สะพัดปรับครม.! ภูมิใจไทยขยับแบ่งเค้ก/‘จุรินทร์’ลั่นโควตารมต.ตามข้อตกลงเดิม

ฝุ่นตลบ! ส่อปรับ ครม.  ภูมิใจไทยรอ "กนกวรรณ" ไขก๊อก 2 กลุ่มบี้กันเองหวังเสียบเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ  ขณะที่ "จุรินทร์" ลั่นข้อตกลงในเรื่องโควตารัฐมนตรียังเหมือนเดิม รอศาล รธน.พิพากษา "นิพนธ์" ส่วนเพื่อไทยห้าวจัด อยากให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่รอกฎหมายลูกบังคับใช้ก่อน

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  หลังจากวันที่ 26 ส.ค. ศาลฎีกามีคำสั่งให้นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา ภายหลังศาลรับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คดีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงรุกที่ป่าเขาใหญ่ ทำให้แกนนำพรรคภูมิใจไทย จับตาดูท่าทีว่านางกนกวรณจะลาออกจากตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการหรือไม่

ขณะเดียวกัน ทางพรรคมีการจัดเตรียมบุคคลที่จะมาทดแทนตำแหน่งดังกล่าว ซึ่งคาดกันว่าน่าจะเป็นนายชยุต ภุมมะกาญจนะ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคภูมิใจไทย เนื่องจากเป็นโควตาเดิม จ.ปราจีนบุรี ประกอบกับนายชยุตเป็น ส.ส.มาหลายสมัย ซึ่งถือว่ามีความอาวุโสทางการเมือง อีกทั้งรุ่นบิดาเคยเป็นรัฐมนตรี ก็มีความสัมพันธ์กับนายสุนทร วิลาวัลย์ บิดาของนางกนกวรรณ จึงเป็นที่คาดการณ์ว่าหากนางกนกวรรณลาออก นายชยุตจะมานั่งในตำแหน่ง รมช.ศึกษาธิการ

นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวอีกด้านคือ นายบุญลือ ประเสริฐโสภา ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่อดีตเคยเป็น รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่ามีการรวบรวม ส.ส.เพื่อต่อรองขอเป็นรัฐมนตรีมาแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การจะปรับ ครม.เมื่อไหร่นั้น คงต้องรอดูท่าทีนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งในวันที่ 14 ก.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดวินิจฉัยว่าจะสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ หลังจากถูกร้องเรียนเรื่องคำสั่งกระทรวงมหาดไทย สั่งให้พ้นสมัยดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา

รวมทั้งต้องรอดูท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ปฏิบัติหน้าที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ว่าจะปรับ ครม.ในจังหวะนี้หรือไม่ เนื่องจากจะมีตำแหน่ง รมช. โควตาพรรคพลังประชารัฐอีก 2 คน เพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้ง หรือสุดท้ายแล้วจะรอความชัดเจนเกี่ยวกับสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ว่าจะเป็นอย่างไร ที่คาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยในเดือนกันยายนนี้

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ยืนยันว่าพรรคปฏิบัติหน้าที่ตามปกติร่วมกับพรรคพลังประชารัฐที่เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่มีใครทราบล่วงหน้า

นายจุรินทร์ปฏิเสธแสดงความเห็นกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งนัดอ่านคำวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายนิพนธ์  ในวันที่ 14 ก.ย. จากกรณีเคยถูกสั่งให้พ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา ทำให้กลายเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่การปรับ ครม. โดยนายจุรินทร์กล่าวว่า  ไม่อยากพูดเรื่องนี้ไปล่วงหน้า เพราะเรายังไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในเรื่องคุณสมบัติของนายนิพนธ์ ออกมาเป็นอย่างไร

โควตา รมต.ยังเหมือนเดิม

"ขณะนี้พรรประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และข้อตกลงในเรื่องโควตาตำแหน่งรัฐมนตรียังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นการร่วมรัฐบาลในรูปรัฐบาลผสม" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าว

ด้านนายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) และรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์กรณีกระแสข่าวการยุบสภาและการปรับ ครม.ว่า เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.อ.ประวิตร ในฐานะรักษาการที่จะสามารถปรับ ครม.ได้ ส่วนข่าวการยุบสภานั้น โดยหลักการทั่วไปต้องดูว่าการยุบสภาแล้วจะเลือกตั้งอย่างไร เนื่องจากกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ยังไม่มี ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในการเลือกตั้งได้ อย่างไรก็ตาม พรรค พท.ไม่ได้มีปัญหา หากมีการยุบสภาก็พร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง เราเตรียมพร้อมอยู่ตลอด

เมื่อถามว่า มองว่าช่วงนี้รัฐบาลจะอาศัยช่วงเวลานี้ในการยุบสภาหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า “ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะยุบด้วยสาเหตุอะไร เพราะสภาก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไร ฉะนั้นภาวะเช่นนี้ก็ควรจะรอก่อน รอให้กฎหมายลูกออกมาเมื่อไหร่แล้วค่อยยุบสภาก็ไม่เป็นอะไร”

ถามต่อว่า หากรัฐบาลอาศัยช่วงนี้ในการยุบสภาจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหรือไม่ นายสมคิดกล่าวว่า หากยุบสภาช่วงนี้ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เพราะทุกพรรคก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่การเลือกตั้ง และพรรค พท.ไม่ได้มีปัญหา จะยุบก็ได้ หรือจะเดินหน้าก็ได้ ซึ่งหากมีการยุบสภา แต่กฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้งยังไม่มีการประกาศใช้นั้น จะเป็นอีกปัญหาหนึ่ง เราจึงบอกว่ารอกฎหมายลูกหน่อยก็ได้ น่าจะอีกไม่นานเพราะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญประเด็นดังกล่าว รวมถึงกฎหมายพรรคการเมือง ทั้งนี้ ตนมองว่าหากผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลไปออกกฎกติกาเอง ดูจะไม่สวยงาม และย้ำว่าพรรค พท.พร้อมทั้งการเลือกตั้งใหม่และเดินหน้าประชุมต่อ   เราเตรียมพร้อมตลอด

นายนิติพล ผิวเหมาะ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้ว แต่ต้องบอกว่า 8 ปีที่ผ่านมาได้ทิ้งมรดกความชั่วร้ายไว้มากมาย ซึ่งยังคงยากจะฟื้นได้ นอกจากจะมีรัฐบาลที่มาจากประชาชนโดยแท้จริงมาบริหารเท่านั้น ไม่ใช่ลูกครึ่งแต่งตั้งมาช่วยเลือกรัฐบาลอย่างทุกวันนี้

"8 ปีมานี้ความเข้มแข็งในทุกด้านของประเทศได้ถูกคนกลุ่มนี้ที่ทำตัวเหมือนปลวก คอยแทะทำลายอย่างตะกละตะกลามจนผุกร่อนไปมาก โครงสร้างที่เคยแข็งแรงจึงง่อนแง่นเต็มที มีแต่รังจอมปลวกที่ใหญ่ขึ้น ปลวกพวกนี้หากไม่รีบกำจัดทำลายให้ถึงรากถึงโคนแล้วซ่อมโครงสร้างใหม่ เห็นทีบ้านหลังนี้คงจะพังครืนลงมาในสักวัน จึงถึงเวลาที่ควรจะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนได้แล้ว" นายนิติพลกล่าว

แต่นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ยืนยันว่าพล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศจนประสบความสำเร็จในหลายๆ โครงการ นอกจากนี้ หลายโครงการกำลังทยอยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมให้ได้เห็น เช่น โครงการ EEC ที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจมหภาคเติบโตอย่างยั่งยืน การลงทุนที่เพิ่มขึ้น การส่งออกสินค้าที่มากขึ้น การสนับสนุนการพัฒนาระบบ 5G โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง- สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา อีกทั้งในอนาคตไทยจะมีระบบขนส่งทางรางที่รวดเร็วไว้บริการนักท่องเที่ยวให้เกิดความสะดวกสบายในการเดินทาง รวมทั้งการเชื่อมโยงการเดินทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วยระบบรถไฟฟ้า จะทำให้การขนส่งทางราง การเดินทางของประชาชนสะดวกสบาย รวดเร็ว และลดมลพิษลงได้

