นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ตั้ง กก.ภายในหาต้นเหตุเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง พร้อมยกระดับความปลอดภัยข้อมูลภาครัฐทั้งระบบ "มือโพสต์ภาพติดบัตรนายกฯ" เข้าให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ แจงเพื่อให้เกิดการตื่นตัวหลังพยายามแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว พบมีข้อมูลรั่วไหลทั้ง 19 กระทรวง 20 หน่วยงาน เหตุจากคอมพิวเตอร์ จนท.ติดมัลแวร์ ก่อนรวบรวมรหัสผ่านนำไปขาย "ผบก.สอท.1" หวั่นนำข้อมูลไปให้แก๊งสแกมเมอร์
เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกรณีมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลส่วนบุคคลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายในหาต้นเหตุและผู้รับผิดชอบว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้น และต้องใช้เป็นโอกาสยกระดับมาตรฐานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐทั้งระบบ
น.ส.รัชดากล่าวว่า การดำเนินงานของหน่วยงานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รายงานว่าผลการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบว่าฐานข้อมูลภาครัฐถูกเจาะโดยตรง และได้ปิดช่องทางการเข้าถึงที่เกี่ยวข้อง พร้อมเร่งตรวจพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล (Digital Forensics) เพื่อหาสาเหตุและผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยกระทรวงคมนาคมระงับบัญชีผู้ใช้งานที่เข้าข่ายผิดปกติ สั่งเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทุกหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการขนส่งทางบก และส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ดำเนินการสืบสวน ขณะที่กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครอง อยู่ระหว่างตรวจสอบเส้นทางการเข้าถึงข้อมูล โดยกรมการปกครองยืนยันว่า ยังไม่พบการรั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักของระบบทะเบียนราษฎร
สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เร่งตรวจสอบและประเมินระบบสารสนเทศของหน่วยงานภาครัฐประมาณ 300 กรมทั่วประเทศ ภายใน 30 วัน พร้อมผลักดันให้ทุกหน่วยงานใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication: MFA) เป็นมาตรฐาน เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐ ลดความเสี่ยงจากการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก
"รัฐบาลไม่ปกปิดปัญหาหรือปฏิเสธความรับผิดชอบก่อนที่การตรวจสอบจะแล้วเสร็จ และพร้อมนำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องการปิดช่องโหว่ การตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การดูแลผู้แจ้งเบาะแสโดยสุจริต และการประเมินประสิทธิภาพของงบประมาณด้านความมั่นคงไซเบอร์ มาประกอบการดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มครองอย่างแท้จริง" น.ส.รัชดากล่าว
ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ อาคาร B นายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Dome Cloud ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์และเทคโนโลยี เดินทางเข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลกรณีพบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ทั้งรูปถ่ายติดบัตรประชาชน ข้อมูลทะเบียนรถ และข้อมูลของบุคคลระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมถึงประชาชนจำนวนมาม โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1, พ.ต.อ.รชตโชค ลีวาณิชคุณ รอง ผบก.สอท 1., พ.ต.อ.รุ่งเลิศ คันธจันทร์ ผกก.1 บก.สอท.
นายธนารัตน์เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ได้ให้ข้อมูลทางโทรศัพท์แล้ว และยอมรับว่ารู้สึกแปลกใจที่ถูกเรียกเข้าพบ เพราะมองว่าอาจนำไปสู่การดำเนินคดี แต่ยืนยันว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้เกิดจากความพยายามแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหลายครั้ง ทั้งยื่นเรื่องผ่านกรรมาธิการด้านดิจิทัลฯ และหน่วยงานรัฐ แต่เรื่องกลับเงียบ แม้เวลาผ่านไปกว่า 2 เดือน กระทั่งพบข้อมูลรั่วไหลรอบใหม่ที่มีภาพถ่ายใบหน้า จึงตัดสินใจเผยแพร่ข้อมูลของบุคคลระดับสูงเพื่อให้เกิดการตื่นตัว ไม่ได้มีเจตนาทางการเมือง
"ส่วนปัญหาข้อมูลรั่วไหลขยายวงกว้าง ครอบคลุมทั้ง 19 กระทรวง และสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการ (20 หน่วยงาน) พร้อมพบว่ามีเว็บไซต์รวบรวมรหัสผ่านที่รั่วไหลเพื่อนำไปขาย ขณะที่ผมเคยแจ้งปิดช่องโหว่อย่างเป็นทางการแล้ว 3 หน่วยงาน ได้แก่ สปสช. และภาคเอกชนอีก 2 แห่ง"
