
บุหรี่ในวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องรสชาติหรือรูปแบบผลิตภัณฑ์ แต่กำลังเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนขึ้น เมื่อผลิตภัณฑ์นิโคตินถูกพัฒนาให้มีรูปลักษณ์น่าดึงดูด กลิ่นและรสชาติหลากหลาย ตลอดจนใช้ช่องทางดิจิทัลเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่ยังขาดประสบการณ์ในการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงการเริ่มสูบ แต่คือการทำให้การทดลองเพียงครั้งเดียวพัฒนาไปสู่การเสพติดที่เลิกได้ยาก
ความท้าทายดังกล่าวทำให้การควบคุมยาสูบในยุคปัจจุบันไม่อาจพึ่งพาการให้ความรู้เรื่องพิษภัยของบุหรี่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การตลาด การบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงการคุ้มครองกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณสุขไม่ให้ถูกครอบงำด้วยผลประโยชน์ทางการค้า
ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในหัวใจของการแลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO FCTC เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 ณ สำนักงาน สสส. กรุงเทพฯ โดยนายแอนดรูว์ แบล็ก (Mr.Andrew Black) หัวหน้าสำนักเลขาธิการ WHO FCTC พร้อมคณะผู้แทนและเครือข่ายศูนย์ความรู้ระดับโลก รวม 17 คน ได้หารือแลกเปลี่ยนบทเรียนการควบคุมยาสูบของไทย กลไกการเงินเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ และแนวทางปกป้องนโยบายสาธารณสุขจากการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. พร้อมด้วย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. และ ศ.ดร.นันทวรรณ วิจิตรวาทการ ผู้อำนวยการศูนย์ความรู้ WHO FCTC ให้การต้อนรับคณะผู้แทน โดยการหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การควบคุมยาสูบให้เกิดผลอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องมีทั้งมาตรการด้านสุขภาพที่เข้มแข็ง กลไกการเงินที่มั่นคง และระบบธรรมาภิบาลที่ทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายตั้งอยู่บนประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
บุหรี่ยุคใหม่กับกลยุทธ์ดึงนักสูบหน้าใหม่
หนึ่งในประเด็นที่สังคมต้องทำความเข้าใจ คือเหตุใดบุหรี่และผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่จึงสามารถดึงดูดเด็กและเยาวชนได้มากขึ้น ทั้งที่ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของการสูบบุหรี่มีการเผยแพร่มาอย่างต่อเนื่อง
คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความรู้สึกของผู้ใช้ ตั้งแต่รูปลักษณ์ สีสัน กลิ่น รสชาติ ไปจนถึงการออกแบบที่สะดวกต่อการพกพาและใช้งาน ขณะเดียวกัน สารปรุงแต่งบางชนิดอาจช่วยเปลี่ยนรสชาติหรือความรู้สึกระคายเคือง ทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มรับผลิตภัณฑ์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน
บุหรี่ไฟฟ้าที่มีรสชาติและกลิ่นให้เลือกหลากหลาย จึงเป็นโจทย์สำคัญของการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ เพราะความรู้สึกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ทันสมัย มีกลิ่นหอม หรือแตกต่างจากบุหรี่ทั่วไป อาจทำให้ผู้ใช้ประเมินอันตรายต่ำกว่าความเป็นจริง ทั้งที่ผลิตภัณฑ์จำนวนมากมีนิโคติน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการพึ่งพาและการเสพติดได้
นิโคตินออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและสมอง ทำให้เกิดความรู้สึกพึงพอใจชั่วคราว และเมื่อใช้ซ้ำอาจเกิดการพึ่งพาสารดังกล่าว ผู้ใช้จึงต้องการนิโคตินอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รับความรู้สึกเดิมหรือบรรเทาอาการไม่สบายจากการขาดสาร การเลิกสูบจึงไม่ใช่เรื่องของความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางชีวภาพ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมรอบตัวด้วย
สำหรับเด็กและวัยรุ่น ความเสี่ยงยิ่งต้องได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษ เนื่องจากสมองยังอยู่ระหว่างพัฒนาการ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การควบคุมแรงกระตุ้น และการตัดสินใจ การได้รับนิโคตินในช่วงวัยนี้จึงอาจส่งผลต่อการพัฒนาของสมอง การเรียนรู้ สมาธิ และการควบคุมตนเอง อีกทั้งอาจทำให้เกิดการพึ่งพานิโคตินได้ง่าย
สิ่งที่ผู้ปกครองควรตระหนักคือ การทดลองสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ใช่พฤติกรรมที่ปราศจากความเสี่ยง และไม่ควรมองว่าเป็นเพียงกระแสชั่วคราวของวัยรุ่น การเปิดโอกาสให้ลูกหลานทดลองอาจทำให้พวกเขาเริ่มสัมผัสสารนิโคตินโดยไม่เข้าใจผลกระทบที่ตามมา อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทุกคนจะหันไปใช้ยาเสพติดชนิดอื่น แต่ควรป้องกันการเริ่มใช้นิโคตินตั้งแต่ต้น และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์
นอกจากตัวผลิตภัณฑ์แล้ว การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์และช่องทางดิจิทัลยังทำให้การควบคุมยาสูบมีความซับซ้อนขึ้น ข้อมูลโฆษณาและเนื้อหาที่สร้างภาพลักษณ์เชิงบวกอาจแทรกอยู่ในความบันเทิงหรือกิจกรรมที่เยาวชนติดตาม ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการสื่อสารทางการตลาดกับเนื้อหาทั่วไปไม่ชัดเจน การสร้างภูมิคุ้มกันจึงต้องทำควบคู่กันทั้งในครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และระดับนโยบาย
มาตรา 5.3 กลไกคุ้มครองนโยบายสุขภาพจากผลประโยชน์ทางการค้า
เมื่อผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบจึงต้องมีหลักประกันว่า การตัดสินใจของภาครัฐจะตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิชาการและประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชน ไม่ถูกชี้นำด้วยผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมที่มีส่วนได้เสียโดยตรง
นี่คือสาระสำคัญของมาตรา 5.3 แห่งกรอบอนุสัญญา WHO FCTC ซึ่งกำหนดให้ภาคีคุ้มครองนโยบายสาธารณสุขด้านการควบคุมยาสูบจากผลประโยชน์ทางการค้าและผลประโยชน์อื่นของอุตสาหกรรมยาสูบ
ในทางปฏิบัติ หลักการดังกล่าวหมายถึงการสร้างระบบที่โปร่งใสในการติดต่อระหว่างหน่วยงานรัฐกับอุตสาหกรรมยาสูบ การป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้กระบวนการกำหนดนโยบายสามารถตรวจสอบได้ และไม่เปิดช่องให้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มเข้ามาอยู่เหนือประโยชน์สาธารณะ
นพ.พงศ์เทพกล่าวว่า การขับเคลื่อนมาตรการควบคุมยาสูบอย่างต่อเนื่องไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพัฒนามาตรการด้านสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะด้วย โดยเฉพาะการป้องกันการแทรกแซงจากอุตสาหกรรมยาสูบ การสร้างความโปร่งใส และการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
ขณะเดียวกัน ความท้าทายจากบุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่ และการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลที่มุ่งเข้าถึงเด็กและเยาวชน ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลและบทเรียนกับประเทศต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มาตรการรับมือเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางการตลาด
การคุ้มครองนโยบายสาธารณสุขจึงไม่ได้หมายถึงการปิดกั้นการทำงานของหน่วยงานรัฐ แต่เป็นการวางหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อให้การตัดสินใจเกี่ยวกับสุขภาพของประชาชนเป็นไปอย่างมีอิสระ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินงานควบคุมยาสูบในระยะยาว
สสส.กับโมเดลเงินทุนสร้างเสริมสุขภาพที่ต่อเนื่อง
อีกประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากคณะผู้แทน WHO FCTC คือกลไกการเงินของ สสส. ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้การทำงานสร้างเสริมสุขภาพของไทยสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
สสส.จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 โดยมีกลไกจัดเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ Earmarked Tax จากภาษีสุราและยาสูบเพิ่มเติมในอัตรา 2% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อนำรายได้มาสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพโดยเฉพาะ
จุดเด่นของกลไกนี้คือการสร้างแหล่งเงินทุนที่มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ ช่วยให้การลงทุนด้านการป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพไม่ต้องพึ่งพางบประมาณรายโครงการเพียงอย่างเดียว อีกทั้งเปิดโอกาสให้หน่วยงานและเครือข่ายภาคประชาสังคมสามารถวางแผนดำเนินงานในระยะยาวได้
