นายอนุทินกล่าวอีกว่า โครงการยังจะช่วยให้ประเทศไทยเพิ่มจำนวนคาร์บอนเครดิตได้ และเกี่ยวข้องโดยตรงกับการที่ไทยกำลังเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และถือเป็นสเต็ปแรกที่รัฐบาลได้ผลักดัน และจะขยายครอบคลุมไปยังพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด หากได้รับความสนใจและประสบผลสำเร็จในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศในครั้งนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กล่าวว่า หลังเปิดให้ลงทะเบียนเพียงกว่า 1 ชั่วโมง มีประชาชนสนใจลงทะเบียนเข้ามาแล้วกว่า 6-7 พันคน ขณะที่โครงการมีจำนวน 1 ล้านสิทธิ รัฐบาลคิดว่าน่าจะเพียงพอรองรับความต้องการอย่างแน่นอน

“เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ เพราะไทยมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเยอะมาก ทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และวันนี้เราไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่”

นายเอกนิติกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังยังได้ร่วมมือกับกระทรวง โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดหลักสูตรอบรมทักษะให้แรงงานด้านการประกอบและติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ โดยกระทรวงการคลังจะส่งรายชื่อผู้มีรายได้น้อยในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  ทั้งในกลุ่มที่ได้รับสิทธิและหลุดจากโครงการ  ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-60 ปี ราว 5 ล้านคนให้กระทรวงแรงงาน เพื่อดึงไปเข้าร่วมการฝึกอบรมพัฒนาทักษะ ถือเป็นการสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับคนไทยในระยะยาวอีกด้วย  เหล่านี้ถือเป็นการปฏิรูปทั้งระบบ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า โครงการมีเป้าหมายสนับสนุนประชาชน จำนวน 1 ล้านครัวเรือน  ครอบคลุมพื้นที่ 76 จังหวัดและกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ คาดว่าจะสร้างผลประโยชน์สะสมให้ประชาชนตลอดอายุโครงการกว่า 473,000 ล้านบาท

ส่วนนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม.ได้มอบหมายให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ไปดูสัญญาแก้ไขสัมปทานกับผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายในค่าไฟในบิลประชาชน โดยโซลาร์รูฟของประชาชนหากเหลือใช้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะรับซื้อหน่วยละ 2.20 บาท โดยเป็นการใช้งบจากเงินกู้ฉุกเฉิน วงเงิน 73,540 ล้านบาท ลดค่าไฟประชาชนได้ 2.4 หมื่นล้านบาทต่อปี ลดการซื้อไฟในปีแรกกว่า 6 พันล้านหน่วย เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เห็นแก่ทุนใหญ่ที่มีการดำเนินเรื่องไฟฟ้า เพราะมีการแก้ไขสัญญา ให้ประชาชนได้รับประโยชน์ และยังได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานไปหาวิธีแก้ไขเรื่องพลังงานในระยะยาวเพื่อลดสัดส่วนการใช้พลังงานฟอสซิลลงมา ขณะเดียวกันยังเป็นการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรสำหรับการนำมาใช้ผลิตเป็นส่วนประกอบของน้ำมัน ถือเป็นรัฐบาลแรกที่มีการลดค่าการกลั่นลงได้

ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม.มีมติอนุมัติโครงการจ้างฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพแรงงานเพื่อการออกแบบติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ รองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี วงเงิน 972,213,300 บาท โดยจัดสรรงบประมาณภายใต้ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ตั้งเป้าฝึกอบรมแรงงาน 32,000 คน ให้พร้อมทำงานในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดที่กำลังขยายตัว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

PEA–MEA เปิดตัว “โซลาร์ภาคประชาชน” หนุนติดตั้งโซลาร์ 1 ล้านครัวเรือน ลดภาระค่าไฟฟ้า สนับสนุนพลังงานสะอาด

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