กยท. ผนึกกำลังร่วมค้นหาต้นแบบสู้โรคใบจุดกลมยางพารา หวังพบวิธียับยั่งการระบาดที่มีประสิทธิภาพ

กยท. เดินหน้าแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา หรือ โรคใบจุดกลมยางพารา เผยแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง  พร้อมบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแปลงสาธิต  9 วิธี เพื่อค้นหาต้นแบบวิธีการแก้ปัญหาโรคใบร่วงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มั่นใจสามารถยับยั้งการระบาดของโรคได้

ดร.เพิก  เลิศวังพง  ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)  เปิดเผยถึงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ (ใบจุดกลม) ในยางพาราว่า กยท. ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องทำให้การระบาดที่รุนแรงโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ลดลงตามลำดับ  เมื่อเทียบกับสถานการณ์การระบาดในสวนยางของประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย อินเดีย เวียดนาม และศรีลังกาแล้ว สถานการณ์การระบาดในประเทศไทยน้อยกว่ามาก นอกจากนี้ยังสามารถฟื้นฟูสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

ทั้งนี้ กยท. ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขการระบาดของโรคใบจุดกลมในยางพารามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนว ทางและวิธีการบำรุงรักษา ตลอดจนแนวทางป้องกันการระบาดโดยขยายผลสู่การปฏิบัติในแปลงเกษตรกร ใน  4  พื้นที่ คือ พื้นที่ภาคใต้ตอนล่างที่จังหวัดสงขลา พื้นที่ภาคใต้ตอนกลางที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคใต้ตอนบนที่จังหวัดชุมพร และภาคตะวันออกที่จังหวัดระยอง   จนทำให้การระบาดลดลงจากที่เคยระบาดในสวนยางพาราของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางเมื่อช่วงปี พ.ศ.2564 - 2565   มากถึง   1,000,000 ไร่  จนล่าสุดขณะนี้เหลือการระบาดอยู่ประมาณ 390,000ไร่  ในพื้นที่  19  จังหวัดคือ  จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา น่าน สุโขทัย อุดรธานี สตูล หนองคาย เชียงราย บึงกาฬ พังงา ระยอง เลย ระนอง สุราษฎร์ธานี พะเยา นครพนม และกาญจนบุรี  โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ระบาดรุนแรงกว่าภูมิภาคอื่นๆ แต่มีแนวโน้มที่ลดลง

ดร.กฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท. กล่าวว่า  การแก้ปัญหาการระบาดโรคใบจุดกลมในยางพาราดังกล่าว กยท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการร่วมกันภายใต้โครงการบริหารจัดการโรคใบจุดกลมในยางพาราพื้นที่ จ.ยะลา โดย กยท. ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 3 ล้านบาท จัดทำแปลงสาธิตเพื่อหาแนวทางและวิธีการในการแก้ปัญหาโรคโรคใบจุดกลมในยางพารามา เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโรคฯ ในพื้นที่ต่าง ๆ จำนวน 9 วิธี คือ การใช้แอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0)  การใช้น้ำหมักปลาหมอคางดำ การใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ Bacillus subtilis sp.  การใช้ปุ๋ย Rynan smart Fertilizers การใช้เชื้อไตรโครเดอร์มาร่วมกับปุ๋ย30-5-18 การใช้เชื้อไมคอร์ไรซา ร่วมกับชีวภาพละลายฟอสเฟต การใช้สารชีวภัณฑ์ มรย.1 การใช้สาร พด. 14 และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ  โดยจะเก็บข้อมูลวิธีการที่เหมาะสม ในการแก้ปัญหาโรคใบจุดกลมในยางพารา เพื่อนำไปศึกษาความเปลี่ยนแปลงว่าสามารถป้องกัน ควบคุม กำจัด โรคใบร่วงในยางพาราได้หรือไม่ และเมื่อได้วิธีการที่ดีที่สุดแล้ว กยท. จะนำวิธีการแก้ปัญหาโรคใบร่วงยางพาราดังกล่าวไปขยายผลให้กับเกษตรกรชาวสวนยางรายอื่นต่อไป ซึ่งจะทำให้การระบาดลดลงอย่างแน่นอน

“โรคใบจุดกลมในยางพารานี้ เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum  sp. โดยจะระบาดหนักในช่วงฤดูฝนต้นยางที่เป็นโรคใบร่วงผลผลิตจะลดลง 30-50% ซึ่ง กยท. ได้ติดตามเก็บข้อมูลการระบาดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขที่มีประสิทธิภาพสูงสุด   โดยแนวทางแก้ไขทั้ง 9 วิธีดังกล่าว กยท. จะเลือกแนวทางที่ดีที่สุดไปขยายผลแก้ไขปัญหา เพื่อยุติการระบาดโรคใบร่วงชนิดใหม่ในประเทศไทยให้ได้" ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง กยท. กล่าวในตอนท้าย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กยท.ตอบโจทย์แก้ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ดัน"น้ำนมดิบ"เตรียมพัฒนาสู่"ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ"

“กยท.มีน้ำหมักชีวภาพรวมกว่า 4.62 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ 1.12 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ 3.5 ล้านลิตร ซึ่งเกิดจาก ดำเนินการของ

กยท.อัดงบ 200 ลบ. ผนึกกำลังขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางยางโลก - เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้500,000ล้าน/ปี

กยท. ผนึกกำลังนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และ ภาคเอกชน ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมยาง ตอบโจทย์ความต้องการตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จัดสรรงบรองรับกว่า 200 ล้านบาท/ปี หวังพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราของโลก

กยท. ติดตามสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ชี้แนวโน้มยางพาราอยู่ในทิศทางดี คาดความต้องการใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น แนะเกษตรกรเพิ่มประสิทธิภาพการทำสวนยาง-ลดต้นทุนการผลิต

กยท. ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลต่อภาพรวมยางพาราไทยในหลายมิติ คาดตลาดโลกมีแนวโน้มใช้ยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์มากขึ้น ผนวกกับปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในบางช่วงยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ชาวสวนยางยื่นขอโค่นยางปลูกแทนทะลุ 300,000 ไร่ กยท.ไฟเขียวเปิดให้ยื่นคำขอถึง 31 มี.ค.นี้ พร้อมเดินหน้าให้ความรู้ - หนุนการทำสวนยางยั่งยืน

ชาวสวนยางยื่นคำขอปลูกแทนปี 69 กับ กยท. ทะลุ 300,000 ไร่ ยืนยันงบประมาณกว่า 5,800 ล้านบาท รองรับเพียงพอ ไฟเขียวเปิดยื่นคำขอล็อตสุดท้ายของปีนี้จนถึง 31 มี.ค.