เทงบ1.4หมื่นล้านค่าเสี่ยงภัยโควิด

ครม.ไฟเขียว 2,021 ล้านบาท จ่ายค่ารักษาพยาบาล-ฉีดวัคซีนคนต่างด้าวและผู้ไร้สัญชาติ พร้อมอนุมัติ 14,510 ล้านบาท ค่าตอบแทนเสี่ยงภัยบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุข 6 โครงการ "บิ๊กตู่" ห่วงผู้สูงอายุติดโควิดสถานดูแลฯ กำชับ จนท.เข้มมาตรการดูแล "สธ." เผย 2 คนไทยอายุเกิน 60 ปี มีภาวะรีบาวด์ป่วยโควิดซ้ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 2 ส.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบโครงการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ค่ารักษาพยาบาลแก่กลุ่มผู้ไร้สิทธิการรักษาพยาบาลโควิด-19 วงเงิน 1,923.1426 ล้านบาท และเห็นชอบโครงการค่าฉีดวัคซีนกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ รวมทั้งผู้ที่ไม่ใช่ประชาชนไทย วงเงิน 98.3266 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นจริงและได้ดำเนินการไปแล้วในช่วงเดือน ต.ค.2564-มิ.ย.2565 

โครงการค่าใช้จ่ายในการบรรเทาแก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19  ค่ารักษาพยาบาลแก่กลุ่มผู้ไร้สิทธิการรักษาพยาบาลโรคโควิด-19 กรอบวงเงิน 1,923.1426 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยบริการ ในการดำเนินการ การตรวจรักษาพยาบาลกลุ่มคนไร้สิทธิการรักษาซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทย ป้องกันและลดการแพร่กระจายของโรคโควิด-19  สู่คนไทยจากการเปิดประเทศ และเตรียมการสู่โรคประจำถิ่น รวมทั้งเป็นค่าชดเชยค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโรคโควิด-19 กรณีผู้ป่วยที่ไร้สิทธิการรักษาพยาบาลให้กับหน่วยบริการ กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วยคนต่างด้าวไร้สิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาล หรือผู้ไร้สัญชาติ  หรือผู้มีประกันสุขภาพคนต่างด้าว หรือแรงงานต่างด้าว เนื่องจากสิทธิประโยชน์ไม่ครอบคลุมการรักษาโรคโควิด-19 รวมถึงการรักษาพยาบาลของกลุ่มเป้าหมายที่มีอาการไม่พึงประสงค์จากการฉีดวัคซีน  

ส่วนโครงการค่าฉีดวัคซีนกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ รวมทั้งผู้ที่ไม่ใช่ประชาชนไทย กรอบวงเงิน 98.3266 ล้านบาท เพื่อจ่ายค่าบริการการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แก่บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ รวมทั้งผู้ที่ไม่ใช่ประชาชนไทยให้กับหน่วยบริการ

นอกจากนี้ ครม.เห็นชอบในหลักการโครงการในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายค่าตอบแทนแก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข จำนวน 6 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่กรณีโรคโควิด 2.โครงการค่าตอบแทนบุคลากรนอกเหนือภารกิจปกติ 3.โครงการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดโรคโควิด 4.โครงการจ่ายค่าตอบแทนการเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานบริการรองรับผู้ป่วยโควิด 5.โครงการจ่ายค่าตอบแทนการเสี่ยงภัยในการปฏิบัติงานบริการรองรับผู้ป่วยโควิด และ 6.โครงการสนับสนุนการจัดบริหารทางการแพทย์และสาธารณสุขรองรับการแพร่ระบาดของโรคโควิด กรอบวงเงินทั้งสิ้น 14,510.3059  ล้านบาท ให้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจนถึงเดือน มิ.ย.2565 

นายธนกรกล่าวด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ห่วงใยสุขภาพผู้สูงอายุที่พำนักอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุทั่วประเทศ หลังกรมอนามัยรายงานพบผู้ติดเชื้อในสถานดูแลผู้สูงอายุ จำนวน 23 ราย โดยขอให้เจ้าหน้าที่คัดกรองสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน ผู้มาติดต่อและญาติ หมั่นทำความสะอาดจุดเสี่ยงในพื้นที่ และหลีกเลี่ยงการจัดกิจกรรมที่มีการรวมตัวของผู้สูงอายุ เพื่อความปลอดภัยและเป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีโรคประจำตัว อาจทำให้มีอาการรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าประชากรกลุ่มอื่น

สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รายใหม่ พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 1,843 ราย ติดเชื้อในประเทศ 1,843 ราย เสียชีวิต 27 ราย กำลังรักษาตัว 22,012 ราย หายป่วยกลับบ้าน 2,514 ราย ยอดผู้ป่วยสะสม 2,370,692 ราย หายป่วยสะสม 2,372,190 ราย ผู้ป่วยปอดอักเสบรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจำนวน 916 ราย

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบปัญหาภาวะรีบาวด์เกิดขึ้นแล้วกับผู้ป่วยไทย 2 คน จากเดิมที่มีการรายงานพบในคนที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศอย่างโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ที่ป่วยโควิดรับยาแพกซ์โลวิดจนยาหมดแล้วกลับมาป่วยซ้ำ เป็นอาการของภาวะรีบาวด์ บอกระยะเวลาที่แน่ชัดไม่ได้ บางรายอาจเจอหลังจากหายดี 5-7 วัน หรือ 10-14 วัน

นพ.สมศักดิ์กล่าวว่า ผู้ป่วยในไทยที่พบเป็นผู้ป่วย 60 ปีขึ้นไป คนแรกอายุ 60 ปี มีโรคประจำตัวเบาหวาน ความดัน ได้รับยาโมลนูพิราเวียร์จนหาย แต่เมื่อวันที่ 13-14 กลับมาตรวจ ATK พบผลบวก ผู้ป่วยมีอาการไอเล็กน้อย จึงให้คำแนะนำ ให้ติดตามอาการเท่านั้น จากนั้นไม่นานผลตรวจก็เป็นลบ ส่วนอีกคนเป็นผู้ป่วยอายุ 70 ปี ไปต่างประเทศ รับยาจากต่างประเทศ หลัง 14 วัน พบตรวจ ATK เป็นบวก จึงไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่ารีบาวด์เกิดได้จากอะไร

ทั้งนี้ ภาวะการรีบาวด์อาจเกิดจากซากเชื้อ หรือผลบวกลวงของ ATK หรือมาจากอะไร แต่หากอยู่ในความดูแลของแพทย์ การจ่ายยาก็อยู่ในความดูแลของแพทย์ จึงมีกรณีบางคนอาจจำเป็นต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธีอาร์ทีพีซีอาร์อีกครั้ง เพื่อดูไซเคิลไทม์ว่าต่ำกว่า 28-30 หรือไม่ แต่หากมีอาการปกติ ก็ให้สังเกตอาการต่อ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ต้องการให้ผู้ป่วยใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล

"เกณฑ์การยาจ่ายต้านไวรัสรักษาโควิดมีการปรับตามสถานการณ์ตอนนี้มาถึงฉบับที่ 24 อาจมีการปรับเปลี่ยน เพราะขณะนี้ต้องยอมรับยังไม่มีใครรู้จักโควิดดีพอ และเชื้ออาจมีการกลายพันธุ์ได้อีกหรือไม่" อธิบดีกรมการแพทย์กล่าว

ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวถึงผลการจัดระบบเฉพาะกิจเป็นระบบเสริมเพื่อช่วยโรงพยาบาลในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา เปิดให้ผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ได้รับการดูแลโทร.เข้าสายด่วน 1330 เพื่อแจ้งอาการ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการประเมินอาการในเบื้องต้น หากเข้าข่ายที่จะได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ก็จะดำเนินการจัดส่งยาให้ถึงบ้าน โดยผลการดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 23-30 ก.ค.ที่ผ่านมา สปสช.ได้จัดส่งยาฟาวิพิราเวียร์แก่ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับยาแล้วทั้งสิ้น 1,941 เคส เตรียมนำจ่าย 361 เคส และอยู่ระหว่างการจัดส่งอีก 93 เคส ขณะที่เคสที่จัดส่งไม่สำเร็จมีจำนวน 25 เคส ส่วนมากจัดส่งไม่สำเร็จเพราะผู้ป่วยปิดบ้าน บริษัทหยุด ติดต่อผู้รับไม่ได้ และผู้รับปฏิเสธการรับ

"สธ.ได้สนับสนุนยาฟาวิพิราเวียร์ให้กับ สปสช. ซึ่งรอบแรกได้รับ 40,000 เม็ด และครั้งที่ 2 ได้รับอีก 100,000 เม็ดจากโรงพยาบาลราชวิถี และวันที่ 1 ส.ค.ได้เพิ่มอีก 150,000 เม็ด" เลขา สปสช.กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี

ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน