
31 พฤษภาคม 2569 -รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร. สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เขียนข้อความ
เมื่อเอกสิทธิ์สภา กลายเป็นเกราะกำบังของ “ทุนเทา”
ประชาชนทุกคนต้อง “เสมอภาคกัน” ต่อหน้ากฎหมาย ถือเป็นรากฐานสำคัญของความยุติธรรม แต่ขณะเดียวกันสังคมก็ยอมรับได้ถึงการมีเอกสิทธิ์บางประการแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ทางนิติบัญญัติ ไม่ให้ถูกกลั่นแกล้งหรือแทรกแซงการทำงานจากฝ่ายตรงข้าม
แต่การที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติด้วยเสียงข้างมาก ไม่อนุญาตให้ส่งตัว ส.ส. รายหนึ่งไปให้ปากคำต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และพนันออนไลน์ โดยมีข้อกล่าวหาถึงระดับอั้งยี่และองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินั้น ก่อให้เกิดคำถามเชิงจริยธรรม ว่าแม้ผู้ถูกกล่าวหาจะได้รับการสนับสนุนจากพรรคต้นสังกัดและชนะการเลือกตั้งมาก็ตาม แต่ “อาณัติจากหีบบัตรเลือกตั้ง” ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
หากเป็นบุคคลธรรมดาได้รับหมายเรียกจากหน่วยงานสอบสวน พวกเขาแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทันที แต่เมื่อผู้ถูกกล่าวหามีตำแหน่งเป็น สส. กลับมีช่องทางที่ทำให้กระบวนการทางคดีต้องสะดุดหยุดลง เพียงด้วยการอาศัยมติเสียงข้างมากของสภา ภาพเช่นนี้ย่อมสร้างคำถามอันเจ็บปวดว่า หลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายยังดำรงอยู่อย่างแท้จริงหรือไม่ในสังคมไทย
ผู้สนับสนุนมติดังกล่าวอาจอธิบายว่า เอกสิทธิ์นี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจทางกฎหมายรังแกฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นเหตุผลทางประวัติศาสตร์ที่มีน้ำหนัก แต่ปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงคือ คดีนี้เป็นคดีอาญาร้ายแรงที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองหรือการปฏิบัติหน้าที่ในสภา การที่สภาลงมติคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาในคดีทุนสีเทาเช่นนี้ ย่อมทำให้ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัยว่า นี่คือการปกป้องหลักการประชาธิปไตย หรือเป็นเพียงพฤติกรรม “เกาหลัง” และสร้างวัฒนธรรมเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เพื่อหวังผลประโยชน์ต่างตอบแทนในวันข้างหน้า
ยิ่งไปกว่านั้น การอ้างเอกสิทธิ์เพื่อประวิงเวลาชั่วคราวในระหว่างสมัยประชุม อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการรวบรวมพยานหลักฐานในคดีอาญาระดับสากล ซึ่งต้องการความรวดเร็วและต่อเนื่อง การปล่อยให้เกิดสุญญากาศในการตรวจสอบ รังแต่จะทำลายศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันรัฐสภา
สิ่งที่สังคมไทยต้องผลักดันจึงควรไปไกลกว่าการถกเถียงว่าจะยกเลิกเอกสิทธิ์ สส. ทั้งหมดหรือไม่ แต่ต้องเป็นการทบทวนและจำกัดขอบเขตของเอกสิทธิ์ดังกล่าวให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่มีการให้ความคุ้มครองแก่สมาชิกในคดีอาญาร้ายแรง ทุจริต หรือคดีที่เป็นภัยต่อสังคม ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่นิติบัญญัติ
ตราบใดที่สภายังเลือกที่จะรักษาผลประโยชน์แห่งอภิสิทธิ์ของตนเอง โดยเพิกเฉยต่อความถูกต้องชอบธรรม สังคมจะไม่เพียงครหาเรื่อง “กฎหมายสองมาตรฐาน” แต่จะนำมาสู่การตั้งคำถามที่แผ่กว้างและสิ้นศรัทธาขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ระบบการเมืองไทยในสภาวะที่ดูคล้าย “ยุคเทาครองเมือง” เช่นนี้ จะมีความชอบธรรมเพียงใดในการดำรงอยู่ต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'จตุพร' จี้ล้างโกง รื้อระบบราชการ เปิดทางลงทุนต่างชาติ
“จตุพร” เสนอปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ หลังปมทุจริตสอบท้องถิ่นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง แนะรัฐไม่ควรเน้นเพิ่มจำนวนข้าราชการ แต่คัดคนคุณภาพ ใช้เทคโนโลยี AI
'ชนนพัฒฐ์' ดอดพบดีเอสไอ ให้ปากคำคดีเว็บพนัน หลังปิดสมัยประชุมสภาฯ
สส.ชนนพัฒฐ์ ดอดเข้ารับทราบข้อหาดีเอสไอ อั้งยี่-องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ จากมูลฐานคดีเว็บพนัน ด้านพนักงานสอบสวน ยืนยัน ภายหลังเจ้าตัวเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ต้องสอบสวนปากคำเพิ่มเติมตามประเด็นทางคดี
'ชัยชนะ' จี้ 'ศุภจี' จัดการนอมินีทุนเทาสวมสิทธิ ท้าตรวจย่านดังหลายแห่งเจอแน่
นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีทุนเทา และการปราบนอมินีถือหุ้นแทนต่างชาติ ว่า ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าออกมายอมรับว่า 53 รายที่ตรวจพบบนถนนรัชดาภิเษก มีนอมินีที่ถือหุ้นต่างชาติ
กลุ่มผู้ถือหุ้น BCP ร้อง กมธ.การเงิน สอบดีลจัดซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี ลุ้นดีเอสไอรับคดีพิเศษ
นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากกลุ่มเครือข่ายผู้ถือหุ้นรายย่อย บมจ.บางจาก เพื่อติดตามผลการสอบสวน กรณีซื้อขายโครงการคลังน้ำมัน โยงเครือข่ายทุนเทา
ดึงสติ! อย่าปล่อย 'คอร์รัปชัน' กลายพันธุ์เป็นวัฒนธรรมของชาติ
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง "วันที่การโกงไม่ต้องหลบซ่อนอีกต่อไป" มีเนื้อหา ดังนี้

