'อดีตผู้พิพากษาฯ' ยกเคส 'ศิริโชค' อธิบายชัด เปิดสำนวน ป.ป.ช. ผิดกฎหมายทันทีจริงหรือ

15 มิ.ย.2569-วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง เปิดสำนวน ป.ป.ช. ผิดกฎหมายทันทีจริงหรือ? เมื่อข้อพิพาทไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “เอกสารลับ” แต่อยู่ที่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีเนื้อหาดังนี้

กรณีที่ นายศิริโชค โสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกเปิดเผยเอกสารภายในและข้อมูลเกี่ยวกับสำนวนไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนเกิดกระแสข่าวโหมกระพือว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดร้ายแรงตามมาตรา 180 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปีนั้น  กำลังกลายเป็นมหากาพย์การเมืองและข้อถกเถียงทางนิติศาสตร์ที่สังคมต้องจับตามองอย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม เมื่อดู “ไทม์ไลน์เชิงลึก” เพิ่มเติม คำถามสำคัญในใจของสาธารณชนอาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องผิวเผินอย่าง “นายศิริโชคเปิดเผยเอกสารของ ป.ป.ช. หรือไม่”  แต่ขยับไปสู่ปมที่แหลมคมกว่านั้น นั่นคือ “เอกสารเหล่านั้น ถูกนำมาเปิดเผยเพื่อเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในกระบวนการพิจารณาขององค์กรอิสระหรือไม่” เพราะหากเป็นเช่นนั้น ประเด็นทางกฎหมายย่อมมีความซับซ้อน ลึกซึ้ง และมีมิติที่มากกว่าที่ปรากฏตามพาดหัวข่าวกระแสหลักอย่างแน่นอน!

มาตรา 180 มีไว้เพื่อคุ้มครองใคร? (เจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมาย)

หากเรากางตำรากฎหมายและตีความอย่างเคร่งครัด เจตนารมณ์สำคัญของ มาตรา 36 และมาตรา 180 ของกฎหมาย ป.ป.ช. นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเกราะกำบัง “คุ้มครองผู้กล่าวหา ผู้แจ้งเบาะแส ผู้ให้ข้อมูล และพยาน” มิให้ถูกเปิดเผยตัวตนจนได้รับอันตราย ถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกคุกคามจากการยอมเสี่ยงชีวิตเข้ามาให้ความร่วมมือกับรัฐในการปราบโกง ดังนั้น บรรทัดฐานในการพิจารณาความผิดจึงไม่ใช่แค่การดูว่า “มีการโพสต์กระดาษที่หลุดมาจาก ป.ป.ช. หรือไม่” แต่ต้องดูเนื้อหาในกระดาษแผ่นนั้นว่า:

ถ้าเอกสารนั้นมีชื่อ-ที่อยู่ หรือข้อมูลที่ระบุตัวตนพยาน/ผู้แจ้งเบาะแส: ย่อมเข้าข่ายความผิด ทั้งนี้เพื่อปกป้องชีวิตและความปลอดภัยของพยาน

แต่ถ้าเอกสารนั้นเป็นบันทึกความเห็นทางกฎหมาย มติภายใน ลำดับการพิจารณา หรือเหตุผลในการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่: ประเด็นนี้ยังคงเป็นช่องว่างให้ต่อสู้และตีความอย่างรอบคอบ เพราะกฎหมายไม่ได้เขียนครอบจักรวาลว่าห้ามเผยแพร่เอกสารทุกชนิด และบันทึกความเห็นเหล่านั้นไม่มีข้อมูลของบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองรวมอยู่ด้วยเลย

เปิดไทม์ไลน์เดือด: เมื่อ “ข้อเท็จจริง” เปลี่ยนไปตามสายลม?

จากข้อมูลที่คุณศิริโชคนำเสนอ เนื้อหาหลักไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การเปิดโปงพยานปากลับคนใด แต่เป็นการลากไทม์ไลน์กระบวนการพิจารณาภายในคดีของ นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย กรณีรับประโยชน์อื่นใดเป็นค่ารักษาพยาบาลมูลค่ากว่า 1.3 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง “พฤติการณ์ชวนสงสัย” ดังนี้:

สตอรี่ที่เปลี่ยนไป 3 เวอร์ชัน

1.ครั้งแรก (บนโซเชียล): ระบุว่ามี “ผู้ใหญ่ใจดี” ช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด

2. ครั้งที่สอง (ชั้นไต่สวน ป.ป.ช.): ชี้แจงใหม่ว่าเป็น “เงินของตนเองทั้งหมด” จนกระทั่ง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด

3. ครั้งที่สาม (หลังโดนชี้มูล): ยื่นหนังสือขอทบทวนมติ โดยอ้างหลักฐานใหม่ว่าเป็น “เงินกู้จากนายเนวิน ชิดชอบ”

มหากาพย์การ “กลับลำ” ของเจ้าของสำนวน

• 22 กันยายน 2566 & 17 กรกฎาคม 2567: คณะกรรมการไต่สวน และ บอร์ด ป.ป.ช. ชุดใหญ่ มีมติเห็นพ้องต้องกัน “ชี้มูลความผิด” นายณัฏฐ์ชนน

• 15 สิงหาคม 2567: เจ้าของสำนวน ทำบันทึกความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างหนักแน่นว่า สัญญากู้เงินเนวิน “ฟังไม่ขึ้น-ไม่ใช่หลักฐานใหม่” และการขอสอบพยานเพิ่ม “ขัดต่อระเบียบ ป.ป.ช. ข้อ 77 วรรคสี่” (เนื่องจากเลยกำหนด 30 วัน)

• 17 เมษายน 2569 (หลังมีการเปลี่ยนองค์ประกอบบอร์ด ป.ป.ช.): เจ้าของสำนวนกลับทำเรื่อง “เสนอให้สอบพยานเพิ่มเติมเอง” โดยพยานปากสำคัญคือ นายเนวิน ชิดชอบ พร้อมเสนอให้นำสำนวนเข้าสู่ อนุกรรมการที่ปรึกษาสำนวนอาญา ซึ่งมีบุคคลภายนอกอักษรย่อ “ต.” เข้ามามีบทบาท ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการแทรกแซงองค์กรอิสระ

ข้อกล่าวอ้างตามไทม์ไลน์นี้ จึงน่าจะไม่ใช่การแฉข้อมูลส่วนบุคคล แต่เป็นการใช้พยานเอกสารมาตั้งคำถามถึง “ความสอดคล้อง ดุลพินิจ และมาตรฐานอันโปร่งใส” ขององค์กรระดับประเทศ!

คดีนี้อาจไม่ใช่เรื่อง “เอกสารลับ” แต่เป็นเรื่อง “หลักนิติธรรม”

หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ปรากฏ สิ่งที่สังคมกำลังเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่แค่เรื่องการละเมิดความลับราชการ แต่เป็นคำถามตัวโตๆ ที่สั่นสะเทือน หลักนิติธรรม (Rule of Law) ของบ้านเมือง:

เหตุใดพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ระบุเองว่า ไม่ใช่หลักฐานใหม่ ถึงถูกชุบชีวิตนำกลับมาพิจารณาอีกครั้ง?

เหตุใดการสอบพยานที่เคยถูกฟันธงว่า ขัดต่อระเบียบข้อ 77 ถึงได้รับอนุมัติในภายหลัง?

และเหตุใดเจ้าของสำนวนคนเดิม จึงเปลี่ยนจุดยืนจาก “ผู้คัดค้าน” กลายมาเป็น “ผู้เสนอ” ในทางตรงกันข้ามราวกับเป็นคนละคน?

ในระบอบประชาธิปไตย กระบวนการใช้อำนาจรัฐและการเปลี่ยนดุลพินิจจากหน้ามือเป็นหลังมือในลักษณะนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ประชาชนมีสิทธิอันชอบธรรมในการรับรู้และตั้งข้อสงสัยเพื่อตรวจสอบ

การชั่งน้ำหนัก: “สิทธิการรับรู้ของประชาชน” VS “ความลับของสำนวน”

แม้ว่ากฎหมาย ป.ป.ช. จะต้องรักษาความลับเพื่อประสิทธิภาพในการทำคดี แต่ในมุมกลับกัน รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดก็รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น การเผยแพร่ข้อมูลของคุณศิริโชคเกิดขึ้น หลังจากที่ตนเองได้ยื่นฟ้อง ม.157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ไปแล้ว เอกสารเหล่านี้จึงมีสถานะเป็น “พยานหลักฐานในคดีความ” ที่โจทก์นำมาแสดงต่อสาธารณะเพื่อยืนยันความสุจริตใจในการฟ้องร้อง ไม่ใช่การปล่อยข่าวโคมลอยเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง

หากเรื่องนี้ต้องไปหักเหลี่ยมกันในศาลจริงๆ ศาลย่อมต้องทำหน้าที่ชั่งน้ำหนัก (Balancing of Interests) ระหว่าง:  ความเสียหายของการหลุดลอยของข้อมูลราชการ กับ ประโยชน์สาธารณะอันเกิดจากการเปิดโปงความไม่โปร่งใสขององค์กรที่มีหน้าที่ปราบโกง

5 คำถามสำคัญที่สังคมไทยต้องการคำตอบ ก่อนจะรีบด่วนสรุปว่าใครต้องเข้าคุก มี 5 ปมใหญ่ที่ต้องได้รับคำชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา:

1.เอกสารที่หลุดออกมา มีข้อมูลที่เป็นรายละเอียดของผู้ร้องเรียน หรือพยานที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองอยู่จริงไหม? 2.เหตุใดแนวทางและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบสำนวนถึงพลิกคว่ำพลิกหงายจากเดิม? 3. การขยายเวลาและรับลูกสอบพยานเพิ่มหลังเนิ่นนานเกือบ 2 ปี สอดคล้องกับระเบียบ ป.ป.ช. ข้อ 77 จริงหรือไม่? 4. บุคคลภายนอกอักษรย่อ “ต.” ในคณะที่ปรึกษา มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการชี้นำสำนวนคดีมากน้อยเพียงใด? 5. การเปิดเผยครั้งนี้ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม หรือเป็นการรักษาความยุติธรรมกันแน่?

บทสรุป: เส้นแบ่งบทบาทในสังคมประชาธิปไตย

ในชั้นนี้ การด่วนสรุปว่าการกระทำของนายศิริโชคเป็นความผิดอาญาตามมาตรา 180 ทันที อาจเป็นข้อสรุปที่เร็วเกินไป เพราะเมื่อมองลึกลงไปในสารัตถะ คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องศึกสายเลือดทางการเมืองในพื้นที่ภาคใต้ หรือข้อพิพาทเรื่องเอกสารหลุดธรรมดาๆ แต่อาจกลายเป็น “คดีหมุดหมายสำคัญ” ที่จะมาขีดเส้นแบ่งในสังคมไทยว่า… ระหว่าง “การรักษาความลับในอุโมงค์อันมืดมิดของกระบวนการไต่สวน” กับ “สิทธิของประชาชนที่จะส่องสปอตไลท์ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ” ขอบเขตที่สมดุลและสง่างามภายใต้หลักนิติธรรมควรจะอยู่ ณ จุดใด!

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘คดีที่ดินเขากระโดง’ บททดสอบระบบยุติธรรมไทย รอดูความศักดิ์สิทธิ์ของศาลไทย

วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คดีที่ดินเขากระโดง: เมื่อศาลสั่งให้สอบสวน แต่ผลกลับจบที่ ‘ยุติเรื่อง’ ปัญหาที่คดีใหม่ 395/2568 ต้องตอบ

นักกฎหมาย ถอดรหัสแชตไลน์ ‘ช่วยน้ำเงินด้วย’ ถ้าผิดจริงเจอทั้งโทษวินัย และ อาญา เต็มๆ

นายวัส ติงสมิตร  นักวิชาการอิสระ  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า  กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่เขย่าแวดวงสิงห์มหาดไทยอย่างรุนแรง  เมื่อหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกกรณีแชตไลน์หลุดสะเทือนเลื่อนลั่น

ถอดรหัส 'ถอนฟ้อง' ในคดี อดีตประธานป.ป.ช.  เมื่อสิทธิของโจทก์ ต้องเผชิญกับประโยชน์สาธารณะ

หน้าประวัติศาสตร์กฎหมายและการเมืองไทยต้องจารึกไว้อีกครั้ง เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำพิพากษาครั้งสำคัญ

อดีตผู้พิพากษาถอดรหัสคำแนะนำ 'ประธานศาลฎีกา' ว่าด้วยการฟ้องคดีโดยไม่สุจริต

อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์คำแนะนำประธานศาลฎีกาฉบับใหม่ ว่าด้วยการดำเนินคดีโดยไม่สุจริต ชี้เป็นหมุดหมายสำคัญของก