
“ในหลวง” โปรดเกล้าฯ กฎหมายตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่แล้ว มีทั้งสิ้น 181 มาตรา ชี้เป็นการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม สร้างหลักประกันให้ ตร. เรื่องแต่งตั้งไม่อยู่ใต้อาณัติ! ผุด 2 กรรมการใหญ่ทั้ง “ก.พ.ค.ตร.” และ ก.ร.ตร. วางไทม์ไลน์ 1 ปียุบตำรวจรถไฟ 2 ปียุบภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องการสืบสวนสอบสวน
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แล้ว และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. เป็นต้นไป
ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 82 หน้า 181 มาตรา ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้บัญญัติให้ปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมให้เกิดผล จึงจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่ อำนาจ และภารกิจของตำรวจให้เหมาะสม และแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ มีหลักประกันว่าข้าราชการตำรวจจะได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้าย และการพิจารณาบำเหน็จความชอบตามระบบคุณธรรมที่ชัดเจน
โดยในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้าย ต้องคำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน เพื่อให้ข้าราชการตำรวจสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามวิชาชีพได้อย่างมีอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อาณัติของบุคคลใด รวมทั้งโอนย้ายภารกิจที่ไม่ใช่ภารกิจหลักออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจให้เกิดประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มสายงานต่างๆ การกำหนดกระบวนการในการแต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งไว้ให้ชัดเจนโดยคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ความสามารถ และความพึงพอใจในบริการที่ประชาชนได้รับ และให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์เรื่องร้องทุกข์ รวมทั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ เพื่อเป็นกลไกสำหรับประชาชนในการร้องเรียนการปฏิบัติที่ไม่ชอบ ตลอดจนให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ โดยการให้เงินอุดหนุนแก่สถานีตำรวจ และจัดตั้งกองทุนเพื่อการสืบสวนสอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา เพื่อเป็นแหล่งสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจ
สำหรับคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) นั้น บัญญัติอยู่ในลักษณะ 5 ตั้งแต่มาตรา 33-42 โดยมีจำนวน 7 คน และวาระ 6 ปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นใน 180 นับแต่กฎหมายบังคับใช้ โดย ก.พ.ค.ตร.มีอำนาจหน้าที่เสนอแนะต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อให้ดำเนินการจัดให้มีหรือปรับปรุงนโยบายการบริหารงานบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม, พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์, พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ และพิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรม
นอกจากนั้น กฎหมายนี้ยังให้มีคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) อยู่ในลักษณะ 6 ตั้งแต่มาตรา 43-53 มีจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน วาระ 4 ปี และดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว โดยหน้าที่สำคัญคือพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับความเดือดร้อนหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชนจากการกระทำหรือไม่กระทำการของตำรวจอันมิชอบ หรือการประพฤติปฏิบัติไม่เหมาะสมและเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของตำรวจ กระทำผิดวินัย หรือละเมิดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจ
พ.ร.บ.ตำรวจฉบับใหม่ยังได้กำหนด ลักษณะ 7 ยศตำรวจและชั้นข้าราชการตำรวจ ตั้งแต่มาตรา 54-59 และในหมวด 3 ซึ่งถือว่ามีเนื้อหาอาจจะมากที่สุดในกฎหมายนี้ คือเรื่องการบรรจุ การแต่งตั้ง และการเลื่อนขั้นเงินเดือน ตั้งแต่มาตรา 71-97 ในขณะที่หมวด 6 เป็นเรื่องของวินัยและการรักษาวินัยตั้งแต่มาตรา 110 ถึง 116 และหมวด 7 การดำเนินการทางวินัย ตั้งแต่มาตรา 117-132
ที่สำคัญกฎหมายใหม่ยังกำหนดลักษณะ 9 กองทุนเพื่อการสืบสวนสอบสวนการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ตั้งแต่ 156-161 และบทเฉพาะกาล ตั้งแต่ 162-181 ซึ่งมาตรา 163 ระบุว่า เมื่อครบ 1 ปีที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้กองบังคับการตำรวจรถไฟเป็นอันยุบ และมาตรา 165 ระบุว่า ภายใน 2 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้ประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหัวหน้าหน่วยงานที่รับผิดชอบปฏิบัติการตามกฎหมายเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทบทวนดำเนินการและการมีอยู่ และให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการรายงานความคืบหน้าต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบทุก 3 เดือน เมื่อได้ข้อยุติประการใดแล้ว ให้ตราพระราชกฤษฎีกายุบหรือเปลี่ยนแปลงกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้สอดคล้องกัน
ส่วนมาตรา 166 กำหนดว่า ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) พิจารณาทบทวนหน้าที่และอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือข้าราชการตำรวจในส่วนที่มีกฎหมายกำหนด และให้รายงานเหตุผลและความจำเป็นต่อ ครม.และรัฐสภาเพื่อพิจารณา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
‘หนู’ไม่รู้งูเขียวซบน้ำเงิน ส้มนัดทุบกำแพงโสโครก
"อนุทิน" แจงโพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”

