
ปัญหายาเสพติดในไทยไม่ได้เริ่มที่ปลายทางของการปราบปราม แต่เริ่มตั้งแต่ต้นทางของ “ความเปราะบาง” ในครอบครัวและชุมชน ช่องว่างระหว่างวัย ความไม่เข้าใจกันของพ่อแม่ลูก ครูศิษย์ และสภาพแวดล้อมที่ขาดพื้นที่ปลอดภัย ล้วนเป็นจุดตั้งต้นของความเสี่ยงที่เด็กและเยาวชนจะไหลเข้าสู่วงจรเหล้า บุหรี่ การพนัน และยาเสพติด

แนวคิดการทำงานเชิงป้องกันจึงถูกยกระดับให้ชัดขึ้นว่า ต้องเริ่ม “ปลูกเมล็ดพันธุ์เยาวชนพลังบวก” ตั้งแต่ศูนย์เด็กเล็ก สร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ช่วยพัฒนา EF ให้เด็กได้คิดเป็น ยับยั้งชั่งใจเป็น และได้ลงมือทำในพื้นที่ปลอดภัย เช่น เชิดสิงโต ตีกลอง เล่นกีฬา หรือกิจกรรมกลุ่มที่ทำให้เด็กได้รับการยอมรับจากสังคมรอบตัว ขณะเดียวกัน ผู้ใหญ่ในชุมชนต้องเปิดใจ ไว้เนื้อเชื่อใจกัน เมื่อความสัมพันธ์ดี โอกาสที่เด็กหน้าใหม่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะชุมชนช่วยกันเฝ้าระวัง

เวทีถอดบทเรียนภาคประชาชนที่จัดโดย มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สะท้อนชัดว่า “ชุมชนเป็นฐาน” คือหัวใจสำคัญของการป้องกันยาเสพติด ผ่านตัวอย่างพื้นที่นำร่องที่หลากหลายบริบททั่วประเทศ
ข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดชี้ว่า ปัญหาสุขภาพจิตพ่วงสารเสพติดกำลังทวีความรุนแรง ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตร่วมด้วยถึง 381,656 คน คิดเป็นเกือบ 40% ของผู้ป่วยยาเสพติดในระบบบำบัดทั้งหมด ขณะเดียวกัน ยังพบผู้ป่วยจิตเวชที่ใช้สารเสพติดร่วมด้วยกว่า 533,399 คน สะท้อนว่าปัญหานี้กำลังกลายเป็นภาระหนักของระบบสาธารณสุข

แม้สถิติคดียาเสพติดภาพรวมจะลดลง แต่คดีที่ “เกิดจากการเสพ” กลับพุ่งสูงถึง 77.44% ในช่วงปี 2567-2568 โดยเฉพาะยาบ้า กัญชา และกระท่อมที่ยังวนเวียนอยู่ในกลุ่มเยาวชน ปัจจัยสำคัญคือราคายาบ้าที่ลดลงเหลือเพียง 30-50 บาทต่อเม็ด ใกล้เคียงค่าอาหาร 1 มื้อ ทำให้เข้าถึงง่ายอย่างน่ากังวล
แนวคิด “โรงเรียนสีขาว ครอบครัวสีขาว ชุมชนสีขาว” จึงไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่เป็นกลไกสร้างบรรยากาศที่ผู้ใหญ่และเด็กช่วยกันออกแบบกิจกรรมที่ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์เสพและเลิกได้มาแบ่งปันบทเรียนชีวิต เตือนสติคนรุ่นใหม่

พื้นที่ต้นแบบ 11 แห่งจากเหนือจรดใต้สะท้อนพลังนี้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ บ้านกองผักปิ้ง จ.เชียงใหม่, บ้านยางนม จ.พระนครศรีอยุธยา, ต.หนองโสน จ.เพชรบุรี, บ้านทางด่าน จ.พังงา, บ้านรักษ์พม่า จ.เชียงราย, บ้านป่ายาง จ.อุตรดิตถ์, ต.นาคี จ.หนองคาย, ชุมชนพัฒนา คลองขวาง กทม., ชุมชนซอยสมหวัง บึงกุ่ม กทม., ต.ควนโนรี จ.ปัตตานี และพื้นที่ ต.ละแอ จ.ยะลา
เสียงจากผู้นำชุมชนบ้านยางนมสะท้อนการเปลี่ยนแปลงชัดเจน จากอดีตที่ถูกมองเป็นแหล่งมั่วสุม วันนี้กลายเป็นพื้นที่ที่คนในชุมชนร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดผู้เสพรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงอายุ 9-15 ปี ที่มาจากครอบครัวเปราะบาง แนวคิดสำคัญคือ เปลี่ยนจากการบังคับให้ “เลิกยา 100%” มาเป็น “ทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกับสังคมได้โดยไม่สร้างปัญหา” การดูแลผู้ป่วยยาเสพติดและจิตเวชเพียง 8 คน ส่งผลต่อความปลอดภัยของคนในชุมชนกว่า 800 คน

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ พฤติกรรมการใช้สารเสพติดแบบผสมผสาน โดยเฉพาะยาเสพติดสังเคราะห์ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน เช่น ยาแก้ไอ ยาแก้แพ้ ยาคลายเครียด ที่หาซื้อได้ทางออนไลน์ นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อความบันเทิง สร้างผลกระทบต่อระบบประสาทจนกลายเป็นผู้ป่วยจิตเวช
บทเรียนจากหลายพื้นที่ยืนยันตรงกันว่า การปราบปรามอย่างเดียวไม่เพียงพอ ปัญหานี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคม ค่านิยม และความสัมพันธ์ในชุมชน ทางออกระยะยาวจึงต้องเน้นการเสริมพลังให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาป้องกัน ร่วมเฝ้าระวัง และดูแลกันเอง
หนึ่งในเรื่องเล่าที่ทรงพลังมาจากอดีตผู้ต้องขังเรือนจำความมั่นคงสูงสุดที่กลับมาสร้างชีวิตใหม่ เขาได้รับโอกาสจากครูในชุมชน คอยให้คำปรึกษาและกำลังใจ จนสามารถกลับมายืนหยัดในสังคม และวันนี้กลายเป็นที่ปรึกษาให้คนที่พ้นโทษหรืออยากเลิกยา ไม่ให้กลับไปทำผิดซ้ำ พร้อมร่วมกิจกรรมสร้างพื้นที่ปลอดภัยในชุมชน

ภาพทั้งหมดสะท้อนชัดว่า “ชุมชน” คือแนวป้องกันด่านแรกที่สำคัญที่สุด เมื่อผู้นำชุมชนตื่นตัว ภาคประชาชนเข้มแข็ง ภาครัฐสนับสนุน เด็กและเยาวชนจะมีพื้นที่ให้เติบโตอย่างปลอดภัย ลดโอกาสเข้าไปสู่เหล้า บุหรี่ พนัน และยาเสพติด
การลงทุนลงแรงดูแลคนกลุ่มเล็กที่มีปัญหา อาจสร้างผลลัพธ์ใหญ่ต่อความสงบสุขของคนส่วนใหญ่ นี่คือบทพิสูจน์จากพื้นที่จริงว่า หากสังคมไทยต้องการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน คำตอบไม่ได้อยู่ที่การไล่จับให้มากขึ้น แต่อยู่ที่การ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ให้ชุมชนเข้มแข็งตั้งแต่ต้นทาง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผงะ! คนไทยเกือบ 2 ล้านติดบ่วงยาเสพติด หนุนรัฐผนึกชุมชนแก้ติดซ้ำ
6 อำเภอ จ.ขอนแก่น ผนึกกำลังสกัดยาเสพติด หลังพบถูกใช้ลำเลียงยาบ้าเข้าพื้นที่ รุกป้อง-ปราบ-บำบัด-ติดตาม ตัดวงจรเสพซ้ำ ด้าน สสส.เปิดข้อมูลสุดอึ้ง คนไทย 1.9 ล้านคนติดหนัก หนุนใช้สูตรชุมชนล้อมรักษ์ แก้ปัญหายั่งยืน ปักหมุด 5 จังหวัดไปต่อภายในปี 70
ตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 18 องค์กรผนึกพลัง ช่วยเหยื่อตั้งสติก่อนสาย
ในยุคที่ข้อมูลไหลทะลักเหมือนน้ำท่วมทุกวินาที “ทุกคนคือแฟคเช็คเกอร์” ไม่ใช่คำพูดลอยๆ อีกต่อไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
Together We Can- “ThaiEconoMap” คืน “อำนาจข้อมูล” ให้คนตัวเล็ก สร้างสุขภาวะยั่งยืนจากฐานราก
ในโลกดิจิทัลที่ “คนรวยยิ่งรวย” อย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศกำลังกลืนกินเศรษฐกิจรายย่อยของไทย เรียกรถ สั่งอาหาร ซื้อขายออนไลน์ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของชีวิตเมือง
ปล่อยบุหรี่พรากอนาคตเด็กไทย เมื่อ “ชุมชน” คือคำตอบหยุดวงจรบุหรี่ในเยาวชน
ปัญหาบุหรี่ในเยาวชนไทยกำลังขยายตัวในรูปแบบที่ซับซ้อนและน่ากังวล โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้าถึงเด็กได้ง่าย รวดเร็ว และแนบเนียนกว่าที่ผ่านมา ภาพของเด็กนักเรียนที่เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุยังน้อย
ทุกภาคส่วนผนึกกำลัง! “ประธานรัฐสภา” หนุน สสส.สร้างสงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดอุบัติเหตุ “สว.ชิบ” แนะขับรถมีวินัยช่วยเซฟชีวิตและน้ำมัน
รัฐสภา - นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูล์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะฯ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและรณรงค์ในโครงการ “สงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ต่อสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนัก ลดอุบัติเหตุ ตรวจสอบความพร้อมของตนเองและรถ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 100 %
สสส. ย้ำสติคนไทย ‘‘ดื่มไม่ขับ คนข้างหลังเป็นห่วง’’
สสส. ผนึกภาคีเครือข่ายทั่วไทย รณรงค์สงกรานต์ 2569 ‘‘ดื่มไม่ขับ คนข้างหลังเป็นห่วง’’ ข้อความสั้นๆปลุกสติ หยุดพฤติกรรมเสี่ยง

