เครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค รวมพลังทุกภาคส่วน เดินหน้าสร้างชุมชนเข้มแข็ง มุ่งสู่ความยั่งยืน

การเสริมสร้างบทบาทขององค์กรชุมชนให้มีพลังในการขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชนไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น แต่ต้องเป็นระบบที่ช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน "อนาคตของสวัสดิการชุมชน ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและพลังของประชาชน"

พิษณุโลก/วันที่ 9 - 10 กุมภาพันธ์ 2568 เครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) หรือ พอช. จัดสัมมนา “ สรุปผลงาน ประสานพลังเครือข่ายสวัสดิการ ภาคีพัฒนาสู่การบรรลุเป้าหมาย ปี 2568 ”  นำโดย    นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค กองเลขาสวัสดิการชุมชน รวมทั้งผู้แทนหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ พอช.เข้าร่วม กว่า 100 คน ณ โรงแรมเนเชอรัลปาร์ค รีสอร์ท อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก

นายอนุกูล ปีดแก้ว

“สร้างสังคมที่เข้มแข็งผ่านสวัสดิการชุมชน: ปลดล็อกศักยภาพประชาชน พัฒนาอย่างยั่งยืน"

นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวถึงแนวทางสำคัญในการ ยกระดับสวัสดิการชุมชน ว่า "หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือการสร้างศักยภาพของชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้" ปรับโครงสร้างสวัสดิการชุมชน สู่การพัฒนาที่เป็นระบบ ปัจจุบัน การทำงานของระบบราชการยังมีข้อจำกัดและอาจไม่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาชุมชนที่ก้าวหน้า การแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เพียงแค่การให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องเป็นการ ส่งเสริมให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการทรัพยากรและสร้างสวัสดิการของตนเองได้

"เราต้องลดการพึ่งพาภาครัฐ และสร้างระบบสวัสดิการชุมชนที่ประชาชนสามารถบริหารจัดการเองได้" นายอนุกูลกล่าว พร้อมชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการ "บูรณาการการทำงาน" โดยภาครัฐต้องทำงานร่วมกับภาคประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการ จัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มศักยภาพของเครือข่ายชุมชน

นายอนุกูล กล่าวต่อไปอีกว่า ทิศทางใหม่ของสวัสดิการชุมชน คือการลดการพึ่งพา เพิ่มศักยภาพของประชาชน   สวัสดิการชุมชนไม่ควรเป็นเพียงแค่ระบบช่วยเหลือเฉพาะหน้า แต่ต้องเป็น "ระบบที่ยั่งยืนและหมุนเวียนได้เอง" เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ สิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินการ ได้แก่   เชื่อมโยงทรัพยากรในพื้นที่ให้ชุมชนสามารถจัดการทรัพยากรของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐมากเกินไป สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนทำให้ชาวบ้านมีบทบาทในการกำหนดแนวทางสวัสดิการของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาระบบข้อมูลชุมชนการจัดทำฐานข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและถูกต้อง จะช่วยให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ "ความสำเร็จของสวัสดิการชุมชน ไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่ได้รับจากภาครัฐ แต่อยู่ที่ชุมชนสามารถบริหารทรัพยากรของตนเองได้หรือไม่"

นายอนุกูล เน้นย้ำว่า หนึ่งในกุญแจสำคัญของการพัฒนาสวัสดิการชุมชน คือ "การบูรณาการทำงานเชิงยุทธศาสตร์" โดยต้องทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายการทำงานในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ  พัฒนาสวัสดิการชุมชนให้เป็นระบบหุ้นส่วนการพัฒนา เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานอื่น ๆ ขยายเครือข่ายการทำงานของสวัสดิการชุมชนใน 5 ภาค ทั่วประเทศเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาและสามารถนำแนวคิดที่ประสบความสำเร็จไปปรับใช้กับพื้นที่อื่น ๆ กำหนดเป้าหมายร่วมกันให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานไปในทิศทางเดียวกันและบรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม  ต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบต่างคนต่างทำ มาเป็นการทำงานแบบประสานพลัง เพื่อให้สวัสดิการชุมชนมีความยั่งยืนและเข้าถึงประชาชนได้จริง

