
“ท็อป” รัชเดช น้อยเจริญ หรือ “ท็อป รถถัง” อดีตจอมเสิร์ฟฝีเท้าฉกาจทีมชาติไทย ออกมาโพสต์เฟซบุ๊คร่ายยาวถึงเหตุการณ์ดราม่าในศึกเซปักตะกร้อชิงแชมป์โลก 2026 ที่มาเลเซีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ชี้แจง ทีมชาติไทยไม่ได้เดินหนีออกจากสนาม หรือ “วอล์คเอาท์” แต่ตัดสินใจ “ยอมรับความพ่ายแพ้” กลางคัน เพราะรู้สึกว่ามาตรฐานการตัดสินในแมตช์นี้ (และหลายแมตช์ก่อนหน้า) มีปัญหามากเกินไป และไม่อยากให้เกิดบรรทัดฐานแบบนี้อีก และยังให้เกียรติเจ้าภาพและแฟนกีฬาอย่างเต็มที่ โดยสตาฟฟ์และนักกีฬาทุกคนยังอยู่ในสนามจนจบ ร่วมพิธีการ และขึ้นรับเหรียญรางวัลตามปกติ แม้แต่นักกีฬาที่บาดเจ็บ/เครียดจนต้องเข้าโรงพยาบาลก็ยังกลับมาร่วมพิธี
นอกจากนี้ยัง ”ท็อป“ ยังเรียกร้องถึงวงการตะกร้อโลก ต้องมีเทคโนโลยีช่วยตัดสิน โดยตนไม่ได้เจตนาโจมตีตัวผู้ตัดสิน เพราะเข้าใจว่าต้องทำงานภายใต้ความกดดันและเซปักตะกร้อเป็นกีฬาที่เร็วมาก แต่อยากเสนอแนะให้สหพันธ์ฯ นำเทคโนโลยีระดับสากล เช่น VAR, Hawk-Eye หรือระบบรีเพลย์ เข้ามาช่วย เพื่อความโปร่งใส ยุติธรรม และเพื่อผลักดันให้กีฬาตะกร้อก้าวไปสู่ระดับโอลิมปิกได้จริง และไม่โทษประเทศมาเลเซีย, เจ้าภาพ หรือสมาคมตะกร้อมาเลเซีย (PSM) แต่อย่างใด โดยที่ผ่านมาฝั่งไทยชื่นชมและเรียนรู้ระบบการจัดการ ลีก และการทำสื่อของมาเลเซียมาโดยตลอด พร้อมยึดมั่นในสโลแกน “Go Together” ที่แปลว่า เติบโตไปด้วยกัน
สำหรับ “ท็อป” ร่ายยาวเป็นภาษาอังกฤษและภาษาไทย ระบุดังนี้
ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีมและผู้ประสานงานของทีมชาติไทยในครั้งนี้ วันนี้ผมอยากออกมาพูดและชี้แจงในหลายๆเรื่อง เพื่อให้ทั้งคนที่อยู่ในสนาม คนที่ติดตามอยู่ทางบ้าน รวมถึงแฟนตะกร้อทั้งไทยและมาเลเซีย ได้เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นมากขึ้น
ก่อนการแข่งขันครั้งนี้ สมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทยเพิ่งมีการเลือกตั้งนายกสมาคมและคณะผู้บริหารชุดใหม่ ทำให้หลายกระบวนการยังอยู่ในช่วงของการดำเนินการและรอการรับรองอย่างเป็นทางการจากการกีฬาแห่งประเทศไทย ส่งผลให้เราไม่สามารถเรียกนักกีฬาเข้าแคมป์เก็บตัวได้ตามระยะเวลาที่ควรจะเป็น
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเรายังคงมองว่า ISTAF World Cup 2026 คือรายการสำคัญ และเป็นเวทีที่ทีมชาติไทยควรส่งนักกีฬาที่ดีที่สุดลงแข่งขัน เพื่อให้เกียรติกับเจ้าภาพ แฟนกีฬา และชื่อเสียงของประเทศไทย
ถึงแม้ว่ารายการนี้จะไม่ใช่มหกรรมกีฬาแบบซีเกมส์หรือเอเชียนเกมส์ แต่สำหรับวงการเซปักตะกร้อแล้ว นี่คือหนึ่งในรายการที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของโลก นักกีฬา ทีมงาน และสตาฟโค้ชทุกคนจึงทุ่มเทกันอย่างเต็มที่ เราคัดเลือกนักกีฬาที่ดีที่สุด เตรียมทีมอย่างหนัก และตั้งใจกับทัวร์นาเมนต์นี้จริง ๆ
