สศอ.ชี้สงครามรัสเซีย-ยูเครนยืดเยื้อ กระทบทางอ้อมอุตสาหกรรมไทย ทั้งพลาสติก ยางรถ เหล็กกล้า จับตาราคาสินค้าเกษตรแพงต่อเนื่อง แนะผู้ประกอบการปรับตัวหาประเทศคู่ค้าใหม่ พร้อมขยายช่องทางการตลาด
เมื่อวันที่ 16 มีนาคม นางวรวรรณ ชิตอรุณ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อในปัจจุบัน ส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยเพียงเล็กน้อย สะท้อนจากมูลค่าการค้ารวม (การส่งออกและนำเข้า) ของไทยกับรัสเซีย-ยูเครน ที่มีสัดส่วนประมาณ 0.5% เมื่อเทียบกับการค้าทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ไทยได้รับผลกระทบทางอ้อม เนื่องจากรัสเซีย-ยูเครนเป็นผู้ผลิตและส่งออกพลังงานรวมทั้งสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ในตลาดโลก ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเป็นวงกว้างทั่วโลก รวมถึงผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ต้นทุนการผลิตและการขาดแคลนวัตถุดิบส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้น และทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก อีกทั้งความเชื่อมั่นต่อบรรยากาศการค้าและการลงทุนยังชะลอ
โดยอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานต่อต้นทุนรวมในการผลิตสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมเม็ดพลาสติก 30.5%, เหล็กและเหล็กกล้า 20.0%, ผลิตภัณฑ์พลาสติก 10.48%, ยางรถยนต์ 7.37% และเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย 5.61%
สำหรับภาพรวมราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง ข้าวสาลี น้ำมัน และปุ๋ยเคมี โดยรัสเซียส่งออกปุ๋ยเคมีมากที่สุดในโลก ประมาณ 50 ล้านตันต่อปี ซึ่งในปี 2565 ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากรัสเซีย อยู่ที่ 10,141.59 ล้านบาท คิดเป็น 22.41% ของการนำเข้าจากรัสเซียทั้งหมด ทั้งนี้ หากสงครามยังคงยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อการปรับราคาปุ๋ยเคมีและส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังสินค้าเกษตร อาทิ ข้าว ยางพารา อ้อย ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าหลักในการส่งออกของไทย ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรแพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน ผลกระทบทางอ้อมที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม คือ บราซิลเป็นผู้นำเข้าปุ๋ยเคมีจากรัสเซียมากที่สุด และเป็นประเทศผู้ส่งออกถั่วเหลืองอันดับ 1 ของโลก และส่งออกข้าวโพดเป็นอันดับ 2 ของโลก หากราคาปุ๋ยเคมีสูงขึ้น จะส่งผลต่อต้นทุนการเพาะปลูกถั่วเหลืองและข้าวโพด ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นไทยจึงได้รับผลกระทบด้วย จากปี 2565 ไทยนำเข้าถั่วเหลืองจากบราซิล 76% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 53,954 ล้านบาท ส่งผลต่อต้นทุนการเลี้ยงปศุสัตว์ และสะท้อนไปสู่ราคาเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
“สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน อาจยังคงไม่มีข้อสรุปในเวลาอันใกล้นี้ ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานการณ์เพื่อหาแนวทางปรับตัว ได้แก่ การแสวงหาหุ้นส่วนของห่วงโซ่อุตสาหกรรมเพิ่มเติม เพื่อหาวิธีลดต้นทุนร่วมกัน (Cost Sharing) เช่น การทำ MOU เพื่อแลกเปลี่ยนทางการค้าที่ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย โดยหาประเทศที่เป็นมิตรต่อกัน เพื่อลดการพึ่งพิงประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป และการแสวงหาพันธมิตรทางการค้าใหม่ พร้อมขยายช่องทางการตลาด โดยเฉพาะในตลาดที่มีศักยภาพ เช่น เอเชียใต้ ทวีปออสเตรเลีย และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีกำลังซื้อสูง และการขยายช่องทางการตลาดเพิ่มเติมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แอปพลิเคชันต่างๆ รวมทั้งสื่อดิจิทัล ที่มีส่วนช่วยให้โปรโมตสินค้าได้ง่ายขึ้น ช่วยให้การทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง” นางวรวรรณระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นักเขียนดังแนะ ‘ลายจุด’ไขก๊อก พ้น‘กระจกเงา’
“พรนภา” เคลื่อนไหวต่อ เปิดเหตุผลออกมาพูดหลังผ่านมานาน 20 ปี
หนูไปน่านจี้เร่งเยียวยา ผู้ว่าคาด5วันกลับปกติ!
นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคเหนือ-อีสาน
เคาะ163เก้าอี้ ‘บิ๊กเปา’ผงาด พื้นที่‘สีนํ้าเงิน’
“ผบ.ตร.” เป็นประธานถกบอร์ดกลั่นกรองโยกย้ายนายพล 163 ตำแหน่ง
นิรโทษกรรมมีผลบังคับใช้
พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขประกาศใช้ มีผลจันทร์ที่ 24 ส.ค.นี้
วิกฤตรุมเร้า‘นิด้าโพล’ฟันรบ.ไม่รอด!
"นิด้าโพล" ชี้คดีโกงสอบท้องถิ่น-ฮั้ว สว.-เขากระโดง
‘ไฟใต้’โหมกระพือ ‘บึ้ม-เผา-ยิง’3จว.69จุด! นายกฯสั่งใช้กม.เด็ดขาด
ใต้ลุกเป็นไฟ! "บึ้ม-เผา-ยิง" 3 จังหวัดชายแดน 69 จุด เจ็บ 3 ราย