สวัสดิการชุมชนไม่ใช่แค่เรื่องของการให้ แต่เป็นเรื่องของการสร้างระบบที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงต้องสามารถช่วยเหลือสมาชิกได้อย่างทั่วถึง โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากรัฐเสมอไป ทำให้ชุมชนสามารถดูแลกันเองได้ผ่านกลไกการบริหารจัดการที่เข้มแข็ง ไม่เพียงแค่ช่วยเหลือด้านการเงิน แต่ต้องเป็นเครื่องมือสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน  อนาคตของสวัสดิการชุมชน ขึ้นอยู่กับพลังของประชาชน และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายหากประชาชนสามารถรวมพลังกันได้จริง ระบบสวัสดิการชุมชนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน  สังคมที่แข็งแกร่ง ไม่ใช่สังคมที่พึ่งพารัฐตลอดไป แต่เป็นสังคมที่ประชาชนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง นายอนุกูล กล่าวในตอนท้าย

นายปาลิน ธำรงครัตนศิลป์ ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการจัดสัมมนาครั้งนี้ คือ 1.เป็นการสรุปผลการทำงานของสวัสดิการชุมชน ปี 2567 เช่น การขับเคลื่อนงานสวัสดิการ นโยบาย สรุปการจัดงานสมัชชาที่ร่วมกับกระทรวง พม. และหน่วยงาน ทั้ง 4 ภาค  ทบทวนทิศทางการทำงานของเครือข่ายสวัสดิการชุมชน (และการทำงานมาตลอดระยะ 20 ปี) ที่ได้ดำเนินการผ่านมา ตั้งแต่ปี 2548 ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์การขับเคลื่อนงานที่สำคัญ ปี 2568 ที่ได้ดำเนินการร่วมกับเครือข่ายสวัสดิการทุกระดับ เช่น การติดตามเรื่องการปรับปรุงกฎหมายสวัสดิการชุมชน การเสนอกฎหมายใหม่ การทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ  และออกแบบกลไกการทำงานใหม่ ที่ผ่านกลไกการทำงานของคณะทำงานพัฒนาสวัสดิการชุมชนทั้ง 5 ภาค รวมทั้งการตั้งเป้าหมายในการหนุนเสริมการขับเคลื่อนเพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายนิสิต สวัสดิเทพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า การทำงานบูรณาการของจังหวัดพิษณุโลก ให้การสนับสนุนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัด สร้างระบบสวัสดิการชุมชน ที่มีกองทุนของชุมชน ในลักษณะหุ้นส่วนของการพัฒนา ซึ่งการทำงานใช้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐ และใช้ภาคเอกชนปิดจุดอ่อนของการทำงานภาครัฐ สามารถเปิดการเข้าถึงให้แก่ประชาชน บริการได้อย่างทั่วถึง และได้ให้กำลังใจต่อการทำงานของเครือข่ายสวัสดิการชุมชน ให้เกิดความเข้มแข็ง และทำงานได้ต่อไปอย่างต่อเนื่อง

บทสรุปและวิเคราะห์การดำเนินงานสวัสดิการชุมชน ปี 2567  

นายวิริยะ แต้มแก้ว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่าที่ผ่านมาปี 2564 ได้มีการดำเนินการคลีนซิ่งระบบข้อมูลสวัสดิการชุมชนในระบบโปรแกรมสวัสดิการชุมชน เพื่อให้ฐานข้อมูลของสวัสดิการชุมชนเป็นปัจจุบัน มีความถูกต้องและเป็นข้อมูลที่ตรงกับพื้นที่ อปท. รวมถึงสถานการณ์ของกองทุน (ดำเนินการ , กำลังดำเนินการ และหยุดดำเนินการ) โดยในระบบฐานข้อมูลจากในระบบโปรแกรม พบว่ากองทุนที่มีศักยภาพ เข้าถึงงบประมาณของ อปท. ได้ มีจำนวนร้อยละ 50 - 60 จากกองทุนทั้งหมด , และการส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนให้เต็มพื้นที่ อปท. ซึ่งปัจจุบันยังจัดตั้งกองทุนไม่เต็มตามพื้นที่ อปท. เหลือจำนวนประมาณ 1,000 กว่ากองทุน , การสมทบงบประมาณกองทุน จำนวน 3,200 กองทุน สมาชิกจำนวน 2 ล้านกว่า , การรับรองคุณภาพกองทุน โดยมีกลุ่ม A ที่มีความเข้มแข็ง จำนวนกว่าร้อยละ 50 ของกองทุนทั้งหมด ซึ่งเป็นกองทุนที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน และเรื่องปัญหาการร้องเรียน เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่เข้าใจกันในจังหวัดลพบุรี และการบริหารจัดการที่ตำบลที่มีปัญหาในช่วงสถานการณ์โควิด จำนวน 11 กองทุน , การจัดตั้งกลไกระดับอำเภอ 5 ภาค 332 โซน เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ โดยจะมีการจัดระดับความเข้มแข็ง และการทำงานระบบโปรแกรมบริหารการเงินและบัญชีกองทุนสวัสดิการชุมชน (Codi_SWF) เข้าถึงโปรแกรมได้อย่างเปิดเผยโปร่งใส โดยมีสมาชิกเข้าใช้งานแล้วจำนวน 2,964 คน และ สามารถโปรแกรมได้จริง จำนวน 500 กว่าคน , เรื่องระบบการบริหารกองทุน โดยแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1) สมาชิกเป็นเจ้าของกองทุนเองทั้งหมด และ 2) บริหารร่วมกับนักพัฒนาสังคม เป็นผู้ดำเนินการร่วมในกองทุน จำนวน 702 กองทุน  ทั้งนี้ ได้รายงานสถานการณ์ข้อมูลกองทุนสวัสดิการชุมชน ทั้ง 5 ภาค

