
ในโลกดิจิทัลที่ “คนรวยยิ่งรวย” อย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศกำลังกลืนกินเศรษฐกิจรายย่อยของไทย เรียกรถ สั่งอาหาร ซื้อขายออนไลน์ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของชีวิตเมือง แต่เบื้องหลังความสะดวกสบายนั้นคือค่าคอมมิชชันสูงถึง 30-35% ที่บีบคั้นร้านค้าและแรงงานรายย่อยให้หดตัว ขณะที่ข้อมูลมหาศาลของผู้ใช้ถูกเก็บเกี่ยวโดยไม่รู้ตัว
แต่ตอนนี้ ประเทศไทยกำลังเขียนเรื่องราวใหม่ด้วยนวัตกรรมที่เกิดจาก “คนไทยเพื่อคนไทย”
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จับมือสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัว “ThaiEconoMap” หรือ “แผนที่เศรษฐกิจชุมชน” แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ไม่ใช่แค่เครื่องมือเทคโนโลยี แต่คือเครื่องมือเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจฐานราก ภายใต้แนวคิด “Together We Can” - เราร่วมกันได้

ทำไมต้องมี “แผนที่เศรษฐกิจชุมชน”?
ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานกรรมการบริหารแผนสำนักสร้างสรรค์โอกาส (สำนัก 6) สสส. ผู้มีประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีมากว่า 40 ปี วิเคราะห์จุดอ่อนของระบบปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมา:
“โลกดิจิทัลทำให้คนรวยยิ่งรวย ขณะที่คนตัวเล็กยังเข้าไม่ถึงโอกาส”
ตัวอย่างชัดเจนคือ LINE ที่เข้ามาในไทยเมื่อ 14 ปีก่อน ปัจจุบันคนไทยใช้งานกว่า 60 ล้านคน (อันดับ 2 ของโลก รองจากญี่ปุ่น) แต่คำถามสำคัญคือ “ใครได้ประโยชน์จากข้อมูลของเรา?”
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แอปเรียกรถ-สั่งอาหาร-ซื้อขายกลายเป็นชีวิตประจำวันของคนเมือง สร้างความสะดวก ติดตามได้ มีรีวิว แต่แลกกับค่าธรรมเนียมที่บีบร้านค้าและไรเดอร์จนแทบหายใจไม่ออก

ข้อมูลตลาดส่งอาหารไทยปี 2567 มีมูลค่ามหาศาลและเติบโตต่อเนื่อง แต่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่รั่วไหลออกนอกชุมชน ไม่กระจายสู่ผู้ผลิตและแรงงานตัวจริง
งานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2566 ยิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำชัดเจน:
วินมอเตอร์ไซค์ 89.3% ไม่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เพราะขั้นตอนซับซ้อนและค่าธรรมเนียมสูง
46.5% ไม่มีเงินออม และมีภาระหนี้สิน
เมื่อรายได้หดตัว ค่าครองชีพผันผวน ราคาน้ำมันพุ่งสูง การเดินทางและการทำมาหากินยิ่งเปราะบาง สุขภาวะของคนในชุมชนจึงถูกกระทบโดยตรง

นางเข็มเพชร เลนะพันธ์ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. อธิบายว่า ThaiEconoMap คือการต่อยอดจากแพลตฟอร์มต้นแบบที่เกิดขึ้นในช่วงโควิด-19 ปี 2563 ได้แก่ “ตามสั่ง-ตามส่ง” และ “น้องเคยมาเท่าไหร่” ซึ่งช่วยวินมอเตอร์ไซค์ ร้านอาหาร และประชาชนให้รอดพ้นวิกฤตด้วยระบบที่เป็นธรรม
วันนี้แนวคิดนั้นถูกพัฒนาขึ้นเป็นเว็บแอปพลิเคชัน ที่ชุมชนสามารถบริหารจัดการข้อมูลของตนเองได้อย่างแท้จริง
ThaiEconoMap ทำงานอย่างไร? มากกว่าแค่ “แผนที่”
นายอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ หัวหน้ากลุ่มวิจัย ISSIE อธิบายว่า ThaiEconoMap ไม่ใช่แค่แผนที่ดิจิทัล แต่เป็นเครื่องมือจัดการเศรษฐกิจชุมชนแบบครบวงจร ผ่าน 4 หมวดหลัก:

