‘นิกร’ แถลงไขเหตุผล ‘นายกฯอนุทิน’ เห็นชอบแก้รธน. ยันไม่ใช่ตีเช็คเปล่า

13 ม.ค. 2569  – นายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการพิจารณา พรบ.ประชามติ แสดงความเห็นในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ขอชี้แจงให้ความเห็นต่อกรณีที่ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้ความเห็นว่าท่านเองและสมาชิกของพรรคภูมิใจไทย เห็นชอบและสนับสนุน ในคำถามตามที่คณะรัฐมนตรีของท่านได้ส่งคำถามประชามติไปยัง กกต. ไปดำเนินให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ว่า”ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

และต่อมา มีผู้แสดงความกังวลและการไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าเหมือนเป็นการเซ็นเช็คเปล่าไป  เขาจะไปแก้ไขใดๆก็ได้ โดยเฉพาะมาตรา 112 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับสถาบัน และยังเกรงว่าอาจไปกระทบกระเทือนอำนาจส่วนที่สำคัญขององค์กรอิสระอย่างรุนแรง สมควรที่จะแก้เป็นรายมาตราจะเป็นการดีกว่าแก้ทั้งฉบับ

ผมในฐานะที่ทางพรรคภูมิใจไทยได้มอบหมายให้ดูแลประเด็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นผู้ที่ได้ดำเนินการเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และยังมีส่วนในการพิจารณากฎหมายประชามติฉบับแก้ไขด้วย ขอแสดงความเคารพและนับถือต่อความกังวลของทุกท่านที่เป็นห่วงความเป็นไปของรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายแม่บทที่สำคัญที่สุดของประเทศในครั้งนี้ และจะขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจดังต่อไปนี้ครับ

1.ในถ้อยแถลงต่อสื่อของท่านอนุทินนั้นได้พูดไว้ชัดเจนมาก ว่าเห็นสมควรที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อจะได้มีการแก้ไขในประเด็นที่มีปัญหาในรัฐธรรมนูญที่มีอยู่มากหลายประเด็น โดยยกเว้นจะไม่ไปแตะหรือแก้ไขใดๆในรัฐธรรมนูญหมวด 1 และหมวด 2 อันตลอดรวมถึงกฎหมายอาญาในมาตรา 112 ด้วย ส่วนการไปตัดทอนอำนาจขององค์กรสำคัญก็ยืนยันว่าไม่มี ถ้าจะมีการปรับปรุงกันบ้างเท่าที่จำเป็นก็หารือกัน ขอความกรุณาช่วยไปพิจารณาถ้อยแถลงนั้นของท่านอนุทินโดยละเอียดอีกสักครั้งนะครับ

2.เท่าที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าท่านอนุทินและพรรคภูมิใจไทยนั้น มีจุดยืนที่แน่วแน่และมั่นคงในการปกป้องสถาบันมาตลอด และได้ดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เห็นได้จาก ที่ท่านเป็นผู้ลงนามเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ได้กำหนดไว้ชัดเจนในร่างมาตรา 256/13 ที่บัญญัติว่า “ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไปและหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จะกระทำมิได้ ในกรณีที่รัฐสภาวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญมีลักษณะตามวรรคหนึ่ง ให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป 

3.ต่อกรณีข้อห้ามกรณีการไม่ให้ปรับปรุงแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 เห็นได้ชัดว่า ทางพรรคภูมิใจไทยก็ได้ยึดถือไว้อย่างมั่นคง เห็นได้ชัดว่าแม้ร่างหลักที่ใช้ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการที่ผ่านมา ซึ่งใช้ร่างจากพรรคอื่นที่แม้จะไม่มีห้ามไว้ แต่เมื่อพิจารณาในวาระสอง หลักการส่วนนี้ก็ถูกเสนอให้ยืนยันไว้ได้โดยเห็นได้จากการเพิ่มไว้ในร่างแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบของกรรมาธิการเสียงข้างมากในมาตรา 256/26/1 ที่บัญญัติว่า ” ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาบัญญัติไว้โดยมิให้มีการแก้ไข”

4.ผมขออนุญาตสรุปต่อประเด็นที่มีความห่วงใยต่อปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการออกเสียงเห็นชอบ ต่อการเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามที่หัวหน้าพรรคอนุทินและสมาชิกของพรรคภูมิใจไทยให้การสนับสนุนนั้น ในชั้นนี้จะไม่เกิดปัญหาตามที่กล่าวอย่างแน่นอน เพราะในเชิงโครงสร้างกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ในครั้งนี้ได้ถูก “ล็อก” ไว้อย่างน้อย 3 ชั้น