โดยประเด็นที่ต้องพัฒนาและสร้างระบบบริหารจัดการที่ดี ต่อไป คือ เรื่องการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาระบบโปรแกรม มุ่งที่การพัฒนาตำบล และไปยังระดับโซนอำเภอ การพัฒนาระบบโปรแกรมบริหารการเงินและบัญชีกองทุนสวัสดิการชุมชน (Codi_SWF) การวิเคราะห์สมาชิกที่มีกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การสร้างความร่วมมือกับท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการจัดสวัสดิการชุมชน การพัฒนาเครื่องมือสื่อสารและส่งเสริมการใช้ระบบเทคโนโลยีเข้ามาทำงาน และการตั้งเป้าหมายการขับเคลื่อนงานร่วมกัน จำนวน 4 ประเด็น ได้แก่ 1) การพัฒนาผู้นำสวัสดิการ และการพัฒนาคนรุ่นใหม่ 2) การพัฒนาใช้งานระบบโปรแกรม 3) การสร้างนวัตกรรมเข้ามาพัฒนางานสวัสดิการชุมชน การฟื้นฟูเครือข่ายสวัสดิการให้เกิดความเข้มแข็ง และ 4) การพัฒนากองทุนใหม่เข้าสู่ระบบโปรแกรม และการตั้งกองทุนภัยพิบัติ โดยจะเป็นกองทุนกลางใหม่ ในการช่วยเหลือสมาชิก

บทบาทและกระบวนการทำงานของคณะทำงานพัฒนางานสวัสดิการชุมชนระดับภาค

นายสิน สื่อสวน ที่ปรึกษาคณะทำงานเครือข่ายสวัสดิการชุมชน 5 ภาค ได้อธิบายถึง กลไกการขับเคลื่อนงานของคณะทำงานพัฒนางานสวัสดิการชุมชนระดับภาค องค์ประกอบด้วย ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พอช. , ผู้แทนสวัสดิการชุมชนในระดับภาค ซึ่งเป็นกลไกการทำงานสำคัญของภาค มีบทบาทหน้าที่ ได้แก่ สามารถกุมสภาพการทำงานได้ รวมถึงคุณภาพของกองทุนสวัสดิการชุมชน วิเคราะห์ทิศทางการทำงานเชิงยุทธศาสตร์ของกองทุน ส่งเสริมสนับสนุนสร้างความสามารถของกลไกระดับภาคในทุกระดับ ความสามารถในการบริหารจัดการกองทุน ผลักดันนโยบายจังหวัด/กลุ่มจังหวัด เพื่อเชื่อมโยงการทำงาน รายงานต่อส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเชื่อมโยงงานสวัสดิการชุมชนกับประเด็นงานอื่น ๆ ได้

แผนการขับเคลื่อนงานสวัสดิการชุมชนและการขับเคลื่อนงานเชิงนโยบาย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

ดร.มณเฑียร  สอดเนื่อง ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า ในการพัฒนาและยกระดับงานกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อให้เกิดคุณภาพของกองทุนในพื้นที่ โดยวิธีการมีหลากหลายรูปแบบเพื่อยกระดับการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสร้างโอกาสให้กับกองทุนอย่างจริงจัง มีแนวทางดังนี้