"บิ๊กตู่"มีวิสัยทัศน์นักบริหาร

นายธนกรกล่าวอีกว่า สำหรับผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์เริ่มต้นไว้เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา และกำลังทยอยเห็นผลเป็นรูปธรรมนั้น เช่น ถนนมอเตอร์เวย์สายสำคัญๆ ได้แก่ บางปะอิน-นครราชสีมา, บางใหญ่-กาญจนบุรี, นครปฐม-ชะอำ และอีกหลายเส้นทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่สถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งในโลก ออกแบบสวยงามทันสมัย มีธุรกิจบริการพร้อม ทั้งโรงแรม ศูนย์การค้า และการบริการอื่นๆ รวมทั้งระบบรถไฟทางคู่ที่จะเกิดขึ้นเกือบทุกเส้นทางทั่วประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของผลสำเร็จในการบริหารประเทศของท่านนายกฯ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทั้งในวันนี้ และต่อลูกหลานไทยในวันหน้าที่จะได้ใช้ประโยชน์ด้วย ทั้งนี้ ยังไม่นับรวมความสำเร็จในการบริหารจัดการโรคไวรัสโควิด-19 ที่ทั่วโลกต่างยกย่องและชื่นชมการบริหารจัดการสถานการณ์ของไทยอีกด้วย

“พล.อ.ประยุทธ์มีวิสัยทัศน์ของนักบริหาร ใช้ยุทธศาสตร์นำการเมือง ทุกนโยบายเป็นการวางรากฐานให้กับประเทศ เน้นสร้างไทยเข้มแข็ง ไม่เน้นเสี้ยมให้คนไทยแตกแยกกันเองเหมือนบางพรรค ที่วันนี้ก็ยังหาทางออกให้ตัวเองไม่เจอ ยังวนเวียนสร้างเรื่องดิสเครดิตท่านนายกฯ รายวัน เข้าใจได้ว่าฝ่ายค้านคงกลัวว่าหลายนโยบายของท่านนายกฯ หากประสบความสำเร็จจะเข้าไปอยู่ในใจประชาชนอีกนาน จึงต้องแกล้งมองไม่เห็นว่าประเทศไทยวันนี้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นมากมาย ที่สำคัญหากนโยบายของท่านนายกฯ ทำให้ประเทศไทยเจริญ และพ้นจากความยากจนได้ แน่นอนว่าจะต้องกลายเป็นโมเดลการบริหารประเทศให้กับทุกพรรคที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลในอนาคตด้วย ซึ่งฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยคงอกแตกตาย” นายธนกรกล่าว

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเป็นคำวินิจฉัยของศาลในเมื่อขณะนี้ศาลได้วินิจฉัยในเบื้องต้นเหมือนกับว่ามีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ฉะนั้นรัฐบาลก็ยังเป็นรัฐบาลเดิมอยู่ และ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เพียงแต่ว่าต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล ฉะนั้นคิดว่าความต่อเนื่องในการบริหารประเทศก็ยังมีความต่อเนื่อง ยังไม่ได้เปลี่ยนรัฐบาล ยังเป็นรัฐบาลเดิม เป็น ครม.เดิม

"รัฐบาลยังอยู่ คณะรัฐมนตรียังอยู่ นายกรัฐมนตรีก็ยังอยู่ เพียงแต่ว่าศาลบอกให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเท่านั้นเอง ฉะนั้นผมคิดว่าไม่น่าจะมีสุญญากาศ หรือไม่น่ามีปัญหาอะไร และ ครม.ชุดเก่าก็ทำงานอย่างต่อเนื่องมาแล้ว หรือผู้รักษาการนายกรัฐมนตรีท่านก็อยู่ใน ครม.มาตลอด 7-8 ปีอยู่แล้ว ฉะนั้นความต่อเนื่องในการทำงานผมว่าไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรเลย ก็เป็นเรื่องปกติ ก็เพียงแต่ว่ารอฟังว่า คำตัดสินหรือคำวินิจฉัยที่สุดจากศาลจะออกมาเมื่อไหร่ อันนั้นก็เป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง" นายสุวัจน์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สูตรไหนป้อมก็‘รัฐบาล’

“เพื่อไทย” หวังศาลรัฐธรรมนูญชี้ทางออกประเทศในการตีความกฎหมายลูก ผวา! หากขัด รธน.ต้องออก