นักกฎหมาย มหาชน ตอกกลับ จุลพงศ์ อยู่เกษ สส.พรรคประชาชน ชี้ MOA ที่ถูกอ้างไม่ใช่สัญญาประชาคม หากแต่เข้าข่าย “สัญญาทาส” ที่ให้ประโยชน์เพียงกลุ่มเดียว ซัดไร้ความเข้าใจรัฐธรรมนูญ เสี่ยงทำพรรคเดือดร้อนถึงขั้นยุบพรรค
18 กันยายน 2568 - สืบเนื่องจากนายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงพาดพิงถึง ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ยื่นคำร้องฉบับแก้ไขในการร้อ งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน รวมถึงสส.ทั้ง 2 พรรคจำนวน 212 คน นั้น
ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน ได้ออกมาโต้และตอกกลับ นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่า การประกอบวิชาชีพกฎหมายต่อสัญญาจ้างทำของ นักกฎหมายทุกคนสามารถกระทำได้ ไม่มีกฎหมายมาตราใดบัญญัติห้ามไว้ แล้วแต่ความเชี่ยวชาญทางคดีหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ข้อถกเถียงในห้องเรียน เพราะตนไม่ใช่มือใหม่ ตนมีประสบการณ์ทางคดีมาไม่น้อยกว่า 30 ปีเศษ ทำหน้าที่ทั้งว่าต่างและแก้ต่างมาจำนวนมาก ไม่มีความสับสนอะไร มีเหตุผลอะไรที่ นายจุลพงศ์ มากล่าวหาดูถูกความรู้ความสามารถตน ทำให้สังคมสับสน
สำหรับนายจุลพงศ์ อยู่เกษ แถลงข่าวพาดพิงถึงตน มองเหมือน จะอวดรู้ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่มีองค์ความรู้ด้านกฎหมายมหาชน สำหรับตนไม่เคยรู้จักนายจุลพงศ์ฯ และไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว จะมาเหมารวมว่าเคยรู้จักตนมาสิบกว่าปีแล้วไม่ได้ หากพรรคพวกที่รู้จักตนจริง ต้องให้เกียรติตน ต้องแยกระหว่างเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่มาโหนกระแส คาดคะเนข้อเท็จจริงไปเอง ตนไม่ให้ราคา แบบนี้ ไม่เรียกว่า “เป็นคนรู้จัก”แต่เป็นส่อความสันดานที่ตีกินทางการเมือง ตบหัวแล้วลูบหลัง แล้วเดินเข้าบ้าน อย่ามาใช้วิธีนี้กับตน เพราะตนเป็นคนสู้คน
ตนเข้าใจว่า นายจุลพงศ์ฯ เคยประกอบวิชาชีพกฎหมายมาก่อน ย่อมเข้าใจกระบวนการในการจัดทำเอกสารทางกฎหมายในรูปแบบใดๆ การจ้างทำของในวิชาชีพกฎหมายมีกฎหมายคุ้มครอง ส่วนการทำหน้าที่ตามสัญญาจ้างทำของ ตนต้องอาศัยข้อมูลจากผู้ว่าจ้างที่สนับสนุนข้อมูลในชั้นความลับ ว่าจะร่างแบบใด ไม่ใช่จะไร้พยานหลักฐานที่หนักแน่น เป็นไปตามความรู้ความสามารถประสบการณ์ของตนและประสบการณ์คดีรัฐธรรมนูญ
ที่ผ่านมา ผลงานเชิงประจักษ์ เชือดตกเก้าอี้มาแล้ว ไม่ต้องบอกนะว่าเป็นใคร เพราะเป็นความลับของลูกความและไม่เคยเปิดเผยตัวตน ตนเพิ่งจะมาเปิดหน้าครั้งแรก ที่ผ่านมา ตนทำงานปิดทองหลังพระมาตลอด
ดร.ณัฏฐ์ ระบุว่าส่วน MOA ข้อสัญญาทั้ง 5 ข้อ เข้าข่ายเป็น “สัญญาทาส” มิใช่สัญญาประชาคมตามหลักรัฐศาสตร์ เพราะตามสัญญาประชาคม ประชาชนย่อมได้ประโยชน์ แต่สัญญาทาส พรรคประชาชนกลับได้ประโยขน์เพียงกลุ่มเดียวหรือไม่ เพราะเป็นนโยบายหลักของพรรค การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญ ไม่อาจกระทำได้ โดยเฉพาะกฎหมายพรรคการเมือง ยิ่งห้ามฝ่าฝืนเด็ดขาด เพราะเป็นการครอบงำ สั่งการ แทรกแซงพรรคการเมือง การแถลงพูดจาดู เหมือนจะดูดี แต่ตนว่า น่าจะขาดความรู้ความเข้าใจในรัฐธรรมนูญ อย่าบอกกนะว่า MOA เกิดจากนายจุลพงศ์ เป็นคนร่าง แบบนี้ พรรคประชาชนก็เดือดร้อนเพราะคนแบบนี้ทำงาน ส่ออาจถูกยุบพรรคอีกรอบก็ได้ อย่าร้อนตัวและออกตัวแรง จะหงายเงิบ โดยเฉพาะ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ ตามคำวินิจฉัยที่ 4/2564 และ รธน.มาตรา 256(8) ไม่อาจให้ประชาชนเลือก สสร.โดยตรง หากไปอ่านในเนื้อหา MOA ข้อ 2 และ ข้อ 3 ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและตคำวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญย่อมเสร็จเด็ดขาด ผูกพันทุกองค์กร ตาม รธน.มาตรา 211 วรรคท้าย แล้วมาบอกว่า เป็นข้อตกลง MOA เป็นสัญญาประชาคมในทฤษฎีรัฐศาสตร์ได้อย่างไร ปัดโธ่!!! แสดงว่า นายจุลพงศ์ฯ ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายมหาชน
ส่วนกรณีคำร้องฉบับเต็ม นายจุลเกษฯ ไม่เคยเห็นแล้ว เพราะทีมฝ่ายกฎหมายไม่เคยเปิดเผย แค่เปิดร่างหน้าแรก ก็ร้อนตัวกันแล้ว หากไม่ผิด พวกคุณจะร้อนตัวไปทำไม มากล่าวหาตนว่า “เพ้อเจ้อ”ได้อย่างไร คนที่เพ้อเจ้อ ฝันกลางวัน หิวแสง น่าจะเป็นนายจุลพงศ์ฯ มากกว่า สำหรับตน ยึดหลักนิติรัฐ ยึดหลักความถูกต้อง ว่ากันตามกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ได้เข้าข้างใครและเป็นกลางทางการเมือง
ส่วนที่พาดพิงถึงตนไปเชื่อคนมีประสบการณ์กฎหมาย 30 ปี เศษ อย่างนายศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย ก็ติดคุกได้ เพราะตนให้ทนายความไปร้องทุกข์กล่าวโทษคดีอาญาในฐานหมิ่นประมาทและ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดคอมพิวเตอร์และ พนง.สอบสวน สน.บางพลัด ได้รับคำร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว หากใครพาดพิงตน ทำให้เสียหาย ก็ต้องดำเนินคดีอาญาทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น
โดยเฉพาะความเห็นทางกฎหมาย อาจเห็นต่างกันในเชิงวิชาการได้ ส่วนเมื่อตนทำหน้าที่ดำเนินการเอกสารทางกฎหมาย ตนส่งมอบงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง ถือว่างานของทีมของตนจบแล้ว ตนไม่ใช่นักร้อง เข้าใจเสียใหม่ด้วย ส่วนทางพรรคเพื่อไทยจะเดินเกมอย่างไร เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย ตนไม่เกี่ยวเพราะไม่ใช่สมาชิกพรรคเพื่อไทย ไม่อาจรับรู้ในขั้นตอนการเดิมเกมเหลี่ยมการเมืองว่า จะแก้ไขร่างหรือประกบร่างในกระบวนการอย่างไร ไม่เกี่ยวข้องกับตน เพราะช่องทางตรวจสอบ สส.ย่อมกระทำได้ โดยฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกันเอง หรือฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร โดยอาศัย สส.ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวน สส.ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภา ตาม รธน.มาตรา 82 วรรคหนึ่ง หรือตรวจสอบฝ่ายบริหาร ตาม รธน.มาตรา 170 วรรคสามประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง โดยกลไกรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'รุทธพล' ยันไม่มีใบสั่งการเมือง ชี้คลิป 'ภาวุธ' ชวนลงทุนต้องตรวจสอบก่อน
พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอเตรียมนำคดี Forex เป็นคดีพิเศษว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสืบสวน ซึ่งทางดีเอสไออยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และผู้เสียหายซึ่งขณะนี้ทยอยเดินทางกันเข้ามาให้ข้อมูล หลังจากนี้จะมีการพิจารณาอีกครั้งว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่
'ศิริกัญญา' จับตางบปี 70 มีโครงการ TH-AI Passport เฟส 2 วงเงิน 900 ล้าน ชี้ลงทุนสูงลิ่วแต่กรรมสิทธิ์ไม่ได้เป็นของรัฐ
'ศิริกัญญา' ห่วง 'รัฐบาล' ปิดงบปี 69 ทำหลายหน่วยงานต้องตกเบิกงบปี 70 หลังตั้งเป้าโอนงบ 8 หมื่นล้าน แต่ทำได้จริงแค่ 1.03 หมื่นล้านบาท ชวนจับตางบปี 70 เอื้อประโยชน์พวกพ้องสีน้ำเงินหรือไม่ หวั่น TH-AI Passport เฟส 2 เสี่ยงซ้ำซ้อน ลงทุนสูง แต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์แพลตฟอร์ม
เอาแล้ว! 'ศิริกัญญา' จี้ 'ภาวุธ' แจงปม Forex ยันพรรคตั้งสอบข้อเท็จจริงแล้ว
'ศิริกัญญา' เรียกร้อง 'ภาวุธ' ออกมาชี้แจงต่อสังคมเท่าที่ไม่กระทบรูปคดี หลังถูกโยงคดี Forex ยืนยันพรรคประชาชนไม่นิ่งนอนใจ
'เรืองไกร' ยื่นร้องยุบพรรคประชาชน จี้ กกต. สอบเส้นเงินบริจาคโยงขบวนการ Forex
นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เดินทางมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อขอให้ตรวจสอบบัญชีพรรคประชาชนและเงินบริจาคที่เกี่ยวข้องกับ Forex โดยมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับใบเสร็จรับเงินบริจาค การหักค่าธรรมเนียม และความโปร่งใสของแหล่งเงินทุน โดยเฉพาะเงินที่มาจากบริษัท เพย์โซลูชั่น
'รุทธพล' ย้ำ DSI เปิดชื่อ 'ภาวุธ' เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเปิดชื่อ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรา
'บิ๊กส้ม' ชวนคิด! ไทยเป็นประเทศ 'รายได้ปานกลาง' ครบ 50 ปีแล้ว
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์ข้อความเรื่อง ไทยเป็นประเทศ 'รายได้ปานกลาง' ครบ 50 ปีแล้ว

