
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานAmazing Thailand Fest 2022 ณ ห้างสรรพสินค้า Select City Walk, Saket กรุงนิวเดลี ในวันที่ 25 – 27 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมานำเสนอประสบการณ์ Soft Power of Thailand: Food Film Festival Fight Fashion พร้อมฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินเดีย

พิธีเปิดงาน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2565 ได้รับเกียรติจาก นางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี เป็นประธาน โดยมีนายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. และ นายฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ให้การต้อนรับพร้อมด้วยคณะทูตานุทูต พันธมิตรสายการบินและบริษัทนำเที่ยวเข้าร่วมงานนายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า งาน Amazing Thailand Fest 2022 จัดขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยเปิดพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวอินเดียแล้วอย่างเต็มที่โดยได้นำประสบการณ์ Soft Power of Thailand มาให้ชาวอินเดียได้สัมผัสใจกลางห้างสรรพสินค้ากรุงนิวเดลี ทั้ง 5F ได้แก่ Food Film Festival Fight และ Fashionซึ่งชาวอินเดียจะได้ลิ้มรสอาหารไทยที่อร่อยขึ้นชื่อระดับโลกการตกแต่งบรรยากาศเสมือนสถานที่ถ่ายหนังในประเทศไทย การแสดงทางวัฒนธรรม และขบวน Amazing Parade ที่ยกเทศกาลของประเทศไทยมาให้ชมกันถึงที่ โชว์ศิลปะการต่อสู้ในแบบวิถีไทย รวมถึงการแสดงแฟชั่นโชว์ที่นำผ้าไทยที่มีความโดดเด่น ประณีต ทั้งลวดลายและสีสันแสดงแบบโดยนางแบบอินเดีย ซึ่งนอกจากจะเชิญชวนให้ชาวอินเดียมาค้นพบประสบการณ์การท่องเที่ยวมิติใหม่ แบบ Amazing NewChapters ในปี Visit Thailand Year 2022-2023 ที่ประเทศไทยแล้วยังถือเป็นโอกาสดีที่ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองการครบรอบ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-อินเดียอีกด้วย”

ภายในงาน ประกอบด้วย โซนเวทีการแสดง โซน 5F: Food Film Festival Fight Fashion โซน DIYสำหรับกิจกรรมสาธิตร้อยลูกปัดดินเผาด่านเกวียน จาก จ.นครราชสีมา การทำยาดมสมุนไพรไทยสูตรเจ้าจอมมารดา และการตกแต่งหมวกสาน และโซน Partnership ที่ให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนมาร่วมออกบูธอาทิ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด และบริษัทพันธมิตรในพื้นที่ เป็นต้น
สำหรับการนำเสนอ Soft Power ของประเทศไทยภายใต้โซน 5Fมีกิจกรรมมากมายที่ให้ชาวอินเดียได้สัมผัสวิถีไทย ได้แก่ Food: คัดสรรเมนูเด็ดทั้งคาวหวานจาก 10 ร้านอาหารไทยมาร่วมงาน อาทิ ส้มตำ ไก่ย่าง ข้าวซอยไก่ ขนมจีนน้ำยาใต้ หมี่กรอบ วุ้น อาลัว เป็นต้น Film: สัมผัสเบื้องหน้าเบื้องหลัง การถ่ายทำภาพยนตร์ การแสดง การเทสต์หน้ากล้อง โดยผู้เข้าร่วมงานสามารถเลือกฉากถ่ายภาพกับแหล่งท่องเที่ยวที่ทำให้กลายเป็นดาราได้ในพริบตาและการจัดเสวนาในหัวข้อ “ประเทศไทยคือสวรรค์ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์อินเดีย” ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2565 เวลา 17.00 น.

Festival: พบกับการแสดงทางวัฒนธรรมบนเวที ได้แก่ ลาวกระทบสาก ลิเกฮูลู ผีตาโขน ฟ้อนกิง-กะหร่า ขบวนพาเหรดผีตาโขน โดยมีจุดถ่ายภาพร่วมกับนางรำ และผีตาโขนอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ ที่สะท้อนวัฒนธรรมไทย และขบวน Amazing Parade- Fight: นำเสนอการต่อสู้หลายแบบของไทย เช่น มวย กระบี่ กระบอง หอก ดาบ เป็นต้น รวมถึงมีการสาธิตการไหว้ครูมวยไทยที่ดึงดูดนักมวยจากทั่วโลกและโชว์ศิลปะการต่อสู้ในแบบวิถีไทย เช่น มวยโบราณ มวยคาดเชือก มวยสากล

Fashion: การแสดงแบบแฟชั่นโชว์ผ้าไทยโดยนางแบบอินเดีย และการจำหน่ายผ้าไทย สินค้าไทย-ประยุกต์ทันสมัย อาทิ ผ้าฝ้ายทอมือจาก ร้าน “Khwanta Handicraft” จ.หนองบัวลำภูและผ้าฝ้ายย้อมดิน ย้อมคราม จาก ร้าน “Cotton Clay Thailand” จ.นครราชสีมาตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียถือว่าเป็นตลาดศักยภาพที่มีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม –17 พฤศจิกายน 2565 มีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าประเทศไทยแล้วกว่า 700,000 คน ถือเป็นอันดับที่ 2 รองจากนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ททท. มุ่งเน้นส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวอินเดีย กลุ่มครอบครัว และกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Indian Millennials) โดยนำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวมุมมองใหม่ๆของประเทศไทย ซึ่งเน้นการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ รวมถึง มุ่งจับกลุ่มตลาดความสนใจพิเศษ อาทิ กอล์ฟ Workcation กลุ่มแต่งงาน ฮันนีมูน และ กลุ่มจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็น Celebration Destination สำหรับชาวอินเดีย โดยคาดว่า การจัดงานในครั้งนี้จะเป็นแรงกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวอินเดียให้เดินทางเข้าประเทศไทยแตะระดับ 900,000 – 1,000,000 คน ภายในสิ้นปี 2565
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สุดปัง! 'อ่าวเกือก' สิมิลัน ติดอันดับ 10 ชายหาดดีที่สุดในโลก
“อ่าวเกือก” หรือ Donald Duck Bay แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้ง หลังได้รับการจัดอันดับให้เป็นชายหาดที่ดีที่สุดอันดับ 10 ของโลก
'กสิกรไทย'อวดกำไร Q1 แตะ 1.46 หมื่นล้าน
'กสิกรไทย'เปิดกำไรไตรมาสแรกพุ่ง 1.4 หมื่นล้าน โต 6.35% จากรายได้ค่าธรรมเนียม ธุรกิจประกันภัยและบริการ ชี้พิษตะวันออกกลางฉุดเศรษฐกิจไทยสะดุดคาดทั้งปีโตเพียง 0.8–1.2%
สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'
20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.

