‘รมว.ยุติธรรม’ เผยยังไม่ชัด 7 นักการเมืองเอี่ยวสแกมเมอร์ ส่วน ‘ช.’ เตรียมประสานตร.ให้ข้อมูลสำคัญ

4 พ.ย. 2568- ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการเปิดข้อมูลว่ามีนักการเมือง 7 คนเกี่ยวกับการฟอกเงินว่ามีจริง และกระทรวงยุติธรรม ได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วหรือไม่ ว่ากระทรวงยุติธรรมตรวจสอบแล้ว ยังไม่พบในส่วนของนักการเมืองทั้ง 7 คน แต่บางส่วนที่ดำเนินการตามที่เป็นข่าว ได้ตรวจสอบพบว่ามีการกระทำความผิดจริง โดยวันนี้ (4 พ.ย.) ได้ประสานงานเชิญผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา มาพูดคุย และดูรายละเอียดที่เกิดขึ้นอีกครั้ง รวมถึงได้ประสานไปถึงผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ด้วย


ผั้สื่อข่าวถามถึงเส้นเงินนักการเมือง ช. ใกล้จะได้ความชัดเจนแล้วหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ขอไปตรวจสอบก่อน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงยุติธรรม โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่จับกุมคดีพนันออนไลน์ พบความเสียหาย 35,000 ล้านบาท ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม และช่วงบ่ายวันนี้ (4 พ.ย.) หลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะกลับไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง


รมว.ยุติธรรม กล่าวด้วยว่า สำหรับเมื่อวานนี้ (3 พ.ย.) เอกอัครราชทูตจีนได้มาพบ ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องประสานความร่วมมือทางด้านกฎหมาย และสแกมเมอร์ และได้พบกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซึ่งท่านให้ความสำคัญเรื่องนี้ และให้ความสำคัญการปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีโอกาสพบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพูดคุยกันด้วย
   

เมื่อถามว่า ที่จะมีการเรียกมาดูเป็นการดูคดีทั้งหมด หรือเฉพาะที่เกี่บวข้องกับนักการเมือง ช. พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เป็นสำนวนที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองทั้งหมด ซึ่งตนจะเห็นรายละเอียดในช่วงบ่าย


ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าได้ดูสำนวนแล้วจะมีการรื้อคดีหรือไม่ รมว.ยุติธรรม ตอบว่า ไม่รื้อ เราไม่มีอำนาจไปรื้อ แต่คงต้องประสานไปยังผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เพื่อทำให้ถูกต้อง อะไรที่ยังไม่ได้ทำก็ควรต้องทำ

ถามว่า แสดงว่า 7 รายชื่อ มีตัวตนสามารถยืนยันตัวตนได้หมดแล้วใช่หรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ในส่วนของ 7 รายชื่อ ตนไม่ยืนยัน ตนจะดูในส่วนที่จะตั้งแนวทางการสืบสวนที่ให้ดีเอสไอดูแล ซึ่ง 7 รายชื่อนี้ได้มีการสอบถามหลายท่านที่พูด ก็ยังไม่มีใครให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าเป็นใคร แต่จะพยายามตรวจสอบในส่วนของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เนื่องจากเป็นนโยบายสำคัญหลักของนายกรัฐมนตรี


 ส่วนจะตั้งต้นอย่างไรในเมื่อยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ชัดเจนว่าเป็นใครบ้าง พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องตรวจสอบเรื่องของเส้นเงิน หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องต่างๆ และต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย โดยนักการเมือง ช. ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ปรากฏในข้อเท็จจริงอยู่แล้ว โดยได้ประสานงานไปทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา ที่จะต้องมาพูดคุย สิ่งใดที่ยังไม่ได้ทำก็ควรจะทำ อะไรที่ไม่ถูกต้องก็ควรแก้ไข


 พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวอีกว่า เรื่องของสแกมเมอร์เป็นปัญหาหลัก ที่ผ่านมาวอร์รูมโดยการกำกับดูแลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สามารถช่วยเหลือเหยื่อที่กำลังจะโอนเงิน ซึ่งต้องยอมรับว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำงานอย่างเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพอย่างมาก หลังจากนี้จะหยิบยกมาเป็นโมเดลการทำงานให้กองบัญชาการตำรวจภูธรทั้ง 9 ภาค มอนิเตอร์ในเรื่องของการโอนเงินบัญชีม้า ซึ่งหากทราบแหล่งที่มาจะสามารถเข้าถึงบัญชี และพูดคุยข้อมูลกับผู้เสียหายได้.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'รุทธพล' ย้ำ DSI เปิดชื่อ 'ภาวุธ' เอี่ยวคดี Forex ปัดดิสเครดิตการเมือง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเปิดชื่อ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรา

'ตำรวจไซเบอร์' ปูพรมด้ามขวาน ล้างสแกมเมอร์-ผู้มีอิทธิพล

ตำรวจไซเบอร์ กวาดล้างอาชญากรรมทางเทคโนโลยีพื้นที่ภาคใต้ สแกมเมอร์ ความเสียหาย 173 ล้านบาท พนันออนไลน์กว่า 700 ล้านบาท กวาดล้างผู้มีอิทธิพล อาวุธปืน

‘DSI’แฉโอน28ล้านใน1วัน

"ดีเอสไอ" เปิดเส้นทางเงิน “ป้อม  ภาวุธ" เกี่ยวข้องขบวนการกลุ่มหลอกลวงลงทุน  Forex

ดีเอสไอ ปูพรมค้น 24 จุด รวบเครือข่าย Forex ยึดเงินสด รถหรู ทองแท่ง คาดมีนักการเมืองเอี่ยว

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจการป้องกันความเสียหายทางการเงิน และการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจ

รมช.ดีอี ลุยสร้างเครือข่ายต้าน “เฟกนิวส์” ภาคอีสาน ยกระดับสร้างภูมิคุ้มกัน รู้เท่าทันภัย “สแกมเมอร์”

วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานเปิดงาน การจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างการรับรู้ให้รู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center: AFNC) จังหวัดอุบลราชธานี