ทีมงานและสตาฟโค้ชชุดใหม่พยายามทำงานกันอย่างหนัก เรามีการคัดเลือกนักกีฬา เก็บตัวฝึกซ้อม และให้นักกีฬาออกแข่งขันในรายการชิงแชมป์ประเทศไทย เพื่อดูศักยภาพจริงและเลือกคนที่ดีที่สุดสำหรับรายการนี้
หลายคนอาจไม่รู้ว่า นักกีฬาหลายคนแบกรับทั้งความกดดัน ความคาดหวัง และสภาพจิตใจที่หนักมากมาตลอดช่วงหลังซีเกมส์ที่ผ่านมา บางคนตัดสินใจลงเล่นรายการนี้ ทั้งที่อาจเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายในชีวิตของเขา
หลังจบการแข่งขันเมื่อคืน นักกีฬาบางคนถึงขั้นรับมือกับความเครียดไม่ไหว ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และวันนี้ก็ยังมีนักกีฬาตัวหลักอีกคนที่ต้องเข้ารักษาตัวเช่นกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ทุกคนทุ่มเทกับรายการนี้มากจริงๆ
แน่นอนว่าในการแข่งขันกีฬา การตัดสินอาจมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่พวกเราตั้งคำถามคือ ทำไมเหตุการณ์แบบนี้จึงเกิดขึ้นกับทีมชาติไทย และหลายทีมเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอะไร
และจริงๆ แล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบชิงชนะเลิศกับทีมชาติไทย ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีประเด็นเกี่ยวกับการตัดสินในทัวร์นาเมนต์นี้
ถ้าใครติดตามการแข่งขันมาตั้งแต่แมตช์แรกจนถึงแมตช์สุดท้าย จะเห็นได้ว่า หลายเกมมีเสียงพูดถึงเรื่องการตัดสินออกมาค่อนข้างเยอะเช่นกัน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเราอยากสื่อ ไม่ใช่การออกมาตำหนิผู้ตัดสินโดยตรง เพราะเราทุกคนเข้าใจดีว่ากรรมการเองก็ทำหน้าที่ภายใต้ความกดดัน และกีฬาที่รวดเร็วแบบเซปักตะกร้อ บางจังหวะก็ยากต่อการตัดสินด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว
แต่ในยุคปัจจุบัน หลายชนิดกีฬาระดับโลกต่างเริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตัดสิน เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความโปร่งใส และลดข้อโต้แย้งที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น VAR, Hawk-Eye หรือระบบรีเพลย์ที่ดีกว่านี้หรือทำไมต้องเป็นเฉพาะลูกสำคัญ
พวกเราจึงอยากเห็นกีฬาตะกร้อพัฒนาไปในทิศทางนั้นเช่นกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสายตาและดุลยพินิจของกรรมการเพียงอย่างเดียว เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความยุติธรรมของการแข่งขัน และความน่าเชื่อถือของกีฬาตะกร้อในระดับโลก
ถ้าเราต้องการผลักดันให้เซปักตะกร้อเติบโตไปไกลกว่านี้ การเปิดรับเทคโนโลยีและยกระดับมาตรฐานการแข่งขัน อาจเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของอนาคตกีฬาชนิดนี้
มีหลายคนถามอีกว่า ถ้าเราเคารพแฟนตะกร้อชาวมาเลเซีย และเคารพทัวร์นาเมนต์นี้จริง ทำไมทีมชาติไทยถึงไม่เลือกเล่นต่อ
สิ่งที่ผมอยากอธิบายคือ ทีมชาติไทยไม่ได้ “วอล์กเอาต์” หรือเดินออกจากสนามกลางการแข่งขัน แต่เราเลือก “ยอมแพ้” และไม่ขอแข่งขันต่อ เพราะพวกเรารู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันมากเกินไป และเราไม่อยากให้มาตรฐานการตัดสินแบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต
สำหรับพวกเรา นี่คือการยอมแพ้ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว เพราะแม้เราจะยุติการแข่งขัน แต่ทีมชาติไทยยังคงอยู่ในสนาม ให้เกียรติเจ้าภาพ ให้เกียรติทัวร์นาเมนต์ และให้เกียรติแฟนกีฬาทุกคนอย่างเต็มที่
นักกีฬาและทีมงานของไทยยังร่วมพิธีการทุกอย่างตามปกติ ทุกคนขึ้นรับเหรียญร่วมกับเจ้าภาพอย่างสมบูรณ์แบบ แม้กระทั่งนักกีฬาบางคนที่กำลังอยู่ระหว่างการดูแลรักษา ก็ยังรีบกลับมาร่วมพิธีรับเหรียญกับทีม เพราะพวกเราให้ความเคารพต่อรายการนี้ และต่อแฟนกีฬาทุกคนจริง ๆ
สิ่งที่ทีมชาติไทยตัดสินใจทำในครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะเราอยากสร้างปัญหา หรืออยากมีเรื่องกับใคร แต่เพราะเราไม่อยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกกับทีมใดในอนาคต
ในโลกกีฬา มีหลายชนิดกีฬาที่ไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับโอลิมปิกได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องมาตรฐานการตัดสินและความน่าเชื่อถือของการแข่งขัน เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้ พวกเราหวังว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้น ที่ช่วยผลักดันให้กีฬาตะกร้อพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นร่วมกัน
พวกเราไม่ได้โทษประเทศมาเลเซีย ไม่ได้โทษเจ้าภาพ และไม่ได้มีปัญหากับสมาคมตะกร้อมาเลเซีย เพราะลึก ๆ แล้ว ทุกคนต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คืออยากเห็นกีฬาตะกร้อเติบโตไปด้วยกัน
ถ้าคนที่ติดตามผมมาตลอด ก็คงจะรู้ดีว่า ผมพยายามอธิบายให้คนไทยเข้าใจประเทศมาเลเซีย รวมถึงความตั้งใจ ความจริงจัง และความโปร่งใสในการพัฒนากีฬาตะกร้อของประเทศมาเลเซียมาโดยตลอด
ผมพยายามนำเสนอในสิ่งที่มาเลเซียทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการแข่งขัน ระบบลีก การทำสื่อ การสร้างบรรยากาศกีฬา หรือแนวคิดในการพัฒนาตะกร้อให้เติบโตในระดับโลก เพราะผมเชื่อว่า ถ้าเราเปิดใจเรียนรู้จากกันและกัน วงการตะกร้อจะพัฒนาได้เร็วกว่านี้
จนหลายคนแซว หรือมองว่าผมเหมือนเป็นคนมาเลเซียไปแล้วด้วยซ้ำ
แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ผมพยายามทำมาตลอด ไม่ใช่การเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมแค่อยากนำเสนอในสิ่งที่อีกฝ่ายทำได้ดี เพื่อให้ตะกร้อไทยได้เห็น ได้เรียนรู้ และนำกลับมาพัฒนาตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่า ไทยกับมาเลเซียไม่ควรเป็นศัตรูกันในกีฬาตะกร้อ แต่ควรเป็นคู่แข่งที่ช่วยผลักดันกันและกันให้กีฬาชนิดนี้เติบโตไปด้วยกันในระดับโลก
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมพยายามสื่อสารเสมอว่า ไทยและมาเลเซียสามารถเดินไปด้วยกันได้ในกีฬาตะกร้อ เพราะคำที่ผมได้ยินจากผู้บริหารฝั่งมาเลเซียบ่อยที่สุดคือ “Go Together” — เราจะพัฒนาไปด้วยกัน
และแม้เหตุการณ์ครั้งนี้จะเต็มไปด้วยความผิดหวังและความเสียใจ แต่ผมหวังว่ามันจะเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้น ที่ทำให้วงการตะกร้อเรียนรู้ กลับมาทบทวน และพัฒนาไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม
สุดท้ายนี้ ผมอยากขอโทษแฟนตะกร้อทุกคน โดยเฉพาะแฟนชาวมาเลเซียที่เดินทางมาจากหลายพื้นที่เพื่อรอชมการแข่งขันสำคัญในแมตช์นี้ ขอบคุณทุกกำลังใจจากแฟนกีฬาชาวไทย รวมถึงสื่อมวลชนทุกสำนักที่ติดต่อเข้ามา รับฟัง และพยายามเข้าใจในสิ่งที่ทีมกำลังเผชิญอยู่
สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเรารู้ว่า อย่างน้อยเสียงของนักกีฬาและทีมงานยังมีคนรับฟัง และมันทำให้พวกเรายังมีพลังที่จะยืนหยัดเพื่อกีฬาตะกร้อต่อไป
ท้ายที่สุดนี้ พวกเราไม่ได้ต้องการให้ใครเกลียดกัน ไม่ได้ต้องการสร้างความแตกแยกระหว่างประเทศ แต่เราเพียงอยากเห็นกีฬาตะกร้อเดินหน้าไปด้วยมาตรฐานที่ดีกว่าเดิม เพื่ออนาคตของนักกีฬา รุ่นต่อ ๆ ไป และเพื่อให้กีฬาที่พวกเรารัก เติบโตไปได้ไกลกว่านี้จริง ๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตะกร้อไทย พลิกดับ มาเลเซีย 2-1 คว้าแชมป์โลกทีมชุดส่งท้ายเวิลด์ คัพ
ทัพตะกร้อไทยเกือบหลับแต่กลับมาได้ พลิกชนะ มาเลเซีย 2-1 ชุด ทำให้ความแชมป์โลกประเภททีมชุดส่งท้ายศึกศึกเวิลด์คัพที่แดนเสือเหลืองได้สำเร็จ
'อนุวัฒน์' เผยเต็มใจแบ่งเงินให้ทีมงานตะกร้อ ใครคิดว่าไม่เป็นธรรมให้ออกไปพูดได้เลย
อนุวัฒน์ ชัยชนะ หรือ "คิลเลอร์บี" อดีตนักตะกร้อทีมชาติไทยในตำแหน่งตัวฟาด โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาปกป้องโค้ชและผู้จัดการทีม หลังถูกกล่าวหาว่าหักหัวคิวเงินอัดฉีดของนักกีฬา พร้อมกับย้ำว่ายินดีแบ่งให้ด้วยความเต็มใจ
'โค้ชกมล' เผย ทีมงานเข้าใจผิด สาเหตุ 'พรชัย' ไร้ชื่อทีมเซปักตะกร้อ
"โค้ชกมล" เผยเหตุตัดชื่อ "พรชัย" กลางสมรภูมิรบ ชี้ เข้าใจผิดว่าส่งได้ 15 คน แต่ประชุมผู้จัดการแล้วถึงรู้ว่าส่งชื่อได้ 12 คน ห้ามเปลี่ยน ทำให้ "เจ้าปุ้ย" หมดสิทธิ์แข่งเอเชียนเกมส์หนนี้ หมดโอกาสเขียนตำนานเพิ่ม ชูเป็นนักกีฬามีระเบียบวินัย มาเป็นกำลังใจน้องๆ ปูทางสู่การเป็นโค้ช