หมวดธุรกิจชุมชน ร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยปรากฏบนแผนที่ พร้อมข้อมูลติดต่อและสั่งซื้อโดยตรง ลูกค้าสามารถสแกนจ่ายผ่าน QR ได้ทันที ไม่ต้องผ่านตัวกลาง
หมวดงานและอาชีพ เชื่อมผู้หางานกับโอกาสใกล้บ้าน ลดค่าเดินทางและเวลา ช่วยให้คนมีรายได้มั่นคงโดยไม่ต้องจากบ้านไกล
หมวดประกาศชุมชน สื่อสารข่าวสาร กิจกรรม และข้อมูลสำคัญแบบเรียลไทม์
หมวดช่วยเหลือแบ่งปัน เปิดพื้นที่ให้ชุมชนแบ่งปันทรัพยากร เช่น อาหาร ยา อุปกรณ์ผู้ป่วยติดเตียง หรือการดูแลเด็กเล็ก เกิดเป็นเครือข่ายเกื้อกูลกัน
จุดเด่นสำคัญคือ ใช้งานฟรี ผู้ประกอบการลงทะเบียนเอง ระบุตำแหน่งร้านได้ด้วยตนเอง และระบบหลังบ้านเปิดให้คนในชุมชนร่วมเป็นแอดมิน กระจายอำนาจ ไม่ผูกขาดกับใคร
เริ่มต้นแล้วใน 19 ชุมชน เป้าหมายคือโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะของทั้งประเทศ
ปัจจุบัน ThaiEconoMap เริ่มใช้งานจริงใน 19 ชุมชนทั่วประเทศ เช่น ลาดพร้าว 101 และสามย่าน (กรุงเทพฯ) อำเภอบางกรวย (นนทบุรี) อำเภอเบตง (ยะลา) และมีแผนขยายไปยังเครือข่ายตำบล 3,658 แห่งทั่วประเทศ โดยมุ่งให้เป็น “โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ” ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถนำไปพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้
ภาพที่คาดหวังคือ: รถพุ่มพวงส่งอาหารไปดูแลผู้ป่วยติดเตียง
วินมอเตอร์ไซค์สูงอายุรับงาน “ตามสั่ง-ตามส่ง” ได้รายได้แน่นอน รู้ชัดว่า “วันนี้เคยรับงานเท่าไหร่”
ลูกค้าจ่ายเงินง่าย มีมาตรฐานบริการ โปร่งใส และเป็นธรรม
หัวใจสำคัญ: คืน “อำนาจข้อมูล” ให้ชุมชน
ThaiEconoMap จึงไม่ใช่แค่แอปพลิเคชัน แต่คือเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ ให้คนในชุมชนกลับมามองเห็นคุณค่าของกันและกัน ใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ลดการรั่วไหลของรายได้ออกนอกพื้นที่
ในบริบทที่ค่าครองชีพสูง การเดินทางแพง และเศรษฐกิจเปราะบาง การมีระบบที่ทำให้ “ชุมชนพึ่งพากันเอง” จึงกลายเป็นคำตอบที่ยั่งยืนสำหรับสุขภาวะที่ดี

แพลตฟอร์มเปิดให้ใช้งานทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป ที่เว็บไซต์ www.thaieconomap.com และยังเปิดรับข้อเสนอแนะจากชุมชนอย่างต่อเนื่อง
Together We Can : เมื่อคนตัวเล็กยืนบนโลกดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม
หัวใจของ ThaiEconoMap ไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำสมัย หากคือ การคืนอำนาจให้ชุมชน เมื่อข้อมูลเศรษฐกิจอยู่ในมือของคนพื้นที่ การวางแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตจึงทำได้ตรงจุดและยั่งยืน
Together We Can ในบริบทนี้คือการพิสูจน์ว่า หากชุมชนมีเครื่องมือที่เหมาะสม คนตัวเล็กก็สามารถยืนหยัดบนโลกดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม และสุขภาวะที่ดีจะเริ่มต้นจาก “แผนที่เล็กๆ” ในชุมชนของเราเอง
นี่ไม่ใช่แค่โครงการหนึ่งของ สสส. และจุฬาฯ แต่คือก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจชุมชนสร้างสุขภาวะยั่งยืน ที่ประเทศไทยกำลังสร้างขึ้นด้วยมือของคนไทยทุกคน
ร่วมกันได้...และเรากำลังทำอยู่แล้ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“เตาปูนโมเดล” พลิกชุมชนสู่เมืองน่าอยู่ สร้างนวัตกรรมลดรายจ่าย ยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
เทศบาลตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่ เดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่าน “เตาปูนโมเดล” ต้นแบบการจัดการท้องถิ่นที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน
สสส.เผยผลสำเร็จ “โครงการอารักข์สา” สร้างภูมิคุ้มกันเด็กเล็กต้านบุหรี่ไฟฟ้า ครอบคลุม 70 จังหวัด
เด็กไทยเสี่ยงบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่วัยอนุบาล! ทั้งใกล้ชิด และ ได้ลองสูบ “โครงการอารักข์สา” หนุนนวัตกรรมการเรียนรู้ สร้างภูมิคุ้มกันทางความคิด ปลูกฝังทักษะชีวิตและการปฏิเสธปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่วัยเยาว์
สสส.ชวนเปลี่ยนชีวิต 90 วัน งดเหล้าเข้าพรรษา เก็บแต้มชีวิตที่ดีกว่า
สสส. Kick Off แคมเปญ "90 วัน Challenge เก็บแต้มชีวิตที่ดีกว่า" ช่วงเข้าพรรษา สสส. ร่วมกับ สคล. และภาคีเครือข่าย แถลงข่าว โครงการรณรงค์ฤดูกาลสุขปลอดเหล้าและงดเหล้าเข้าพรรษา ปี 2569
สสส. นำทีมบูรณาการ 5 กองทุน ผนึกกำลังขับเคลื่อน “พื้นที่นำร่วมลำปาง” บูรณาการด้านสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ-โลกร้อน ฟื้นฟูแม่น้ำวัง สร้างเมืองสุขภาวะที่ยั่งยืน
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 20 ก.ค. 2569 ที่อาคารหอประชุมจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับจังหวัดลำปาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ยึดผลลัพธ์สุขภาพยั่งยืน จัดงบแนวใหม่เพื่อสุขภาวะไทย
สสส. ร่วมกับ มสช. วางแนวทางการลงทุนเพื่อสุขภาพคนไทย เน้นร่วมมือ-จ่ายงบตามผลลัพธ์ ขยายผล 5 นวัตกรรมต้นแบบลงทุนสุดคุ้มไปทั่วประเทศ
สสส. หนุนใช้ "สื่อสร้างสรรค์" ขับเคลื่อนเรื่องเพศและสุขภาพจิต
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)


