
31 พ.ค.2569-รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เหตุผลสำคัญที่ศาลอาญายกฟ้องคุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กรณีพูดสดและเผยแพร่คลิปที่พูดในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย” เหตุผลคือ ศาลเห็นว่า คุณธนาธรวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีโดยตรง มิได้วิพากษ์วิจารณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 แต่อย่างใด
เมื่อศาลตัดสินเช่นนี้ เราก็ต้องเคารพการตัดสินของศาล แต่หลายท่านอาจลืมเรื่องนี้ไปแล้ว จึงอยากจะขอนำท่านย้อนกลับไปที่ช่วงต้นปี 2564 เพื่อทบทวนความจำถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นกันสักหน่อย
ในช่วงที่โควิดระบาด คุณธนาธรได้พูดสดทาง social media ในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย”โดยวิจารณ์รัฐบาลที่เลือกบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ให้เป็นผู้ผลิตวัคซีนให้กับบริษัท Astra Zeneca ประเทศอังกฤษ เพื่อจัดจำหน่ายในภูมิภาคนี้ ทั้งยังออกทุนเบื้องต้นจำนวน 1,490 ล้านบาทให้ก่อนด้วย บริษัทสยามไบโอไซแอนซ์เป็นบริษัทที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงก่อตั้งและเป็นเจ้าของ ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงเป็นเจ้าของสืบแทน
ข้อวิจารณ์ของคุณธนาธรในเรื่องนี้ สรุปได้ดังนี้
รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาตัดสินใจทำข้อตกลงซื้อวัคซีนโควิด จากบริษัท Astra Zeneca เป็นหลักเพียงบริษัทเดียว โดยให้บริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นเจ้าของ เป็นผู้ผลิตวัคซีนในประเทศไทยให้กับ Astra Zeneca
รัฐบาลเลือกบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ โดยไม่ได้มีการพิจารณาให้โอกาสบริษัทอื่นๆ เข่น องค์การเภสัช และบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตยา ทั้งที่บริษัท สยามไบโอไซแอนซ์ รวมทั้งบริษัทลูกทุกบริษัท ยังไม่เคยประสบความสำเร็จทางธุรกิจเลย มีตัวเลขขาดทุนทุกปี รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชายังตัดสินใจทำข้อตกลงซื้อวัคซีนโควิด จากบริษัท Astra Zeneca เป็นหลัก เพียงบริษัทเดียว
นอกจากเลือกบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์โดยไม่ได้มีการพิจารณาให้โอกาสบริษัทอื่นๆ รัฐบาลยังให้เงินสนับสนุนต่อบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ อีก 1,490 ล้านบาทด้วย
การกระทำเช่นนี้ นอกจากจะเป็นการช่วยบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์แล้ว ยังเป็นการแทงม้าตัวเดียว แทนที่จะมีวัคซีนหลายๆยี่ห้อ กลับมียี่ห้อเดียว ทำให้ประชาชนได้รับวัคซีนช้าเกินไป และครอบคลุมจำนวนประชาชนได้น้อย ในขณะที่ประเทศอื่นๆเขาติดต่อหลายบริษัท และฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้เร็วกว่า ครอบคลุมได้มากกว่า ดังนั้นประเทศเหล่านี้จะปลอดจากโควิดได้ก่อนประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไป
นั่นคือข้อกล่าวหาของคุณธนาธรที่ชัดเจน แต่ข้อกล่าวหาที่ต้องอ่านะระหว่างบรรทัดคือ
“รัฐบาลทำเช่นนี้ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ ซึ่งไม่เคยประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ ที่ตั้งขึ้นจากพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10 และทรงเป็นเจ้าของ และยังช่วยเสริมพระบารมีด้วยว่า วัคซีนนี้คือ “วัคซีน พระราชทาน” โดยละเลยประโยชน์ที่ประชาชนควรจะได้รับ ประชาชนจึงกลายเป็นผู้เสียประโยชน์ และที่ได้ประโยชน์คือ บริษัท สยามไบโอไซแอนซ์”
