ระวังได้เป็นฝ่ายค้าน! 'สว.นันทนา' ซัด 'รัฐบาล' ถ้าคิดตื้นกู้เงินใช้ไม่คุ้มค่า เจอวิกฤตเศรษฐกิจแน่

‘สว.นันทนา’ ซัด ‘เงินกู้ 2 แสนล้าน’ เปลี่ยนผ่านพลังงาน เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดัน โซลาร์รูฟท็อปเอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด ขู่ รัฐบาลถ้าคิดตื้น ระวังได้เป็นฝ่ายค้าน

31 ส.ค.2569-น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาทว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่มีแต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน

การที่รัฐบาลจะเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปรองรับมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนของประชาชน เป็นความคิดที่ฉาบฉวยมีวาระซ่อนเร้นชนิดที่ต้องจับตาดูให้ดีว่า เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นไปใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเทเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เรามีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา เช่น พลังงานไบโอ เชื่อมโยงกับภาคเกษตรสอดคล้องกับอาชีพหลักของคนในชุมชนการที่รัฐบาลดึงดันใช้โซลาร์เซลล์อย่างเดียว

น.ส.นันทนากล่าวว่า อยากให้รัฐบาลตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซล่าเซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่  สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร และ 3.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้

“เราควรหันไปพัฒนาพลังงานในระบบไบโอ  เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และอื่นๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น ราคาดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซัพพลายเชนของใบโอ มีทั้งเกษตรกร คนงาน คนขายปุ๋ย คนขายเคมี เครื่องมือเครื่องจักร การเกษตร ขนส่ง พ่อค้าคนกลาง โรงงานต่าง ๆ จนถึงโรงไฟฟ้าห่วงโซ่อุปทานนี้ ยาวกว่าโซลาร์เซลล์หลายเท่า สำหรับวิธีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใช้การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป จึงตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้รัฐบาลกำลังช่วยใครเพราะค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ต้องใช้เงินประมาณ 150,000-300,000 บาท คนกลุ่มไหนถึงจะมีเงินออกค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ก่อน”

สว.รายนี้ระบุว่า จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า 88% ของคนไทย มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 50,000 บาท  และคนมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาท มีเพียง 2% แปลว่าคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินโซลาร์เซลล์ คนจะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเพียง 2% เท่านั้น จึงตั้งคำถามว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้  หากรัฐบาลอ้างว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง

หากคำนวณ 1 ล้านครัวเรือน ขอสินเชื่อครัวเรือนละ 200,000 บาท ก็จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนในวงการโซล่าเซลล์ 200,000 ล้านบาท เท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนให้กับประเทศไทยจาก 16.4 ล้านบาท เป็น 16.66 ล้านบาททันที ดังนั้นรัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปให้คนที่เดือดร้อนที่สุด ใครที่กำลังจะจมน้ำต้องช่วยให้รอดก่อน และต้องช่วยอย่างฉลาด ทำให้เกิดการหมุนของเงินเพื่อดึงให้เศรษฐกิจพ้นวิกฤต

ขณะนี้ SMEs ของไทยใกล้หมดลม รัฐบาลควรหันไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ช่วยแต่ธุรกิจใหญ่ในขณะที่ธุรกิจย่อยกำลังล้มหายตายจาก แต่ธุรกิจใหญ่ร่ำรวยขึ้นมากมาย ครึ่งปีแรกของปี 69 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ขยายตัวรวมกัน 22.2% ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รวยไม่ไหวแล้ว แต่ประชาชนจนไม่รอดแล้ว

“หากรัฐบาลยังคิดตื้นๆ ด้วยกันกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด ตนเองจึงไม่อาจให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้แม้จะผ่านสภาฯ แต่ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชน”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'กล้าธรรม' เทซักฟอก! ชี้ฝ่ายค้านมุ่งขยายประเด็นการเมือง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์

"อรรถกร" ย้ำ "กล้าธรรม" ไม่ร่วมสังฆกรรมญัตติซักฟอก ชี้ข้อกล่าวหาหลายข้อไม่โยงบริหารประเทศ ตั้งคำถามฝ่ายค้านมุ่งปม “ฮั้ว สว.” มากกว่าตรวจสอบผลงานรัฐบาล

'เอกภพ' เหน็บฝ่ายค้านยื่นซักฟอก 18 รมต. เป็นแค่ 'บันเทิงธิปไตย'

“เอกภพ” สวนฝ่ายค้านยื่นซักฟอกใช้แต่โวหาร-วาทกรรม-เพ้อเจ้อ เป็นบันเทิงธิปไตยตามคำ ”ปิยบุตร“ ยันรมต.พร้อมตอบในสาระ เย้ยถ้าอภิปรายไม่ครบ 18 รมต.จะฟ้อง สคบ.หลวกลวงผู้บริโภค

ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก 18 รัฐมนตรี 'ระบอบสีน้ำเงิน' กินรวบประเทศ

"เท้ง" นำแถลงซักฟอก 18 รัฐมนตรีรัฐบาลอนุทิน ระบอบสีน้ำเงินกินรวบประเทศ ก่ออาชญากรรมร้ายแรงทางปชต. เน้น ฮั้ว สว.-โกงสอบท้องถิ่น-บริหารงานพลาด 'โสภณ' รับลูก ทำให้เร็ว-พร้อมส่งครม.ล็อควัน ด้าน 'สาธิต' เผย ขอเวลาอภิปราย 5 วัน ย้ำ ชื่อที่เสนอมีข้อมูลแน่น บริหารงานล้มเหลว ผิดกฎหมาย ผิดจริยธรรม ละเว้นปฏิบิตหน้าที่ เอื้อประโยชน์ พวกพ้อง ไม่สนเสียงในสภาฯน้อยกว่า หวัง เปิดข้อมูลจริงให้ประชาชนตัดสินจะไว้วางใจรมต.หรือไม่

สว. ชงปรับ VAT เพิ่ม 3% หาเงินเข้าคลัง 4.5 แสนล้าน การันตีมีระบบคืนเงินช่วยคนจน

'คลัง' รายงานเงินแผ่นดินปี 68 พบรายได้ต่ำกว่ารายจ่าย 7.6 แสนล้านบาท 'สว.' แนะให้เก็บ Vat เพิ่ม พร้อมแจงแม้คนจนเดือดร้อนแต่ได้คืน หนุน ขยายฐานภาษีสู่เศรษฐกิจนอกระบบ ชี้ คลังพิจารณาแผนหนี้สาธาธารณะเพื่อการลงทุน หวังดึงรายได้เข้ารัฐโดยตรง