  • วิธีที่จะเป็นประโยชน์มากที่สุด คือ การพัฒนาศักยภาพผู้นำสวัสดิการชุมชน เปิดโอกาสในการเข้าถึงเรื่องพัฒนาใหม่ๆซึ่งเป็นความท้าทายของกองทุนที่จะต้องพัฒนา
  • เรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ คือ การจัดตั้งกองทุนใหม่ โดยจะต้องอาศัยกลไกระดับภาค ช่วยหนุนเสริมในการสร้างกองทุนใหม่จากพื้นที่จังหวัด
  • การสนับสนุนการขับเคลื่อนกลไกสวัสดิการชุมชนทุกระดับ ให้มีความสามารถในการขับเคลื่อนงานในแต่ละพื้นที่ต่าง ๆ ได้ และเกิดการสนับสนุนแผนการขับเคลื่อนงานในแต่ละระดับ โดยจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนงานให้เหมาะสมกับพื้นที่ และสถานการณ์
  • การสร้างนวัตกรรมพื้นที่ และส่งเสริมให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้
  • การพัฒนาศักยภาพกองทุน ต้องเริ่มการพัฒนาที่กลไกเสียก่อน
  • การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆในท้องถิ่น อย่างบูรณาการเพื่อร่วมกันออกแบบการทำงานให้เกิดบูรณาการ โดยจะพยายามประสานความร่วมมือกับกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อคลี่คลายปัญหา และส่งเสริมการทำงาน ให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด , การประสานความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนางานสวัสดิการ เช่น ว.ป๋วย และมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ
  • การยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชน ให้เป็นศูนย์ช่วยเหลือสังคมภาคประชาชน ทำให้สามารถเกิดการจัดสวัสดิการได้เต็มรูปแบบ และทำให้เกิดการพัฒนากองทุนในจังหวัดได้อย่างมีสิทธิภาพ
  • การจัดตั้งกองทุนภัยพิบัติ ในทุกจังหวัด 77 จังหวัด โดยเริ่มจากกองทุนที่มีความพร้อม เพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือสมาชิกในจังหวัด มีแนวทางการปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน และอาจจะสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การสนับสนุน
  • การพัฒนากองทุนสวัสดิการผู้นำ ที่คาดหวังให้มีกองทุนครอบคลุมทุกจังหวัด ดูแลช่วยเหลือผู้นำสวัสดิการในยามแก่ชรา
  • การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเดิม ที่ต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์ รับฟังความคิดเห็นจากส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างการเป็นนิติบุคคล อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานของสวัสดิการชุมชน ซึ่งจะมีการออกแบบ เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมต่อการแก้ไขกฎระเบียบสวัสดิการชุมชน และผลักดันไปสู่การแก้ไขปัญหาชุมชน อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมการประสานงานกับภาคเอกชน โดยสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่เป็นภาคที่มีพลังต่อการทำงาน เพื่อจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทุนสวัสดิการชุมชน
  • การยกระดับความรู้ เพื่อส่งเสริมให้กองทุนสวัสดิการชุมชน เป็นนวัตกรรมทางสังคมอีกทางหนึ่ง เพื่อส่งเสริมความรู้ให้กับกองทุนได้อย่างหลากหาย และส่งเสริมองค์ความรู้ใหม่ ๆ เข้ามาพัฒนาการขับเคลื่อนงานให้กลุ่มเป้าหมายในแต่ละดับ เช่น กลุ่มเด็ก กลุ่มคนทำงาน กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึง กลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน สู่ระบบที่เข้มแข็งและยั่งยืน

การพัฒนาสวัสดิการชุมชนไม่ได้เป็นเพียงแค่การให้ความช่วยเหลือในระยะสั้น แต่คือการสร้างระบบที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างแท้จริง ล่าสุด ที่ประชุมเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับประเทศ ได้มีมติสำคัญต่อแนวทางการขับเคลื่อนงานในปี 2568 เพื่อยกระดับการทำงานสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  หนึ่งในประเด็นหลักของที่ประชุมคือ การพิจารณาบทบาทและหน้าที่ของคณะทำงานสวัสดิการชุมชน ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนที่มีทิศทาง และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง มติสำคัญที่เกิดขึ้นจากที่ประชุม ได้แก่ การกำหนดบทบาทของคณะทำงานให้มีความชัดเจนในหน้าที่ และสามารถทำงานได้อย่างมีเป้าหมาย  ร่วมกันวางแผนขับเคลื่อนงานปี 2568 ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ รายงานผลการดำเนินงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ให้ทุกฝ่ายได้รับทราบและสามารถประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปรับโครงสร้างและกลไกให้สอดคล้องกับยุคสมัย สวัสดิการชุมชนเป็นมากกว่าแค่การช่วยเหลือทางการเงิน แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรชุมชน ดังนั้น การทำงานในอนาคตจำเป็นต้องมี กลไกการบริหารจัดการที่ชัดเจน และสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง การบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การทำงานของสวัสดิการชุมชนมีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น  สร้างนวัตกรรมและคุณภาพของสวัสดิการ ให้สวัสดิการชุมชนสามารถตอบโจทย์ปัญหาที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคม พัฒนากระบวนการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน สร้างระบบป้องกันและแก้ไขข้อร้องเรียนให้มีความโปร่งใส  จัดทำระบบข้อมูลและการบริหารจัดการผ่านโปรแกรมดิจิทัล กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาสวัสดิการชุมชน การประชุมครั้งนี้ได้เน้นถึงการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการ  ข้อเสนอเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา คือการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสวัสดิการชุมชนให้สามารถเข้าถึงและใช้งานได้ง่ายขึ้น เพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ตรวจสอบและติดตามผล อบรมให้สมาชิกสามารถใช้งานโปรแกรมและระบบดิจิทัลได้  เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