คุณธนาธรอ้างว่า ที่ตั้งชื่อเรื่องที่จะพูดว่า “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย” ก็เพราะพลเอก ประยุทธ์พูดเองว่าเป็นวัคซีนพระราชทาน แต่เมื่อไปค้นดูจะพบว่า พลเอกประยุทธ์ไม่เคยพูดเช่นนั้นตรงๆเลย
อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงก่อตั้งขึ้นเพื่อนำยาที่เคยต้องนำเข้าเพราะใช้เทคโนโลยีสูงและมีราคาแพง มาผลิตในประเทศ เพื่อให้คนไทยได้เข้าถึงยาประเภทนี้ได้มากขึ้น โดยไม่มีพระราชประสงค์เพื่อสร้างกำไร ดังที่พระองค์ทรงมีพระกระแสรับสั่งว่า “Our Loss is Our Gain” หรือ “ขาดทุนคือกำไร” ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในบริษัทนี้ล้วนเป็นคนเก่ง และมีความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสถวายงานให้พระองค์
คุณธนาธรไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ จึงวิจารณ์แบบผิดๆ หรือว่าจงใจหลับตาวิจารณ์ผิดๆก็ไม่ทราบได้ เจตนาของคุณธนาธรคืออะไร ต้องการวิจารณ์พลเอกประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี หรือต้องการวิจารณ์พลเอกประยุทธ์เพื่อให้กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะคุณธนาธรจงใจดูถูกดูแคลนบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ว่าไม่สมควรเป็นผู้ผลิตวัคซีน
สังเกตว่า comments ใต้คลิปเรื่อง “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย” มีเป็นจำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ แทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และเมื่อกระทรวง DE ยื่นร้องต่อศาลขอให้ระงับการเผยแพร่คลิปดังกล่าว ศาลก็สั่งให้ระงับ และเมื่อคุณธนาธรยื่นอุทธรณ์ ศาลก็พิพากษายืนคือให้ระงับทั้ง 3 ศาล
คลิปเรื่อง “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย” ทำให้คนจำนวนมากเชื่อตามคุณธนาธร ว่าบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ ไม่สมควรได้เป็นผู้ผลิตวัคซีน Astra Zeneca การตัดสินใจของรัฐบาลทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ และผู้ได้ประโยชน์ก็คือ เจ้าของบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ ซึ่งก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10
คลิปเรื่อง “วัคซึนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย” อาจไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง แต่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิดไปในทางที่ไม่ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องสงสัย ถามว่า ผู้ที่ทำคลิปเรื่องนี้มีเจตนาอะไร คำตอบอยู่ที่การเคลื่อนไหวที่เกิดชึ้นตามมาหลังจากที่คลิปได้รับการเผยแพร่แล้ว
คุณธนาธรทำหน้าที่เป็นผู้ออกหน้าด้วยการเปิดประเด็นเรื่อง “วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย” ต่อมา อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ตั้งคำถามเชิงคัดค้านเรื่องโครงการราชทัณฑ์ปันสุขของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ว่าไม่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งโครงการราชทัณฑ์ปันสุขเป็นโครงการช่วยเหลือดูแลนักโทษให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นระหว่างถูกคุมขัง เป็นโครงการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ซึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ทรงรับผิดชอบดูแล โดยเฉพาะเกี่ยวกับทัณฑสถานหญิง เป็นโครงการที่ได้รับการยอมรับว่า ช่วยเหลือผู้ต้องขังได้อย่างมาก