ชั้นที่ 1 กรอบนโยบายและ mandate โดยคำยืนยันของหัวหน้าอนุทินถูกแปลงเป็นเงื่อนไขกำกับการยกร่าง คือ “ห้ามแตะหมวด 1 และ 2” ตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการ

ชั้นที่ 2 ด้านกลไกรัฐสภา ซึ่งแม้จะสมมุติว่ามีความพยายามฝ่าฝืนกรอบดังกล่าว การแก้ที่กระทบหมวด 1 และ 2 และหมวดองค์กรสำคัญ ต้องใช้เสียง สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ซึ่งในทางข้อเท็จจริงทางการเมือง แทบเป็นไปไม่ได้เลย

ชั้นที่ 3 อำนาจประชาชนผ่านประชามติ อันถือเป็นด่านสำคัญสุดท้าย ที่ต่อให้ผ่านกลไกรัฐสภาได้ ยังต้องผ่านประชามติของประชาชนอีกถึง 2 ครั้ง คือตอนแก้ไขมาตรา 256 ใหม่หนึ่งครั้ง และตอนที่ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแล้วเสร็จเป็นประชามติครั้งที่ 3 อีกหนึ่งครั้ง ซึ่งในสภาพสังคมการเมืองและวัฒนธรรมของไทย ไม่มีความเป็นไปได้ในเชิงนโยบายเกี่ยวกับประเด็นอันเป็นห่วงนี้ที่ประชาชนจะให้ความเห็นชอบ

“ผมเองขอยืนยันด้วยความเคารพในความเห็นต่อข้อห่วงใยว่า ในทางทฤษฎีรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กำลังทำคือการเปลี่ยน “วิธีการแก้” จากการแก้รายมาตรา มาเป็นการยกร่างใหม่ภายใต้กรอบ (constrained comprehensive revision) ไม่ใช่การเปิดอำนาจแบบไร้ขอบเขต แต่เป็น กระบวนการที่ถูกล็อกกรอบไว้ทั้งทางการเมือง ทางรัฐสภา และโดยประชาชนครับ จึงขอการสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงไปสู่รัฐธรรมนูญฉบับของประชาชนเหมือนกับที่เราเคยมีมาแล้วในปี 2540 เป็นฉบับใหม่ในครั้งนี้ด้วยครับ”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) รับมอบเงินบริจาค จากคุณนิกร จำนง ในนามมารดา คุณแฉล้ม จำนง เพื่อเสริมสร้างสวัสดิภาพสุนัขจรจัด

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569  ณ ชาติไทยคอฟฟี่ ถ.พิชัย เขตดุสิต สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA)

'ศุภชัย' ได้ทีขย้ำ 'น้องน้ำแข็ง-ศิริโชค' อย่าเอาคำว่าตรวจสอบทุจริตมาเป็นข้ออ้างให้ข่าวปลอม

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความว่า สลิปปลอม 7 ล้าน! แชร์กันสนุก อวยกัน สุดท้าย ใครจะรับผิดชอบ?

โปรแกรม‘อนุทิน’แน่นตลอดพ.ย. ซักฟอกส่อจืด ฤกษ์สะดวกต้นธ.ค.

สัปดาห์นี้ไม่มี อภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะตกลงกรอบเวลากันไม่ได้ ฝ่ายค้านต้องการ 5 วัน ขณะที่รัฐบาลให้ได้ 4 วัน คุยกันไม่รู้เรื่อง สุดท้ายต้องเจรจากำหนดกันใหม่อีกรอบ

'ไอเดียร์' ไม่กังวล 'โรม' เตรียมให้ข้อมูลดีเอสไอ ปมสามีถือหุ้นเว็บพนัน

’สุชาดา’ ไม่กังวล ‘โรม’ เตรียมเข้าให้ข้อมูล DSI ปม สามีถือหุ้นเว็บพนัน อุบเงียบจะเข้าชี้แจง กมธ.กฎหมาย หรือไม่

ดร.ณัฏฐ์ ฟันธงซักฟอก 18 รมต. ฝ่ายค้านเหนื่อยฟรี ชี้ 'ภูมิใจไทย' กุมเกม

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชนได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เกี่ยวกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล

อนุทินเสริมทัพงานข่าว เปิดชื่อคนสื่อ-ผู้ประกาศ บนเส้นทางถนนการเมือง

การเมืองทั่วโลกสิ่งสำคัญคือ "กระแส" ที่เกิดจากสงครามข้อมูลข่าวสาร เพราะเห็นกันมาแล้วทั้งการเมืองไทย-การเมืองโลก กระแส-ข้อมูลข่าวสาร ทำให้คนขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศได้ ขณะเดียวกันก็ล้มผู้นำ-ล้มรัฐบาลได้เช่นกัน