
"เอกนิติ" ย้ำ "มูดี้ส์" ไม่ติดใจรัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน มั่นใจ ศก.ไทย-วินัยการคลัง ทุบโต๊ะกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาทก่อน อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส เตรียมชงแผนปรับโครงสร้างหนี้เข้า ครม.วันอังคารนี้ "ปชน.-ปชป." จับมือยื่นศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน เล็งชง "ปธ.สภาฯ" 11-12 พ.ค. "กรณ์" มั่นใจ "โสภณ" ส่งต่อตามกรอบ 2-3 วัน ชี้ข้อมูลชัดไม่เร่งด่วนจริง เตือนหากศาลตีตก "รบ." ต้องรับผิดชอบทางการเมือง-แก้ปัญหาคนละครึ่งเอง "ภท." โวยบิดเบือนข้อมูล หากาสิโนซุกร่าง พ.ร.บ.เขต ศก.ภาคใต้
เมื่อวันที่ 8 พ.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวถึงกรณีมูดี้ส์ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ (Stable) และยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือวิกฤตโลกได้ดีที่สุดว่า ความสำเร็จนี้เป็นผลต่อเนื่องจากที่ได้เข้าพบและชี้แจงข้อมูลกับตัวแทนของมูดี้ส์โดยตรง ในช่วงการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อกลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีประเด็นสำคัญในการชี้แจงถึงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของไทย
นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลไทยเน้นย้ำนโยบายการผลักดันการลงทุนทั้งจากต่างชาติ (FDI) รวมทั้งการลงทุนภายใน ที่เห็นได้จากการลงทุนภาครัฐและเอกชนที่เติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยไม่ได้พึ่งพาแค่นโยบายแจกเงินระยะสั้น รวมทั้งประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะของไทยที่เพิ่มขึ้น
"มูดี้ส์ไม่ได้กังวลเรื่องที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้านบาท แต่กังวลเรื่องทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งได้ชี้แจงว่าในช่วงปลายปีก่อน ที่รัฐบาลสามารถผลักดัน GDP ในช่วงปลายปี 2568 ให้ฟื้นตัวจาก 0.3% มาเป็น 2.5% ได้สำเร็จมาแล้ว เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง รวมทั้งเรื่องการรักษาวินัยการคลัง ได้เน้นย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง โดยมีการทำแผนการคลังระยะปานกลางที่ชัดเจน และเริ่มใช้หนี้คืนหน่วยงานรัฐอย่าง ธ.ก.ส.แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ เพราะได้ดำเนินการจริง" นายเอกนิติกล่าว
มีรายงานจากกระทรวงการคลังว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา นายเอกนิติเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ (คนน.) เพื่อเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันที่ 12 พ.ค.2569 โดยจะเพิ่มวงเงินกู้ใหม่อีกจำนวน 2 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ….. วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท
"ที่ประชุม คนน.เห็นชอบตรงกันว่า การกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว ควรแบ่งเป็น 2 ครั้ง ครั้งละ 2 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะใกล้สิ้นปีงบประมาณ 2569 แล้ว จึงควรดำเนินการในส่วนนี้ไปก่อน ซึ่ง 2 แสนล้านบาทแรกที่จะให้ ครม.เห็นชอบ จะนำไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะมีการเสนอให้ ครม.เห็นชอบวันที่ 19 พ.ค. โดยโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัส จำนวน 30 ล้านสิทธิ แจกเงินคนละ 4,000 บาท เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เบื้องต้นจำนวน 13.2 ล้านคน เพิ่มวงเงินจาก 300 บาท อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท โดยจะเริ่มให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค.2569 และเริ่มใช้ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้" แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุ
รอชงแผนปรับโครงสร้างหนี้
นอกจากนี้ ในส่วนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ใน 2 เดือนแรกจะให้สิทธิ์กับผู้ได้รับสิทธิ์เดิม 13.2 ล้านคนก่อน โดยจะเพิ่มวงเงินเพื่อซื้ออุปโภคบริโภคจาก 300 บาทต่อเดือน เป็น 1,000 บาทต่อเดือน หลังจากนั้นเมื่อประมวลผลการลงทะเบียนรอบใหม่ ซึ่งอาจมีคนหลุดจากเงื่อนไขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามเกณฑ์เดิม คือรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ก็จะให้ไปใช้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งพลัสแทน