อ.ปิยบุตรยังตั้งคำถามว่า เหตุใดพระมหากษัตริย์จึงไม่ต้องปฏิญานตนในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เหมือนอย่างประธานาธิบดี หรือประมุขของประเทศอื่นๆ
จากนั้นม็อบขนาดเล็กขนาดใหญ่ในยามโควิดระบาดก็เกิดขึ้นอย่างถี่ยิบ เพนกวิน และเบนจา อะปัญ นำม็อบไปประท้วงบริษัทสยามไบโอไซแอนซ์ ที่สำนักงานของบริษัท ด้วยประเด็นเดียวกัน และข้อมูลชุดเดียวกันกับของคุณธนาธร ไมค์ ระยอง ก็ไปประท้วงที่กระทรวงการคลัง ให้ตัดงบประมาณที่ให้พระมหากษัตริย์ มาช่วยประชาชนในช่วงโควิดแพร่ระบาด รุ้ง กับ ทราย ก็เอาผ้าอนามัยและชุดชั้นในไปให้ทัณฑสถานหญิง เรือนจำคลองเปรม เหมือนเป็นการประชด แต่ได้รับการปฏิเสธไม่ให้เข้าไปภายในเรือนจำโดยเจ้าหน้าอ้างว่าเป็นช่วงการแพร่ระบาดของโควิด
แน่นอนว่า การเคลื่อนไหวทั้งหมด คงไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสอดประสานกันโดยบังเอิญ แต่ต้องเกิดจากการวางแผนเป็นขบวนการ
ศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกล กรณีล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้พิจารณาเฉพาะการที่พรรคก้าวไกลรณรงค์หาเสียงว่าจะแก้ไขหรือยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เท่านั้น แต่ได้พิจารณาการที่มีการเคลื่อนไหว ก่อม็อบเพื่อคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่องเกือบตลอดปี และมองเห็นชัดว่า ม็อบเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกล เพราะมีการเคลื่อนไหวที่สอดประสานกัน และเมื่อมีแกนนำม็อบถูกดำเนินคดี ส.ส.พรรคก้าวไกลก็ใช้ตำแหน่งส.ส.ประกันตัวให้กับผู้ถูกดำเนินคดีเกือบทุกคน
จากนี้ไป ภาระหนักจะไปตกอยู่ที่อัยการเจ้าของคดีและสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะจะต้องตัดสินใจว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ แต่เมื่อดูจากข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว อัยการไม่ยื่นอุทธรณ์คงไม่ได้ ส่วนยื่นอุทธรณ์แล้ว ศาลจะตัดสินอย่างไรจะพิพากษายืนหรือพิพากษากลับ ก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น ไม่มีอะไรแน่นอน คอยติดตามดูกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จับทาง 'พรรคส้ม' ปลุกกระแสปฏิรูปสถาบัน ดันแก้ไขรธน. เซาะกร่อนบ่อนทำลาย
รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า
จบข่าว! ศาลยกฟ้อง 'ธนาธร' ปมวัคซีนพระราชทาน
ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ธนาธร ปมวัคซีนพระราชทาน ชี้เป็นการวิจารณ์ตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง
'ธนาธร' บอกกำลังใจดีฟังคำพิพากษาคดี 112
'ธนาธร' กำลังใจดี ก่อนเข้าฟังคำพิพากษา คดีหมิ่นเบื้องสูง ปมวัคซีนพระราชทาน
ประธานผู้ลี้ภัยอวยพรให้ 'ธนาธร' หลุดคดีวัคซีนพระราชทาน!
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานสมาคมนักประชาธิปไตยชาวไทยไร้พรมแดน
ระทึก! 9 โมงเช้าศาลอาญานัดฟังคำพิพากษา 'ธนาธร' คดี 112 เรื่องวัคซีนพระราชทาน
คดี 112 ธนาธร ปากพล่อย วิจารณ์วัคซีนพระราชทาน แทงม้าตัวเดียว รู้ผลวันนี้ 'ผิด-ไม่ผิด-เลื่อน' ศาลอาญานัดอ่านคำตัดสิน 9 โมงเช้า หลังใช้เวลา 5 ปีสืบพยาน 'วรงค์-ดร.อานนท์' พยานปากเอกฝ่ายอัยการ
อวสาน 'การฟ้องปิดปาก' 'วิรุตม์' ชื่นชมปธ.ศาลฎีกาออกคำแนะนำให้ศาลยกฟ้องได้แต่ชั้น 'ตรวจฟ้อง'
พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการสถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) กล่าวว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ประธานศาลฎีกาได้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนจากการฟ้องคดีที่ไม่สุจริต

