'ศปป.5' ชวนตั้งคำถาม 6 ข้อปม 'ที่หลบภัยข้ามแดน' หลังส่ง 'หมายแดง' ล่ามือยิง 5 ทหารพราน

'ศปป.5' ชวนตั้งคำถาม 6 ข้อปม ที่หลบภัยข้ามแดน หลังส่ง 'หมายแดง' ล่ามือยิง 5 ทหารพราน ชี้ต้องส่งข้อมูลมัดคอให้ 'มาเลเซีย' หลัง 'นายกฯ-กต.' ตกลงกับผู้นำฯ แล้ว ย้อนประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ 2 ชาติไทยช่วยยุติลัทธิคอมมิวนิสต์ในอดีต แต่ปม 'ส่งผู้ร้ายข้ามแดน-คนสองสัญชาติกลับไม่เห็นผลลัพธ์' หวังสื่อช่วยขุดข้อเท็จจริง


5ส.ค.2569- ศูนย์ประสานในการปฎิบัติที่ 5 (ศปป.5) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ออกบทความ ที่ชื่อว่า “ที่หลบภัยข้ามพรมแดน : คำถามที่รอนักข่าวไทยไปถาม”

พรัอมระบุถึงวัตถุประสงค์ว่า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกับสื่อมวลชนในกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ จชต. — เนื้อหาเป็นการชวนตั้งคำถาม มิใช่ข้อสรุปของทางราชการ สื่อมวลชนมีอิสระเต็มที่ในการตรวจสอบ เห็นแย้ง และรายงานตามข้อเท็จจริงที่ท่านค้นพบ

บทความดังกล่าวเริ่มต้นด้วยการกล่าวว่า “ เมื่อกลันตันขอหลักฐาน—ลูกบอลกลับมาอยู่ในสนามของไทยแล้ว ใครจะเป็นผู้ตาม?”

ค่ำวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๙ กล้องวงจรปิดที่จุดตรวจบูเก๊ะซามี อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส บันทึกภาพชายชุดดำกว่าสิบคนบนรถกระบะ ไม่กี่นาทีต่อมา อาสาสมัครทหารพรานและทหาร ๕ นายเสียชีวิต ประชาชนบาดเจ็บ ๖ คน ในจำนวนนั้นมีเด็กชายวัย ๑๐ ขวบ อาวุธสงคราม ๓ กระบอกหายไปพร้อมคนร้ายที่มุ่งหน้าไปตามทางหลวงสายตันหยงมัส–ดุซงญอ แล้วหายเข้ากลีบเมฆ

สี่วันต่อมา สิ่งที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น — ผู้บัญชาการตำรวจรัฐกลันตันของมาเลเซีย แถลงต่อสาธารณะว่า ทางการมาเลเซียได้ติดต่อฝ่ายไทย เพื่อ "ขอหลักฐาน" ยืนยันรายงานที่ว่ากลุ่มติดอาวุธหลบหนีข้ามพรมแดนไปพักพิงในมาเลเซียหลังก่อเหตุ พร้อมยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกครั้งที่มีเหตุยิงหรือระเบิดในภาคใต้ของไทย มักมีข้อกล่าวหาว่าผู้ต้องสงสัยหลบหนีเข้ามาเลเซีย และให้คำมั่นว่าหากฝ่ายไทยส่งข้อมูลมา มาเลเซียจะดำเนินการทันที

ประโยคนี้สำคัญกว่าที่เห็น เพราะตลอดสองทศวรรษ เรื่อง "ที่หลบภัยข้ามพรมแดน" เป็นความลับที่เปิดเผย (open secret) ที่สุดเรื่องหนึ่งของความขัดแย้งชายแดนใต้ — รู้กันทั้งพื้นที่ รายงานกันในเอกสารวิชาการนานาชาติ แต่แทบไม่เคยถูกไล่เรียงอย่างเป็นระบบในพื้นที่ข่าวไทย เหตุผลที่มักอ้างกันคือ "ความละเอียดอ่อนทางการทูต" วันนี้ฝ่ายมาเลเซียเป็นผู้เปิดประตูเอง ด้วยการขอหลักฐานอย่างเป็นทางการ คำถามจึงไม่ใช่ "มาเลเซียจะทำอะไร" อีกต่อไป แต่คือ "ฝ่ายไทยมีหลักฐานอะไร และได้ส่งไปหรือยัง" — และนั่นคือคำถามที่สื่อมวลชนไทยอยู่ในฐานะที่จะถามได้ดีที่สุด