นายธนารัตน์เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้พบข้อมูลรั่วไหลของคนไทยกว่า 500,000 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากรหัสผ่านของเจ้าหน้าที่รั่วไหล เพราะคอมพิวเตอร์ติดมัลแวร์ ไม่ใช่การแฮ็กระบบโดยตรง ก่อนถูกนำไปรวบรวมและจำหน่าย เมื่อผู้ซื้อได้รหัสผ่านก็จะทดลองเข้าสู่ระบบ หากพบข้อมูลที่มีมูลค่า จะสร้าง API ดึงข้อมูลออกไปขายสำหรับข้อมูลของ สปสช. สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้จำนวนมาก ทั้งเลขบัตรประชาชน ข้อมูลทะเบียนบ้าน เลขบัตรประชาชนของบิดา มารดา ซึ่งสามารถเชื่อมโยงเป็นแผนผังครอบครัวได้ รวมถึงพบข้อมูลทะเบียนรถและภาพถ่ายใบหน้า จึงตั้งคำถามถึงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลของหน่วยงานรัฐ พร้อมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่แค่การตั้งรหัสผ่าน แต่รวมถึงการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็น โดยพบข้อมูลบางส่วนรั่วไหลทั้งที่เก็บไว้นานกว่า 5 ปี
"ข้อมูลของบุคคลสำคัญมักถูกนำมาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อเพิ่มมูลค่าในการซื้อขาย และปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงอยากให้ทุกหน่วยงานเร่งยกระดับมาตรการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคล และบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดกว่าการปิดระบบเพียงอย่างเดียว"
เมื่อถามถึงกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มองว่าอาจมีนัยทางการเมืองนั้น นายธนารัตน์กล่าวว่า เข้าใจที่หลายคนจะมองเช่นนั้น เพราะข้อมูลที่เผยแพร่เป็นบุคลากรในหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทย แต่ยืนยันว่าไม่มีเจตนาทางการเมือง ส่วนกรณีกรมการปกครองเตรียมดำเนินคดีก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการกฎหมาย และยอมรับว่าเคยถูกแจ้งความในลักษณะเดียวกันมาแล้วจากกรณีข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล
"จุดเริ่มต้นของการติดตามปัญหานี้ เกิดจากการตรวจสอบระบบบัตรเลือกตั้ง ก่อนได้รับข้อมูลจากบุคคลนิรนามว่ามีการซื้อขายสมุดบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงขยายผลตรวจสอบต่อ และพบว่ามีข้อมูลจากหลายหน่วยงานถูกนำออกมาจำหน่าย จึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยและผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง" นายธนารัตน์กล่าว
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกรมการปกครอง รวมถึงกระทรวงมหาดไทย ได้เข้าแจ้งความกับ บก.สอท.1 แล้ว โดยเป็นการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลรั่วไหล ไม่ได้ระบุชื่อบุคคลใด ขณะที่การเชิญ “คุณเอิร์ธ” มาในวันนี้ เป็นเพียงการสอบปากคำในฐานะพยาน และยังไม่มีการดำเนินคดี ส่วนแนวทางการก่อเหตุ จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า คนร้ายไม่ได้เจาะระบบฐานข้อมูลโดยตรง แต่แฮ็กบัญชีผู้ใช้งาน หรือ User ที่มีสิทธิเข้าถึงระบบ แล้วใช้บัญชีนั้นดึงข้อมูลออกมา ก่อนนำข้อมูลบุคคลสำคัญไปแสดงเพื่อยืนยันว่ามีข้อมูลจริง และนำไปซื้อขายผ่าน Dark Web, Telegram หรือ Discord ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ร่วมกับ PDPC/สกมช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบ Log File และเส้นทางการเข้าถึงระบบ รวมถึงตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีผู้ใช้ถูกแฮ็กหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่
"สิ่งที่ตำรวจไซเบอร์กังวลมากที่สุด คือการที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกนำไปใช้โดยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพื่อนำรายละเอียดของเหยื่อมาใช้หลอกลวงแบบเจาะจง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อได้ง่าย จึงขอเตือนประชาชนว่า หากได้รับโทรศัพท์จากผู้ที่อ้างเป็นหน่วยงานต่างๆ และสามารถบอกรายละเอียดส่วนตัวได้อย่างถูกต้อง อย่าเพิ่งหลงเชื่อหรือปฏิบัติตามคำสั่ง ให้รีบวางสายและโทรศัพท์กลับไปตรวจสอบกับหน่วยงานนั้นโดยตรง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ"
เมื่อถามว่า หน่วยงานไหนจะเป็นผู้ดูแลเรื่องป้องกันเป็นหลัก พล.ต.ต.ศิริวัฒน์กล่าวว่า มีหลายหน่วยงานร่วมรับผิดชอบด้านการป้องกัน ทั้ง สกมช.และ สคส. ขณะที่ตำรวจไซเบอร์มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย สืบสวน สอบสวน และติดตามจับกุมผู้กระทำผิดเมื่อเกิดเหตุขึ้น.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘กสทช.’เน่าสนิท ประชุมล่มรอบ3 กดดัน‘สรณ’ถอย
เน่าสนิท! ประชุม "บอร์ด กสทช." ล่มอีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะองค์ประชุมไม่ครบ
ไทยหนุนเมียนมา กลับสู่‘อาเซียน’ ตั้งกก.แก้มลพิษ
"อนุทิน” เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” อบอุ่น หารือเต็มคณะชื่นมื่น
ดึงเงินกู้พลังงานใช้ไทยเที่ยวไทย
"ศุภจี” ยังไม่ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้า ครม.เดือน ส.ค.นี้
ล้างคนโกงจบ31สค. มท.พร้อมรับมือหากถูกฟ้อง ‘โรม’คาใจตัดตอนการเมือง
"ก.กลาง" ยึดตามมติ "กสถ." ฟันโกงสอบท้องถิ่น 5,925 ราย ส่วน 97 รายรอ ป.ป.ช.
‘กสทช.’ล่มซํ้า กก.วอล์กเอาต์ หมอสรณสู้ต่อ
บอร์ด กสทช.ล่มซ้ำ! 4 กรรมการวอล์กเอาต์ หวั่นผิดกฎหมายปมสถานะประธาน "หมอสรณ" ยันทำหน้าที่ต่อ
นัดผู้แทนพิเศษดับไฟใต้ วิสามัญโจรยิงตร.ตากใบ
“สีหศักดิ์” เตรียมถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล 11 ส.ค. ขับเคลื่อนดับไฟใต้ “บิ๊กราญ” นำทีมวิสามัญฯ 2 โจรใต้ที่ยิงตำรวจตากใบเสียชีวิต "กอ.รมน." เดือด! สวน “ทวี”

