
‘อภิสิทธิ์”‘จัดหนักกลางสภา อัดรัฐบาลเมินกฎหมายภาคประชาชน ช่วงเลือกตั้งบอกรัก อสม. พอได้เป็นกลับทิ้ง จี้เคารพมติประชาชนแก้ รธน. หวั่นตั้งต้นใหม่สร้างความขัดแย้งประเด็นละเอียดอ่อนอีกครั้ง
15 พ.ค. 2569 – ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ 1 ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม วาระเรื่องด่วนคือการให้ความเห็นชอบให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ตามมาตรา 147 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เมื่อเวลา 10.14 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า ตนสนับสนุนผู้นำฝ่ายค้านที่พูดไปสักครู่ว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเทคนิคทางกฎหมายผู้ที่ต้องมาชี้แจงความจริงคือหัวหน้ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ในการรักษาการตามกฎหมายต่าง ๆ มากกว่า เพราะเรากำลังถามถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการผลักดันงานทางด้านนิติบัญญัติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอสนับสนุนรัฐบาลต่อกฎหมายหลายฉบับที่ได้ยืนยันมาในวันนี้ กฎหมายฉบับแรกคือ กฎหมายการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและให้บริการแก่ประชาชน ฉบับที่ 2 คือกฎหมายล้มละลาย ซึ่งจะเป็นการช่วยเรื่องการฟื้นฟูกิจการ โดยเฉพาะกลุ่มคนหรือผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งที่ปัจจุบันไม่สามารถทำเรื่องนี้ได้ ซึ่งอยากสนับสนุนให้ปฏิบัติได้จริง
ฉบับที่ 3 คือกฎหมายแข่งขันทางการค้า คือการแก้ปัญหาการผูกขาด ที่ไปติดขัดอยู่ตรงคำนิยามว่าผู้ประกอบการนั้นมีอำนาจเหนือตลาดหรือไม่ ทำให้หลายเรื่องเสียเวลาไปกับการพิสูจน์ว่า ผู้ประกอบการเหล่านั้นมีอำนาจเหนือตลาดจริงหรือไม่ ตนเห็นว่าต้องเสริมให้คณะกรรมการตามกฎหมายการแข่งขันทางการค้าสามารถมีอำนาจ เข้าไปดำเนินการได้โดยไม่ต้องพิสูจน์การมีอำนาจเหนือตลาด ที่ผ่านมาเราเห็นปัญหาการผูกขาดจากพฤติกรรม ซึ่งไม่ได้อยู่ในตัวกฎหมาย คือการที่ทุนใหญ่ โดยเฉพาะทุนต่างชาติที่สายป่านยาวกว่าเข้ามาทำธุรกิจลักษณะยอมขาดทุนเพื่อทำให้คู่แข่งหายไปจากตลาดทั้งหมด และเมื่อผูกขาดแล้วก็จะขึ้นราคา อย่างในแพลตฟอร์มต่าง ๆ
ฉบับที่ 4 คือเรื่องกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งดีใจที่รัฐบาลเดินหน้าต่อแต่ก็อยากบอกว่ากฎหมายฉบับนี้หลายมาตรา ดูมีข้อถกเถียงกันอยู่พอสมควร ซึ่งสภาต้องพิจารณากันด้วยความรอบคอบ และฉบับที่ 5 กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องบุคลากรทางการศึกษา ที่ต้องทำให้สอดคล้องกับกฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่ต้องมีการผลักดันต่อไป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ตนตั้งข้อสังเกตคือบรรดากฎหมายที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ยืนยัน เพราะตนมีความวิตกกังวลว่าบ่งบอกบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับแนวคิดหรือทัศนคติของรัฐบาล เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของรัฐธรรมนูญ
“ความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี แต่มีอันเป็นไปทุกครั้ง จนกระทั่งเกิดความหวังเมื่อปลายสภาชุดที่แล้ว ที่มีการไปตกลงกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองใหญ่ หรือ MOA ผมไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง แต่การที่ไม่เดินหน้าตามนั้น เดิมอาจจะเป็นเรื่องระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันแต่เมื่อมีการไปจัดทำประชามติ แล้วเสียงเห็นชอบของประชาชนจำนวนมหาศาลยืนยันมา ก็คิดว่ารัฐบาลน่าจะแสดงความเคารพเจตนารมณ์ ต่อประชามติที่รัฐบาลเป็นคนไปขอให้มีการจัดทำขึ้น ” นายอภิสิทธิ์ ระบุ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทราบดีว่าถ้ารัฐบาลยืนยัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านทันที ต้องมาตั้งต้นเรื่องการตั้งกรรมาธิการกันใหม่ แต่น่าเสียดายเพราะถ้ารัฐบาลยืนยันคิดว่าสภาก็จะย้อนกลับไปดูการพิจารณาที่ค้างอยู่ และพบว่าประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือเรื่องหมวด 1 หมวด 2 ในสภาชุดที่แล้วสามารถเดินหน้า เหมือนการประนีประนอมกันได้แล้ว
“แต่วันนี้รัฐบาลเลือกที่จะให้กระบวนการนี้ต้องไปตั้งต้นใหม่ ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นที่เป็นความละเอียดอ่อนและไม่ควรต้องมาเป็นประเด็นความขัดแย้งของสังคม ซึ่งการตัดสินใจไม่ยืนยัน ผมจึงมองว่าเป็นการไม่เคารพข้อตกลงที่เคยทำไว้ ไม่เคารพการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และมีแต่จะนำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับเข้ามาอยู่ในวังวนของความขัดแย้งซึ่งไม่ควรจะเป็นความขัดแย้งที่รัฐบาลจะส่งเสริมในสังคมนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรายงานเรื่องมลพิษ ซึ่งกฎหมายนี้ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่รัฐบาลจะไม่ยืนยัน เพราะควรเปิดโอกาสให้ประชาชนที่กว่าจะไปรวบรวมชื่อและเสนอชื่อเข้ามา และถึงขั้นที่คณะกรรมการพิจารณาเสร็จแล้วแม้จะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ทุกอย่างมันจะคลี่คลายเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายจากการตรวจสอบ แต่วันนี้รัฐบาลใจไม่กว้างพอที่จะให้กฎหมายนี้เดินต่อ สิ่งที่น่าแปลกใจที่สุดคือรัฐบาลไม่ได้ดูนโยบายของตัวเองเลยหรือ ที่เขียนเอาไว้และมาแถลงกับพวกเราว่าจะเร่งผลักดันให้ประเทศไทย เข้าไปอยู่ในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เป็นไปตามมาตรฐานที่เราจำเป็นจะต้องมีหากประสงค์จะอยู่ใน OECD จึงมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ทั้ง ๆ ที่กฎหมายสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ได้ข้อยุติในรายละเอียดระดับหนึ่งแล้ว เพียงแค่ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอท่านก็ตัดสินใจว่าไม่ให้ไปต่อ
นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอีก 3-4 ฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยัน ก็สะท้อนให้เห็นว่ามุมมองและใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาประเทศนั้นอยู่ที่ไหนอย่างไร ในกฎหมาย ที่ใช้ชื่อว่าสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ก็คือการนิรโทษกรรมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ทางการเมือง ตนไม่ได้มีปัญหากับแนวคิดนี้ เพียงแต่เปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้ประโยชน์กฎหมายฉบับนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งคือนักการเมือง และอดีตนักการเมือง ตรงนี้ท่านให้เดินต่อ แต่กฎหมายที่จะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่มีปัญหาเรื่องพื้นที่ทำกิน รัฐบาลกลับไม่ให้ไปต่อ