แทนที่จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานให้บริการรักษาพยาบาลโดยตรง สสส.เน้นการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัย ภาคประชาสังคม ชุมชน และเครือข่ายต่างๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรมทางสังคม และผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
การควบคุมยาสูบเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่สะท้อนรูปแบบการทำงานดังกล่าว เพราะการลดจำนวนผู้สูบบุหรี่ไม่สามารถอาศัยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเชื่อมโยงมาตรการด้านกฎหมาย การสื่อสารสาธารณะ การสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ การสนับสนุนบริการช่วยเลิกบุหรี่ ตลอดจนการป้องกันการเริ่มสูบในสถานศึกษาและชุมชน
นอกจากนี้ การผลักดันคำเตือนสุขภาพบนซองบุหรี่และบรรจุภัณฑ์แบบเรียบ ยังเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางลดความดึงดูดของผลิตภัณฑ์ ขณะที่การสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนช่วยให้ผู้บริโภครับรู้ถึงอันตรายและตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้น
สำหรับการจัดสรรเงินทุนเพื่อควบคุมยาสูบ ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงมีงบประมาณมากน้อยเท่าใด แต่ต้องสามารถนำทรัพยากรไปใช้ให้เกิดผลจริง มีระบบติดตามประเมินผล และตรวจสอบความคุ้มค่าได้ การมีแหล่งเงินทุนที่มั่นคงจึงต้องเดินควบคู่กับหลักธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อสาธารณะ
ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา สสส.ดำเนินงานสร้างเสริมสุขภาพ โดยมีคณะกรรมการประเมินผลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี ทำหน้าที่ติดตามผลลัพธ์และตรวจสอบความคุ้มค่าของการดำเนินงาน แนวทางดังกล่าวช่วยให้ สสส.ทำหน้าที่เป็นกลไกสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ และเชื่อมโยงพลังจากหลายภาคส่วน โดยยึดแนวคิด “สร้าง นำ ซ่อม” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชน เริ่มจากห้องเรียนและชุมชน
แม้มาตรการระดับนโยบายจะมีความสำคัญ แต่การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ให้ได้ผลจำเป็นต้องเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อาจได้รับอิทธิพลจากเพื่อน สื่อออนไลน์ และภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำเสนอในรูปแบบทันสมัย
สสส.จึงสนับสนุนภาคีเครือข่ายให้ร่วมกันจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างสรรค์ เพื่อป้องกันการเริ่มสูบบุหรี่ในสถานศึกษาและชุมชน หนึ่งในกลไกสำคัญคือเครือข่ายเยาวชน Gen Z Gen Strong ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งขับเคลื่อนกิจกรรมใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมุ่งให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมปลอดบุหรี่ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับสารจากการรณรงค์เท่านั้น
การสร้างความรู้เท่าทันทำได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การสอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าในหลักสูตรการเรียนการสอน การขับเคลื่อนโรงเรียนปลอดบุหรี่ ไปจนถึงกิจกรรมนอกหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้นักเรียนค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ผลกระทบ และสื่อสารสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง
กระบวนการเรียนรู้เช่นนี้มีความสำคัญ เพราะเมื่อเด็กและเยาวชนได้ค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง พวกเขาจะมีโอกาสทำความเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังคำเตือนเกี่ยวกับบุหรี่ มากกว่าการจดจำเพียงว่าผู้ใหญ่ห้ามสูบ การฝึกคิดวิเคราะห์ยังช่วยให้สามารถตั้งคำถามกับข้อมูลโฆษณาและเนื้อหาในสื่อออนไลน์ที่อาจทำให้ผลิตภัณฑ์ดูปลอดภัยหรือเป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน
อีกด้านหนึ่ง การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ต้องให้ความสำคัญกับผู้ที่เริ่มสูบไปแล้วด้วย เพราะการให้ข้อมูลอย่างเหมาะสม การสนับสนุนจากครอบครัว และการเข้าถึงบริการช่วยเลิกบุหรี่ ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้สูบมีโอกาสเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้
การสื่อสารกับเยาวชนจึงควรตั้งอยู่บนความเข้าใจ ไม่ตีตราหรือตำหนิผู้ที่เคยทดลองสูบ แต่ช่วยให้มองเห็นผลกระทบและมีทางเลือกในการขอความช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูควรเปิดพื้นที่ให้เด็กกล้าปรึกษาเมื่อเผชิญแรงกดดันจากเพื่อนหรือพบการชักชวนให้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์นิโคติน
หากการสร้างความรู้เท่าทันเกิดขึ้นพร้อมกับสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการไม่สูบ โอกาสที่เด็กและเยาวชนจะปฏิเสธการชักชวนก็มีมากขึ้น การป้องกันจึงไม่ใช่หน้าที่ของเยาวชนเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง และภาครัฐ
WHO FCTC ชื่นชมไทย พร้อมต่อยอดความร่วมมือระดับโลก
นายแอนดรูว์ แบล็ก หัวหน้าสำนักเลขาธิการ WHO FCTC แสดงความชื่นชมรูปแบบองค์กรและการดำเนินงานของ สสส. โดยเห็นว่าเป็นต้นแบบที่มีความโดดเด่นด้านการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ พร้อมกล่าวถึงความเหมาะสมของการที่ สสส.ได้รับรางวัลเนลสัน แมนเดลา เพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ในปี 2564
นายแอนดรูว์ระบุว่า แหล่งเงินทุนที่เพียงพอและยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของการควบคุมยาสูบ สอดคล้องกับมาตรา 26 ของอนุสัญญา WHO FCTC ซึ่งให้ความสำคัญกับทรัพยากรทางการเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของประเทศสมาชิก ขณะที่มาตรา 6 เปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกพิจารณามาตรการด้านภาษียาสูบ และการจัดสรรรายได้เพื่อสนับสนุนการควบคุมยาสูบ การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ตามบริบทและกฎหมายของแต่ละประเทศ
การยกย่องกลไกของ สสส.จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสำเร็จขององค์กรไทย แต่ยังชี้ให้เห็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศต่างๆ ว่า การสร้างระบบป้องกันโรคที่เข้มแข็งต้องมีทั้งนโยบายที่ชัดเจน แหล่งเงินทุนที่ต่อเนื่อง และเครือข่ายการทำงานที่เชื่อมโยงกันได้จริง
นายแอนดรูว์กล่าวว่า “ขอบคุณและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้มาเยือนและได้แลกเปลี่ยนการทำงานกับ สสส. (ThaiHealth) สสส.ถือเป็นต้นแบบความเป็นเลิศระดับโลกในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างมีความหมายและมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยมีความก้าวหน้าเกิดขึ้นอย่างมากในด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ และ สสส.ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้านั้น ดังนั้นผมจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ สสส. และเชื่อมั่นจริงๆ ว่านี่คือต้นแบบที่ยอดเยี่ยมที่รัฐบาลในประเทศอื่นๆ สามารถนำไปปฏิบัติตามได้”
คำชื่นชมดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางความร่วมมือที่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องการต่อยอด โดย สสส.เสนอแนวทางที่มุ่งให้เกิดผลในทางปฏิบัติ อาทิ การจัดทำเอกสารสรุปบทเรียนหรือกรณีศึกษาเกี่ยวกับกลไกการเงินเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพอย่างยั่งยืน และการจัดเวทีวิชาการร่วมกันเกี่ยวกับการนำมาตรา 5.3 ไปใช้เพื่อคุ้มครองนโยบายสาธารณะจากการแทรกแซงของอุตสาหกรรมยาสูบ
ข้อเสนอเหล่านี้ยังเป็นประเด็นสำหรับหารือรายละเอียดร่วมกันต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาองค์ความรู้และเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกในการขับเคลื่อนอนุสัญญา WHO FCTC อย่างมีประสิทธิภาพ
จากต้นแบบประเทศไทยสู่การปกป้องสุขภาพคนรุ่นใหม่
บทเรียนสำคัญจากการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ คือการควบคุมยาสูบไม่ใช่ภารกิจที่จบลงเมื่อมีกฎหมายหรือคำเตือนสุขภาพบนบรรจุภัณฑ์ เพราะอุตสาหกรรมยังสามารถปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์และช่องทางการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เด็กและเยาวชนยังคงเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ
การรับมือจึงต้องเดินหน้าในหลายระดับพร้อมกัน ตั้งแต่การทำให้ประชาชนเข้าใจอันตรายของนิโคติน การลดความดึงดูดของผลิตภัณฑ์ การป้องกันการเข้าถึงของเด็กและเยาวชน การพัฒนาบริการช่วยเลิกบุหรี่ ไปจนถึงการสร้างระบบนโยบายที่โปร่งใสและไม่เปิดช่องให้ผลประโยชน์ทางการค้ามาอยู่เหนือสุขภาพของประชาชน
ขณะเดียวกัน การมีแหล่งเงินทุนที่มั่นคงช่วยให้การทำงานป้องกันโรคไม่ต้องหยุดชะงัก และสามารถสนับสนุนภาคีเครือข่ายให้ทำงานร่วมกันได้ในระยะยาว แต่ความยั่งยืนของกลไกการเงินต้องมาพร้อมการประเมินผลที่ตรวจสอบได้ เพื่อให้ทรัพยากรที่มีอยู่สร้างประโยชน์ต่อประชาชนอย่างคุ้มค่า
การได้รับการยอมรับจาก WHO FCTC จึงเป็นทั้งกำลังใจและโจทย์สำคัญสำหรับประเทศไทยในการรักษาความก้าวหน้า ตลอดจนพัฒนามาตรการให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินยุคใหม่
ท้ายที่สุด การสร้างสังคมปลอดบุหรี่ไม่ได้หมายถึงการรณรงค์ให้คนเลิกสูบเท่านั้น แต่ต้องทำให้เด็กและเยาวชนไม่ต้องเริ่มสูบตั้งแต่แรก ผู้ที่สูบอยู่แล้วเข้าถึงความช่วยเหลือได้ และทุกคนสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ โดยมีนโยบายสาธารณะที่ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง
นี่คือภารกิจที่ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความร่วมมือ และความต่อเนื่อง และเป็นเหตุผลว่าทำไมโมเดลการสร้างเสริมสุขภาพของไทยจึงได้รับความสนใจในเวทีระดับโลก พร้อมเป็นโอกาสให้ประเทศไทยต่อยอดบทเรียนของตนเองไปสู่ความร่วมมือที่กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องสุขภาพของคนรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"สมาพันธ์ฯ" ออกแถลงการณ์โต้ "เอกภพ" โฆษก รบ. หลังโพสต์แขวะใช้เงินภาษีจัดประชุมกินหรูอยู่สบาย ยันประชุมสนับสนุนนโยบายควบคุมยาสูบระดับจังหวัดของ สธ. แจงสถานที่เป็นของพันธมิตรภาคเอกชน ไม่ได้ใช้งบ สสส.
เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2569 สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 25 ต.ค. ที่ผ่านมา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงกรณี นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
WHO ส่งจม.เปิดผนึก ถึง 'นายกฯอนุทิน' หนุนรบ. คงเสถียรภาพการเงินการคลัง 'กองทุนสสส.'
WHO ส่ง จม.เปิดผนึกถึงนายกฯ อนุทิน คงเสถียรภาพการเงินการคลังกองทุน สสส. แนะคงภาษีเหล้า-บุหรี่ สร้างงานสร้างเสริมสุขภาวะให้ต่อเนื่องต่อยอด ยก สสส. ต้นแบบนวัตกรรม การลงทุนสร้างเสริมสุขภาพ-ป้องกันโรคที่ยั่งยืน อธิการบดีมหิดล เห็นพ้องจี้รัฐบาลเปลี่ยนท่าทีฟังเสียงประชาชน
ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส. งบกองทุน 4,000 ล้านต่อปี คุ้มค่า-ตรวจสอบได้
จากกรณีพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกับ สส.ของพรรคลงชื่อเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือกฎหมายกองทุน สสส." ที่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย สสส.ฉบับปัจจุบันที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2544
'สสส.' การันตีใช้งบคุ้มค่า ประเมินผล 2 มิติ 'คนได้งบ-งานกองทุน' ไร้สิทธิพิเศษ
'รองผู้จัดการสสส.' การันตี คนได้งบ-งานกองทุน ไม่มีใครได้สิทธิพิเศษวีไอพี ต้องผ่านขั้นตอนเดียวกันหมด ยืนยัน 4,000 ล้านบาทต่อปี คุ้มค่า ผ่านระบบตรวจสอบ-ประเมินผล
เครือข่ายองค์กรคนพิการบุกสภา จี้ “นายกฯอนุทิน” ถอนร่างแก้ พ.ร.บ.สสส. ชี้มติประชาชน 89.43 % ไม่เห็นด้วยแก้กฎหมายยึดภาษีบาป หวั่นกระทบโอกาสสร้างสุขภาวะคนพิการ
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 เครือข่ายองค์กรคนพิการหลากหลายประเภทความพิการเดินทางมายังอาคารรัฐสภา เพื่อยื่นแถลงการณ์เรียกร้องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ถอนร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
“60 วัน ท้าขยับปรับหวาน” ภารกิจสุขภาพที่ “ลงมือทำ” ได้ผลจริง
ถึงเวลาแล้วที่คนรักสุขภาพต้องร่วมมือกันทำภารกิจ “60 วัน ท้าขยับปรับหวาน” ภารกิจที่มีเข็มทิศชัดเจน ดูแลตัวเอง คนรอบข้าง และสังคม กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสุขภาพที่ดีกว่าเดิม