ทั้งนี้ สำหรับการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน จำนวน 2 แสนล้านบาทแรกนั้น มีเป้าหมายเพื่อใช้บรรเทาผลกระทบที่เกิดจากวิกฤตพลังงานแก่ประชาชน ซึ่งจะมีการช่วยเหลือกลุ่มอื่นๆ เช่นภาคขนส่งด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปรายละเอียดการช่วยเหลือ โดยคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ส่วนการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ยังมีเวลาบรรจุในการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งต่อไปได้
“ตอนนี้กระทรวงการคลังรอ พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ ซึ่งที่ผ่านมานายกฯ เปิดเผยว่าลงนามเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไปแล้ว หากลงประกาศราชกิจจานุเบกษาภายในสัปดาห์นี้ จะเสนอเรื่องแผนการปรับโครงสร้างหนี้เข้า ครม.เศรษฐกิจในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค. และ ครม.ชุดใหญ่ในวันที่ 12 พ.ค.” แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังระบุ
ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. แถลงภายหลังการประชุม สส.พรรค เกี่ยวกับร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านของรัฐบาลว่า ที่ประชุมมีมติให้ยื่นเรื่องการใช้อำนาจของรัฐบาลให้การออก พ.ร.ก.กู้เงิน ตามมาตรา 173 ต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากตั้งข้อสังเกตว่า มีความพยายามสอดไส้เรื่องการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยใช้เงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกัน โดยจะใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติโดยให้ สส.เข้าชื่อเพื่อยื่นต่อศาล
"ภาพรวมใช้เงินในร่างกฎหมายดังกล่าวไม่ได้พุ่งเป้าตามที่รัฐบาลบอกไว้ก่อนหน้านี้ และแม้ตามรัฐธรรมนูญจะให้รัฐบาลจะมีอำนาจออก พ.ร.ก.กู้เงิน แต่พรรค ปชน.กังวลเรื่องการลุแก่อำนาจ คือ การกู้เงิน 2 แสนล้านบาท จากการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศแทน" นายณัฐพงษ์กล่าว
ถามว่า จะร่วมกับพรรคฝ่ายค้านอื่นร่วมด้วยหรือไม่ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า ตามปกติที่ผ่านมาก็มีการหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นตามกระบวนการอยู่แล้ว และยินดีหากพรรคฝ่ายค้านอื่นร่วมด้วย โดยเบื้องต้นพรรค ปชน.จะเป็นหลักในการร่างคำร้องดังกล่าว แต่ที่สำคัญต้องระมัดระวังในการใช้อำนาจที่จะไม่เป็นการขยายขอบเขตการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญด้วย
"การยื่นศาลรัฐธรรมนูญจำเป็นจะต้องยื่นให้ทันภายในวันที่ 11-12 พ.ค.นี้ เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องยื่นก่อนที่สภาจะมีการอนุมัติในวันที่ 14 พ.ค.2569" หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว
กู้เงินโดนตีตก รบ.ต้องรับผิดชอบ
ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวถึงกรณีการยื่นคำร้องส่งศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า พรรค ปชป.กับพรรค ปชน.ได้เข้าชื่อร่วมกันในคำร้องที่จะส่งไปยังศาล รธน.ตีความ พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าวว่าเข้าข่ายไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 โดยพร้อมจะยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงวันที่ 11-12 พ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม ได้ประสานไปยังพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้ร่วมลงชื่อด้วย แต่เบื้องต้นยังรอการประชุมพรรค
"ยืนยันรายชื่อ สส.ที่ร่วมลงชื่อครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และเชื่อว่านายโสภณจะส่งคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ภายในกรอบเวลา 2-3 วัน และน่าจะทันก่อนที่สภาจะพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ในสัปดาห์หน้าแน่นอน" นายกรณ์กล่าว
รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า ได้เห็นร่างคำร้องของพรรค ปชน.แล้ว พบว่ามีรายละเอียดและข้อกังวลหลายประเด็นเกี่ยวกับการกู้เงินดังกล่าว โดยเฉพาะเหตุผลที่รัฐบาลอ้างถึงวิกฤตราคาน้ำมัน ซึ่งมองว่าสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การลดภาษีสรรพสามิต และปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน
ถามว่า รัฐบาลระบุจะนำเงินไปใช้ในโครงการคนละครึ่ง ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้ รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า รัฐบาลสามารถใช้งบประมาณผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาทได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก. ดังนั้นหากการยื่นตีความทำให้โครงการคนละครึ่งไม่สามารถเดินหน้าได้ตามกำหนด ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการและแก้ปัญหาเอง โดยเฉพาะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงต่อสภาว่ารัฐบาลจะแบ่งการกู้เงินเป็น 2 ก้อน คือกู้ปีนี้ 2 แสนล้านบาท และกู้ปี 2570 อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะงบประมาณด้านพลังงานสะอาดสามารถบรรจุไว้ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้อยู่แล้ว
“หัวใจของการออก พ.ร.ก.ตามรัฐธรรมนูญ คือความจำเป็นต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหา แต่หากบอกว่าจะกู้ปีหน้าด้วย ก็สะท้อนว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนถึงขั้นต้องออก พ.ร.ก. ซึ่งเราไม่ได้คัดค้านตัวโครงการของรัฐบาล แต่กังวลต่อการออก พ.ร.ก.กู้เงินเกินความจำเป็น ซึ่งอาจกระทบต่อวินัยการคลังและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว" รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว
ถามว่า หากมีการยื่นตีความต่อศาล รธน.แล้ว รัฐบาลต้องรอคำวินิจฉัยก่อนให้รัฐสภาพิจารณาหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ตามกฎหมายหากมีการยื่นต่อศาล รธน.ก่อนการพิจารณาในรัฐสภา รัฐบาลต้องรอให้กระบวนการของศาลเสร็จสิ้นก่อน ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 60 วัน และหากรัฐบาลมั่นใจว่าสิ่งที่ทำถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ควรปฏิเสธการตรวจสอบ
ซักว่า กรณีหากศาล รธน.วินิจฉัยตีตก พ.ร.ก.ดังกล่าวจะเกิดอะไรขึ้น นายกรณ์กล่าวว่า ต้องถามรัฐบาล เพราะไม่ได้มีบทลงโทษ แต่คงเป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองตามความเหมาะสม ซึ่งต้องคิดหนักว่าจะรับผิดชอบอย่างไร
ถามย้ำว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ยังไม่อยากพูดไปถึงจุดนั้น เพียงแค่ต้องการป้องกันไม่ให้รัฐบาลข้ามเส้นวินัยการเงินการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต
"ทุกรัฐบาลจะมีปัญหาว่าเงินในมือไม่เพียงพอในการที่จะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องมีกฎหมายในการกำกับว่าในแต่ละรัฐบาลนั้นสามารถใช้เงินได้เท่าไหร่ ขาดทุนได้เท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้อจำกัด เพราะถ้าทุกรัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ สถานะการคลังของประเทศวันนี้ก็ไม่เป็นแบบนี้ อนาคตก็มีโอกาสที่จะล่มสลายได้จริง" นายกรณ์กล่าว
นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายกรณ์ว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ไม่ได้มีส่วนใดๆ เกี่ยวข้องกับนโยบายการหาเสียงของพรรค ซึ่งการออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่รัฐไทยจะดำเนินการ นี่เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารที่จะสามารถหยิบมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
"สมัยท่านเองก็เคยกู้ถึง 400,000 ล้านเช่นกัน แม้ดูเหมือนว่าตัวเลขจะเท่ากันเป๊ะๆ แต่ห่างกันเกือบ 20 ปี ปี 2552 งบประมาณประเทศปีละ 2 ล้านล้าน ปี 2569 งบประมาณประเทศเกือบ 4 ล้านล้าน เทียบสัดส่วนแล้ว สมัยท่านกู้ 21% ของงบประมาณ สมัยนี้ 10% ส่วนไส้ในรายละเอียดโครงการภายใต้ไทยเข้มแข็ง อย่าต้องให้ฟื้นฝอยกันเลย ไปทำอะไร ดำเนินการแบบไหน ผลสัมฤทธิ์เป็นอย่างไร พี่จำได้ดีอยู่ พี่อย่าเอาบาดแผลที่เคยผิดพลาดมาเป็นไม้บรรทัดวัดว่าคนอื่นจะผิดพลาดแบบพี่เลยครับ"
กม.ศก.พิเศษใต้ไม่ได้ซุกกาสิโน
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ายื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นกรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท อาจไม่เป็นไปตามเงื่อนไขตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่
วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีมีการแชร์ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงของอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ว่านายกฯ และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เสนอร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) อนุญาตให้สร้างกาสิโนและเช่าซื้อที่ดินได้ 99 ปีในเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEC ว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดยข้อความที่ปรากฏในข่าวเป็นการคัดออกมาจากร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ พ.ศ..... ที่เสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว คือ นายนพดล แก้วสุพัฒน์ สส.พรรคพลังท้องถิ่นไท รวมทั้งเคยมี สส.ที่เคยเสนอให้มีกาสิโนในร่างกฎหมายอีก 3 ฉบับ สามารถสืบค้นจากเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎรได้
“ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ทางพรรค ภท.เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยใช้ พ.ร.บ.อีอีซีเป็นต้นแบบ ไม่มีเช่าที่ดิน 99 ปีหรือกาสิโนตามที่กล่าวหา ในส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ สั่งตั้งคณะกรรมศึกษา โดยมีรองนายกฯ เป็นประธาน หากพบว่าประโยชน์มีแต่ไม่คุ้มค่า และประชาชนไม่ต้องการ โครงการคงไม่เกิดขึ้น ทุกอย่างรัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบและรับฟังเสียงจากทุกฝ่าย” โฆษกรัฐบาลชี้แจง
เช่นเดียวกับ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลา และโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวเรื่องกาสิโนดังกล่าวว่า เป็นการบิดเบือนให้ร้ายรัฐบาลปัจจุบันซุกกาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้
ขณะที่ความคืบหน้ากรณีมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ได้เปิดเว็บไซต์ให้ประชาชนลงชื่อ หยุดโครงการแลนด์บริดจ์ ผ่านเว็บไซต์ stop-sec.com โดยเปิดให้ลงตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ซึ่งตั้งเป้าให้ได้รายชื่อทั้งหมด 50,000 รายชื่อ ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 พ.ค. ซึ่งผ่านไปเพียง 3 วัน พบว่ามีผู้ร่วมลงทะเบียนแล้ว 100,725 รายชื่อ ทั้งนี้ ทางมูลนิธิยังคงเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนยาวไปจนถึง 30 มิ.ย.2569
ด้านตัวแทนจากสมาคมคลองไทย นำโดยนายณรงค์ ขุ้มทอง ประธานที่ปรึกษาสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ ได้เข้ายื่นหนังสือถึงนายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. เพื่อสนับสนุนโครงการขุดคลองไทยและแลนด์บริดจ์ โดยขอให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบด้านก่อนการตัดสินใจ เพราะเชื่อว่าคลองไทยหรือแลนด์บริดจ์จะเป็นทางออกสำคัญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และทำให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฮั้วสว.ถึงมือกกต.ชุดใหญ่
“แสวง” เผยคดีฮั้ว สว.ถึงมือ กกต.ใหญ่แล้ว ยันผลเลือกตั้งแบบ สส. 5/18 ครบ 100% แล้ว “ไอลอว์” จี้เปิดผลนับคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติรายหน่วย “ยิ่งชีพ” ขู่คดีฮั้วหาก กกต.สั่งไม่ฟ้องเจอร้องแน่
ชี้แก้ปากท้องก่อน รธน.ใหม่รอใน 2 ปี
“ภราดร” แจงกลัวเสียของ ครม.ใช้ร่างรัฐธรรมนูญเดิม อาจถูกตีตก “พริษฐ์” ซัดเดือด รัฐบาลไม่จริงใจ เมินเสียงประชามติ “ปชน.” จวก สูญงบ 9 พันล้านเพื่อเริ่มใหม่ ครป.-ญาติวีรชนฯ แนะใช้ รธน.ปี 40 เป็นฐาน
ดร.โจฟุ้งหวังกวาดชัย! ปชป.เปิดตัว 16 พ.ค. แน่
กกต.ประชุมติวเข้มความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา รับความผิดพลาด กปน.เป็นบทเรียน ย้ำการรักษาอุปกรณ์ให้ถูกระเบียบ สั่งเข้มประธานหน่วยต้องแม่นกฎ "ดร.โจ" หวังชนะ
WHOยัน‘ฮันตา’ ไม่แรงเท่าโควิด สธ.สั่งเร่งศึกษา!
“อนามัยโลก” ยัน “ไวรัสฮันตา” ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นระบาดใหญ่เหมือนโควิด “สิงคโปร์” ผวากัก 2 ชายสูงอายุกลับจากท่องเรือสำราญแล้ว
อนุทินโชว์วิสัยทัศน์ลุยถกทวิภาค
“อนุทิน” โชว์วิสัยทัศน์ที่ประชุมอาเซียน แนะ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ “เอกภาพ-ยืดหยุ่น-บทบาท” หารือทวิภาคีทั้งผู้นำเวียดนาม-มาเลเซีย-สิงคโปร์ “สีหศักดิ์” แจงหารือ 3 ฝ่ายปัญหาไทย-กัมพูชา เล็งส่งอุปทูตกลับไปประจำการ

