นายกฯอนุทิน ร่วมประชุม AZEC รับมือวิกฤตสงคราม ชี้ไทยมีมาตรการป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง

นายกฯอนุทิน ร่วมประชุม AZEC Plus ย้ำความร่วมมือพลังงานภูมิภาค ดันเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด-Net Zero

15 เมษายน 2569 - เวลา 13.00 น. ณ ห้องโดม ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของนางทากาอิจิ ซานาเอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในฐานะประธานการประชุม

โดย AZEC เป็นการประชุมที่ญี่ปุ่นริเริ่มขึ้นในปี 2565 เพื่อรับมือกับความมั่นคงทางพลังงาน โดยการประชุมฯ ปีนี้มีผู้นำจากประเทศสมาชิก AZEC อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ติมอร์เลสเต บังกลาเทศ และไทย รวมถึงผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย บรูไน อินเดีย ศรีลังกา และจากองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) และธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เข้าร่วมการประชุมฯ ด้วย

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ประกาศข้อริเริ่มใหม่เพื่อสนับสนุนประเทศสมาชิก AZEC โดยจะจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับการจัดหาน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป และสินค้าจำเป็น รวมถึงมาตรการสนับสนุนด้านการคลัง พร้อมทั้งเสนอการยกระดับความร่วมมือสู่ “AZEC 2.0” เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน (energy resiliency) ในระยะยาวให้กับประเทศสมาชิก

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในที่ประชุมฯ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือในระดับภูมิภาค ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เผชิญความผันผวนด้านพลังงานและผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมโยงระหว่างประเทศเป็นความจำเป็น และความมั่นคงทางทะเลมีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารของโลก

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้หลายประเทศจะมีมาตรการรับมือในทิศทางคล้ายคลึงกัน แต่มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยอาเซียนได้มีการหารือในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ และจะสานต่อในเวทีผู้นำอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือกับญี่ปุ่นในการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและเสริมความยืดหยุ่นในจุดที่สำคัญ

ในระยะสั้น นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงาน และการใช้กลไกความร่วมมือเพื่อบรรเทาผลกระทบ ขณะที่ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงภายในประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสำหรับประชาชน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนเป็นสำคัญ โดยมุ่งให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการลดภาระค่าครองชีพจากผลกระทบของราคาพลังงานโลก

ในระยะยาว นายกรัฐมนตรีเห็นว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยประเทศไทยได้เดินหน้าส่งเสริมพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ การขยายพลังงานแสงอาทิตย์ และการเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานพลังงานหมุนเวียนในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)

ประเทศไทยยินดีต่อบทบาทนำของญี่ปุ่น และสนับสนุนทั้งมาตรการระยะสั้นและแนวทางพัฒนา AZEC 2.0 โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับญี่ปุ่นและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับมือวิกฤตและสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืนในอนาคต

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯหนู ย้ำหลังจากนี้จะให้สัมภาษณ์เพียงสัปดาห์ละครั้ง

นายกฯ มอบ "นรสิงห์ปราบมาร" พร้อมแจกคาถาหลวงปู่มั่น แก่สื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ทำท่าอ้าปากปิดหู บอก ”หูอื้อไม่ได้ยิน“ หลังถูกถามปม “ชาดา” แจกตังค์ วันผู้สูงอายุ

นายกฯ พร้อมเดินหน้า 'คนละครึ่ง' เร็วที่สุด

นายกฯ ย้ำยังติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด แม้ไทยไม่ขาดแคลนน้ำมัน แต่ต้องบริหารให้มีความมั่นคง พร้อมเดินหน้า ”คนละครึ่ง“ เร็วที่สุด แย้ม “พลัสมากกว่าครั้งที่แล้ว ”หลัง ”ศิริกัญญา“ ออกมาค้าน บอก เข้าใจบทบาทฝ่ายค้าน เดินเครื่องสินค้าราคาถูกกระจายทุกอำเภอ

'วีระยุทธ' ข้องใจรัฐบาลให้สิทธิพิเศษ 'ผู้รับเหมา' เหนือทุกกลุ่มในวิกฤตน้ำมัน

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งข้อสังเกตถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการชุดใหญ่ที่รัฐบาลออกมาตรการเมื่อวันที่ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา

นักธุรกิจชื่อดังโคราช ชี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ 'วิกฤตพลังงาน' แต่คือ 'วิกฤตความจริง' ที่ผู้นำรัฐบาลยังไม่ได้พูด

นายมารุต ชุ่มขุนทด นักธุรกิจชาวนครราชสีมา เผยแพร่บทความหัวข้อ "สงกรานต์นี้รัฐพยายามประคอง แต่หลังสงกรานต์นี้คือสิ่งที่พวกเราต้องเผชิญ" ซึ่งมีผู้อ่าน 1.4 ล้านคน มีผู้แชร์ 4.1 พันครั้ง เนื้อหามีดังนี้