พัฒนากองทุนสวัสดิการให้เป็นระบบที่ยั่งยืน

กองทุนสวัสดิการชุมชนต้องสามารถดูแลสมาชิกได้จริง และมีความมั่นคงในระยะยาว แนวทางสำคัญในการพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชน คือ การรับรองมาตรฐานและคุณภาพของกองทุน ให้เกิดความมั่นใจและมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน พร้อมพัฒนากองทุนสวัสดิการผู้นำสำหรับดูแลผู้ที่ทำงานเพื่อสังคม ให้สามารถได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสมยกระดับกองทุนภัยพิบัติเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ การจัดตั้งกองทุนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเพิ่มขีดความสามารถของสวัสดิการชุมชนให้มีความมั่นคงมากขึ้น

ความสำคัญของการเสริมสร้างบทบาทขององค์กรชุมชนให้มีพลังในการขับเคลื่อน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรชุมชน สวัสดิการชุมชนไม่ใช่แค่เครื่องมือช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น แต่ต้องเป็นระบบที่ช่วยให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน "อนาคตของสวัสดิการชุมชน ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและพลังของประชาชน"

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นิกร โสมกลาง ลงพื้นที่เกาะลันตา หนุนคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตชาวเล

นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. ลงพื้นที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมในงาน "Charming of the Sea - Let's see Mountain 2026" พร้อมตรวจเยี่ยมชุมชนโต๊ะบาหลิว อ.เกาะลันตา ผลักดันโครงการ "บ้านมั่นคง" โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) งบประมาณ 6.74 ล้านบาท หนุน 100 ครัวเรือนชาวเลอูรักลาโว้ย พร้อมมอบรางวัลเชิดชูเกียรติผู้สูงอายุเข้มแข็งและบุคคลต้นแบบ มุ่งเป้าสร้างความเสมอภาคและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายรัฐบาล

‘คลิตี้’ กะเหรี่ยงสุดขอบฟ้าที่ทองผาภูมิ

เราพาทุกคนทุกท่านเดินทางฝ่าผืนป่า ข้ามผ่านถนนลูกรังทุรกันดารและโคลนตมอันยาวนานกว่าสามชั่วโมง สู่ดินแดนที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขารอยต่อป่าใหญ่

“รมว.พม.” นำทัพลงพื้นที่ภาคใต้ มอบโฉนด-สัญญาเช่าที่ดิน-งบพัฒนากว่า 51 ล้าน เปิด “บ้านมั่นคงพะตง” ต้นแบบบ้านมั่นคงริมรางภาคใต้ เร่งรัดการจัดสรรสิทธิ์ในที่ดินเพื่อยกระดับต้นทุนชีวิต

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ร่วมด้วยนายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม.

"นิกร โสมกลาง" เยือนสระแก้ว ก่อตั้ง “บ้านมั่นคงชุมชนตาหลังใน” มอบหมาย พอช. ศึกษา “บ้านมั่นคงชายแดน” ฟื้นฟูชุมชน สร้างเสริมความปลอดภัย

นายนิกร โสมกลาง รมว.พม. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการดำเนินงาน จังหวัดสระแก้ว มอบงบประมาณบ้านมั่นคงและพลังงานทางเลือก

“ยศชนัน ควง นิกร” คิกออฟโครงการต้นแบบ “หนุนพลังงานทางเลือก” พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตบ้านมั่นคง

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์