ทำไมเรื่องนี้ต้องเป็นสื่อ ไม่ใช่แค่รัฐ
ประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งยืดเยื้อทั่วโลกให้บทเรียนตรงกันข้อหนึ่ง คือ ชัยชนะที่ยั่งยืนไม่ได้ตัดสินในสนามรบ แต่ตัดสินในสนามการรับรู้ — ของประชาชนฝ่ายตน และของประชาคมโลก และผู้เล่นชี้ขาดในสนามนั้นคือสื่อมวลชน ไม่ใช่กองทัพ

สงครามอิรัก ๒๕๔๖ กองทัพสหรัฐฯ ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ เปิดให้นักข่าวราว ๖๐๐ คนฝังตัวไปกับหน่วยรบ ผลการประเมินโดย RAND Corporation สรุปว่าเป็นระบบที่ตอบโจทย์ทั้งสื่อ กองทัพ และประชาชนได้สมดุลที่สุด ความลับทางทหารไม่รั่ว แต่ความจริงไหลถึงสาธารณชนเร็วกว่าข่าวลือ ที่มินดาเนา ผู้บัญชาการกองพลของกองทัพฟิลิปปินส์ประกาศต่อสื่อท้องถิ่นว่าสื่อคือหุ้นส่วนที่ดีที่สุดในการกระจาย "ความชัดเจนและความจริง" อย่างรวดเร็ว และที่อาเจะห์ งานวิจัยนานาชาติยืนยันว่าสื่อสันติภาพคือพลังสำคัญที่เปลี่ยนความขัดแย้งจากวาระสงครามกลับสู่วาระการเมืองปกติ จนรัฐบาลอาเจะห์มอบรางวัลเชิดชูนักข่าวหลายสิบคนในวาระ ๒๐ ปีข้อตกลงสันติภาพ ในฐานะผู้ร่วมสร้างสันติภาพตัวจริง

สามกรณี สามทวีป บทสรุปเดียว: เมื่อสื่อเข้าถึงข้อเท็จจริงและไล่เรียงมันอย่างมืออาชีพ สังคมทั้งในและนอกประเทศจะมองเห็นภาพเดียวกัน และภาพที่ชัดนั้นเองคือแรงกดดันเชิงนโยบายที่ทรงพลังที่สุด — ทรงพลังกว่าแถลงการณ์ของรัฐใด ๆ เพราะไม่มีใครกล่าวหาได้ว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อ

เรื่องที่รอการขุด: ข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้แล้ว
สำหรับกองบรรณาธิการที่กำลังชั่งใจว่าเรื่องนี้ "มีของ" แค่ไหน ข้อเท็จจริงต่อไปนี้ถูกบันทึกไว้ในแหล่งเปิดแล้วทั้งสิ้น รอเพียงการไล่เรียง ตรวจสอบ และต่อภาพ

บทบรรณาธิการ Bangkok Post (ก.ค. ๒๕๖๙) ระบุตรงไปตรงมาว่า เป็นที่รับรู้กันมานานว่ามาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐกลันตัน เป็นเสมือน "บ้านหลังที่สอง" ของผู้ก่อความไม่สงบจำนวนมากรวมถึงแกนนำระดับสูง ซึ่งหลายคนถือสองสัญชาติ และจะพำนักอยู่ได้ตราบที่ฝ่ายไทยไม่ยื่นขอส่งตัวอย่างเป็นทางการ

ปมสองสัญชาติเป็นเงื่อนปมทางกฎหมายที่ซับซ้อนที่สุด — มาเลเซียไม่อนุญาตให้ถือสองสัญชาติ แต่การจดทะเบียนเกิดสองฝั่งพรมแดนโดยไม่เปิดเผยทำให้เกิดสถานะนี้จริงในทางปฏิบัติ ล่าสุดประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นหารือแล้วในระดับนายกรัฐมนตรีของสองประเทศ