“กลายเป็นว่ากฎหมายที่ประชาชนลงประชามติอยากให้เดินหน้ากฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอกฎหมายที่คนเดือดร้อนจริง ๆ คือประชาชนล้วนๆ รัฐบาลกลับตัดสินใจว่าไม่เดินหน้าควรต้องไปตั้งต้นกันใหม่หมด เช่นเดียวกับกฎหมายเกี่ยวข้องกับผู้ใช้แรงงานทั้ง 2 ฉบับ รัฐบาลก็ตัดสินใจไม่ให้ไปต่อ บรรดากฎหมายที่รัฐบาลยืนยันไปหลายฉบับก็มีปัญหาอยู่เหมือนกัน จะมาอ้างเพียงแค่ว่ายังมีความเห็นที่แตกต่างแล้วไม่ยืนยันคงไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่แท้จริง การที่รัฐบาล ตัดสินใจไม่ยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงานย่อมแสดงให้เห็นว่า การใส่ใจปัญหาของผู้ที่เป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจกลับถูกมองข้ามไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ฉบับสุดท้ายที่อยากทวงถามคือกฎหมายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ไม่น่าเชื่อทำไมช่วงเลือกตั้งทุกคนรัก อสม. หมดเลย แต่เลือกตั้งเสร็จ นโยบายรัฐบาลก็ไม่เขียนถึง กฎหมายซึ่งเคยผลักดันไป จนจะทำให้มีการยกระดับสถานะ หรือปรับปรุงสวัสดิการก็กลับถูกทิ้งอีกทั้ง ๆ ที่ อสม. คือกลุ่มคนที่ทั่วโลกมองเป็นแบบอย่าง ทำไมจึงต้องกลับไปตั้งต้นใหม่
“เป็นเรื่องที่วัดกันว่าทิศทางแนวคิดทัศนคติของรัฐบาล ในการทำงานด้านนิติบัญญัติที่มีความสัมพันธ์กับตัวแทนของประชาชนและภาคประชาชนคืออะไรขอบคุณสำหรับกฎหมายทุกฉบับที่รัฐบาลเสนอยืนยันให้ไปต่อ และพร้อมที่จะให้การสนับสนุน แต่เสียดายและอยากให้ทางรัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิด ว่าแม้ท่านจะมีอำนาจบริหารแต่ท่านมาจากที่นี่ และที่นี่มาจากประชาชน อะไรที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว ให้โอกาสเขาได้ทำสิ่งเหล่านี้และขอให้คิดถึงกลุ่มคนเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ถูกมองข้ามอยู่ตลอดเวลา จะถือได้ว่าเราได้ทำหน้าที่ของการเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'โฆษกรัฐบาล' เผย 29 ก.ย. กทม. ฝนตกน้อย เคลื่อนไปกาญจน์ ชง ครม. เยียวยาน้ำท่วม
‘โฆษกรัฐบาล’ เผยพรุ่งนี้ กทม.ฝนตกน้อย แต่บางชุมชนน้ำสูง เร่งระบายออก ยังเฝ้าระวัง 9 เขต ชี้ฝนเคลื่อนไปเมืองกาญจน์ เตือน 4 อำเภอเพชรบุรี ติดตามข้อมูลรัฐ จ่อชง ครม. เคาะกรอบเยียวยา
'วิปรัฐบาล' เตรียมชงญัตติด่วน ถกแก้ปัญหาน้ำท่วม เปิดทาง 'สส.' เสนอความเห็นส่งรัฐบาล
วิปรัฐบาล เตรียมชงญัตติด่วน ถกปมน้ำท่วม-แก้ไข ให้ ‘สส.’ เสนอแนะส่งรัฐบาล ย้ำ ‘นายกฯ’ ไม่นิ่งเฉยสั่งการให้ รมต. ดูแลพื้นที่ใกล้ชิด มองกระแสลบแก้ไขได้ ผ่านการเยียวยา-ฟื้นฟูโดยเร็ว
'อภิสิทธิ์-ชวน' นำ ปชป. เร่งบรรจุถุงยังชีพ ช่วยวิกฤตน้ำท่วมกรุง
น้ำไม่ลด ประชาธิปัตย์ไม่ทิ้ง 'อภิสิทธิ์-ชวน' นำทีม ปชป. – มูลนิธิ ม.ร.ว.เสนีย์ฯ ระดมกำลังเร่งบรรจุถุงยังชีพ ช่วยวิกฤตน้ำท่วมทั่วกรุง
'ปลัด มท.' สั่งช่วยด่วน 6 เรื่อง ส่งอาหารถึงมือผู้ประสบภัยจนกว่าน้ำลด
'ปลัด มท.' สั่ง 'สถ.-พช.-โยธาฯ' ระดมรถสุขาเคลื่อนที่ รถประกอบอาหาร ช่วยผู้ประสบอุทกภัย พร้อมตั้ง 2 ผู้ตรวจ มท. เป็น Project Manager หนุน กทม. บรรเทาผลกระทบประชาชน
นายกฯ ประชุมด่วน! แก้น้ำท่วม กทม. สั่งระดมทุกหน่วยเร่งระบายน้ำ–เข้าถึงปชช.ทุกพื้นที่
นายกฯ เรียกประชุมด่วนแก้น้ำท่วมกทม. สั่งระดมทุกหน่วยเร่งระบายน้ำ–เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่ ย้ำจุดเดือดร้อนหนักต้องช่วยก่อน พร้อมสั่งเตรียมงบเยียวยาเบื้องต้น
'อนุทิน' หารือ 'เอกนิติ-เสธ.ทบ.-ชัชชาติ' ก่อนลุยพื้นที่น้ำท่วมรอบ 2
นายกฯ เรียก 'เอกนิติ-เสธ.ทบ.-ชัชชาติ' หารือสถานการณ์น้ำท่วม ขอใช้รถทหารช่วยขนส่งประชาชน-เครื่องอุปโภคบริโภค ในจุดน้ำท่วมสูง