รมว.กต. ในฐานะประธานคณะกรรมการพิเศษแก้ปัญหาภาคใต้ ยอมรับว่าไทยต้องการความร่วมมือจากมาเลเซียในเรื่องนี้ ขณะที่เลขาธิการ สมช. ระบุว่ามาเลเซียสามารถประสานกับกลุ่มผู้เห็นต่างที่พำนักอยู่ได้

และข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่คนไทยควรภูมิใจและมาเลเซียปฏิเสธไม่ได้ — เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๒ ไทยคือฝ่ายที่ช่วยยุติสงครามคอมมิวนิสต์ของมาเลเซีย โน้มน้าวจีนเป็ง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์มลายาที่ตั้งมั่นในเบตง ให้วางอาวุธ และลงนามสันติภาพที่หาดใหญ่ ไทยเคยเป็น "เพื่อนบ้านที่ไม่ให้ที่พักพิงแก่ศัตรูของเพื่อน" มาก่อน วันนี้เราเพียงขอสิ่งเดียวกันคืน

คำถามเชิงนโยบาย ๖ ข้อ ที่ควรถูกถามในที่แจ้ง
คำถามชุดนี้ไม่ได้มุ่งโจมตีผู้ใด แต่เป็นคำถามที่ระบบราชการจะตอบก็ต่อเมื่อมีผู้ถามอย่างต่อเนื่องในที่แจ้ง — และนั่นคืองานที่สื่อทำได้ดีกว่าทุกสถาบัน

ถึง สมช. และ กต. : นับแต่ พ.ศ. ๒๕๔๗ ไทยเคยยื่นคำขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือคำขอความร่วมมือทางอาญา (MLAT) ต่อมาเลเซีย กรณีผู้ต้องหาคดีความมั่นคง จชต. กี่ครั้ง ผลลัพธ์แต่ละครั้งเป็นอย่างไร และอุปสรรคทางกฎหมายที่แท้จริงคืออะไร

ถึงหน่วยความมั่นคง : ชุดหลักฐานที่ฝ่ายกลันตันร้องขอครั้งนี้ หน่วยใดรับผิดชอบรวบรวม มีกรอบเวลาส่งมอบเมื่อใด และจะแถลงผลให้สาธารณชนสองประเทศทราบหรือไม่

ถึงรัฐบาลทั้งสองประเทศ : ฐานข้อมูลบุคคลสองสัญชาติตามแนวชายแดนที่ผู้นำสองประเทศหารือกันแล้ว จะเดินหน้าเป็นกลไกถาวรได้เมื่อใด และมีหลักประกันอย่างไรว่าจะไม่กระทบสิทธิของประชาชนบริสุทธิ์สองฝั่งพรมแดนที่ผูกพันเป็นเครือญาติกันมาหลายชั่วอายุคน

ถึงกลไกทวิภาคี : คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และกลไกความร่วมมือชายแดนไทย–มาเลเซีย ประชุมครั้งล่าสุดเมื่อใด วาระเรื่องการไม่ให้ที่พักพิงถูกบรรจุหรือไม่ และมีผลลัพธ์ที่จับต้องได้ประการใด

ถึงผู้กำหนดนโยบาย : บทบาท "ผู้อำนวยความสะดวก" ของมาเลเซียในกระบวนการพูดคุยสันติสุข กับพันธะของรัฐเพื่อนบ้านในการไม่เป็นที่พักพิงของผู้ก่อเหตุรุนแรง สองบทบาทนี้จะเดินเสริมกันอย่างไร — และไทยได้สื่อสารความคาดหวังนี้อย่างเป็นระบบแล้วหรือยัง

ถึงสังคมไทยเอง : ตลอดยี่สิบปี เหตุใดคำถามข้อ ๑–๕ จึงแทบไม่เคยถูกถามในที่แจ้ง ความเกรงใจทางการทูตคุ้มครองความสัมพันธ์ หรือคุ้มครองความเฉื่อยของระบบกันแน่

กรอบที่ทำให้เรื่องนี้ "แรง" อย่างยั่งยืน
หนึ่ง — นี่ไม่ใช่แคมเปญต่อต้านมาเลเซีย และไม่ควรเป็น มาเลเซียคือหุ้นส่วนที่ขาดไม่ได้ของสันติภาพชายแดนใต้ ทั้งในฐานะผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยและคู่ค้าชายแดนที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองฝั่ง การรายงานที่ดีที่สุดคือการรายงานที่ทำให้ "การส่งหลักฐานและการดำเนินการทันที" ตามคำมั่นของฝ่ายกลันตัน เกิดขึ้นจริง — นั่นคือชัยชนะร่วมของสองประเทศ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายใด

สอง — พลังของสื่ออยู่ที่ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ถ้อยคำ ประวัติศาสตร์ปี ๒๕๔๙ เคยพิสูจน์แล้วว่าข้อกล่าวหาข้ามพรมแดนที่ไม่มาพร้อมหลักฐาน จบลงด้วยการปฏิเสธและความสัมพันธ์ที่ต้องมาซ่อมกันใหม่ เรื่องนี้จะเดินไปได้ไกลแค่ไหน ขึ้นกับความแน่นของข้อมูลล้วน ๆ ซึ่งเป็นเกมที่สื่อสืบสวนถนัดที่สุด

สาม — ประชาคมโลกกำลังฟัง เรื่องพรมแดน ที่พักพิง และการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นภาษาสากลที่สำนักข่าวต่างประเทศเข้าใจทันที งานข่าวไทยที่แน่นพอจะถูกอ้างอิงต่อในเวทีโลก และการรับรู้ของโลกนั้นเองคือสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่จะหนุนทุกโต๊ะเจรจาของไทยไปอีกหลายปี

ห้าศพที่บูเก๊ะซามีคือราคาที่จ่ายไปแล้ว คำมั่นจากกลันตันคือประตูที่เปิดอยู่ตอนนี้ ระหว่างสองสิ่งนี้มีช่องว่างหนึ่งที่ยังไม่มีใครเติม — ข้อเท็จจริงที่ถูกไล่เรียงอย่างมืออาชีพต่อสาธารณะ

ช่องว่างนั้นมีชื่อเรียกว่า "งานของนักข่าว"

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'รอมฎอน' เชื่อ โต๊ะสันติภาพยังไม่ล่ม เป็นหน้าที่ 'บีอาร์เอ็น' ต้องตอบคำถามมายังผู้แทนรัฐบาล

'รอมฎอน' มั่นใจโต๊ะสันติภาพยังไม่ล่ม ตั้งข้อสังเกตคำสัมภาษณ์หัวหน้าการพูดคุยสันติสุข เชื่อทาง 'บีอาร์เอ็น' คงได้รับสารที่ส่งไปแล้ว ต้องตอบคำถามมายังผู้แทนของรัฐบาล เตือนสำนักข่าวกรองฯ ประเมินสถานการณ์แบบ'ตัดเท้าเข้าเกือก' สุ่มเสี่ยงที่จะผิดพลาด ยันยังคงทักท้วงตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลต่อไปอย่างเข้มข้น

กอ.รมน.ภาค4เตือน! อย่าเชื่อข่าวปั่นคุมตัวตำรวจสอบสวน

'กอ.รมน.ภาค4 สน.' ขอประชาชน อย่าหลงเชื่อข้อมูลบิดเบือนยันทหาร-ตำรวจ ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ไม่มีการควบคุมตัวตำรวจตามที่มีการเผยแพร่

'นักวิชาการ' จับตาอาจมีผู้ที่มีขีดความสามารถสูงกว่า 'บีอาร์เอ็น' ไม่ต้องการให้เกิดความสงบ

'อ.หริรักษ์' สงสัย กลุ่มก่อการร้าย หากเป็น'บีอาร์เอ็น'เท่ากับเปิดศึกกับฝ่ายความมั่นคงไทยและไม่ต้องเจรจากันอย่างสันติ เผยวงในลึกๆบอกว่า เป็นคนที่ถูก recruit จากจังหวัดอื่น ได้รับการฝึกและวางแผนมาเป็นอย่างดี อาจมีใครที่มีขีดความสามารถสูงกว่า บีอาร์เอ็น มาเลเซีย และกองทัพไทย ไม่ต้องการให้เกิดความสงบก็ได้

บึ้ม! คาร์บอมบ์ถล่มหน้า สภ.ตันหยงเก่า จ.นราธิวาส จนท.เร่งล่ามือวางระเบิด

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายลอบก่อเหตุด้วยรถยนต์บรรทุกวัตถุระเบิดแสวงเครื่อง บริเวณหน้า สถานีตำรวจภูธรตันหยง (หลังเก่า) ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส