อ่าน ‘อ.เอนก’ ถอดรหัสคำว่า ‘รู้งี้’ : กลยุทธ์ผู้นำ

20 กันยายน 2569 * ​นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต เขียนบทความเรื่อง ถอดรหัสคำว่า “รู้งี้”: กลยุทธ์ผู้นำ

​ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความย้อนแย้งอันลึกซึ้ง ปากบอกว่าเกลียดความผิดพลาด กลัวการตัดสินใจผิด หรือตัดสินใจช้าไป แต่ลึกๆ กลับชอบอุทานว่า “รู้งี้ละก้อ โธ่เอ๊ย” อยู่ร่ำไป

มีคำกล่าวที่สะท้อนสัจธรรมข้อนี้ไว้อย่างเจ็บแสบว่า “ความรู้” ที่คนต้องการที่สุดคือ “รู้งี้” ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่มีสถาบันไหนสอน ไม่มีตำราเล่มใดเขียนไว้ และต่อให้เป็นผู้เชี่ยว ชาญระดับโลก ก็ไม่มีทางเรียนรู้ล่วงหน้าได้เลย

 “รู้งี้” หมายถึงคนบ่นรู้ว่าตนรู้พลาดไป คิดไม่ถึง​ เก็งพลาดไป​ รู้ข้อเท็จจริงผิดไป เลือกผิดคน​ ว่างผิดแผน​ผิดกับเหตุการณ์​ รู้น้อยไป สักนิด​ หรือมาก​ ในเรื่องที่ควรรู้​ หรือรู้ช้าไป ช้านิดเดียว​ หรือนานโขก็ได้

​นักจิตวิทยา-เศรษฐ ศาสตร์รางวัลโนเบล​อย่าง แดเนียล คาห์เนแมน (Daniel Kahneman) ได้ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์และพบว่า สมองของเรามักตกหลุมพรางของ Hindsight Bias หรือความลำเอียงหลังเหตุการณ์ เรามักจะคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น น่าจะ “รู้อยู่แล้ว” หลังจากที่ผล​ลัพธ์ปรากฏชัดเจนต่อหน้า

​นี่สอดคล้องกับคำกล่าวคลาสสิกของนักปรัชญาชาวเยอรมัน เกอร์ฮาร์ด ฟรีดริช เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel) เมื่อสองร้อยปีมาแล้ว ที่เคยเปรียบเปรยไว้อย่างลึกซึ้งว่า “นกฮูกแห่งมิเนอร์วา–สัญลักษณ์ของสติปัญญาสม​บูรณ์​–จะบินออกฟ้า​ ก็ต่อเมื่อเป็นยามพลบค่ำแล้ว” (The owl of Minerva flies only at dusk)

​ความหมายก็คือ สติปัญญา ความเข้าใจอันถ่องแท้ และบทเรียนที่แท้จริง จะไม่เคยปรากฏตัวขึ้นในยามเช้าหรือยามเที่ยงบ่าย​ หมายถึงช่วงที่เรากำลังต่อสู้ชุลมุนอยู่กับปัญหา แต่มันจะบินมาถึงให้และเราได้เห็น ได้เข้าใจชัดเจนและฉลาดลึกซึ้ง​ ปราดเปรื่อง ก็ต่อเมื่อเหตุ​การณ์ทั้งหมดนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว ยามเมื่อตะวันได้ตกดินไปแล้วเท่านั้น

​นี่คือความย้อนแย้งขั้นพื้นฐาน (Paradox): ความรู้ที่ทรงคุณค่าและตรงจุดที่สุด มักเดินทางมาถึงช้ากว่าเวลาที่ต้องใช้งานจริงเสมอ น่าเสียดายเสมอ

​เมื่อทฤษฎีปะทะโลกจริง: ความล้มเหลวของการรอคอยความสมบูรณ์แบบ

เมื่อย้อนมองงานเขียนคลาสสิกด้านการจัดการองค์กรอย่าง The Innovator’s Dilemma ของ คริสเทนเซน (Clayton Christensen) จะพบร่องรอยของปัญหาเช่นนี้อยู่เสมอ ในยามที่ต้องตัดสินใจภายใต้สถานการณ์คลุมเครือ ไม่มีใครมีข้อมูลครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ ความกลัวที่จะล้มเหลวทำให้คนทั่วไปเลือกที่จะ “รอ” รอจนกระทั่งข้อมูลพร้อม รอจนกระทั่งปลอดภัย แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง ความล่าช้ากลับเป็นต้นทุนที่แพงที่สุด

​สุดท้ายจึงต้องมานั่งตบเข่าฉานแล้วสบถคำว่า “รู้งี้” ขึ้นมา

​นักคิดเรืองนามด้านองค์การและการจัด​การอย่าง ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) เคยชี้ให้เห็นว่า ความผิดพลาดไม่ใช่หลักฐานของความโง่เขลา แต่คือต้นทุนค่าวิชาที่องค์​การต้องจ่ายเพื่อซื้อประสบการณ์

​แล้ว​ “คนธรรมดา” กับ “ผู้นำตัวจริง” ต่างกันอย่างไรเมื่อเจอคำว่า “รู้งี้”?

​คนธรรมดา: พลาดปุ๊บก็ตีอกชกตัว จมดิ่งลงไป อยู่กับความเสีย​ดาย พลางโทษโชคชะตาหรือโทษตัวเอง กลายเป็นอัมพาตทางความคิด ยิ่งกลัวความผิดพลาดก็ยิ่งไม่กล้าตัดสินใจ จนโอกาสหลุดลอยและวนกลับมาอุทานคำเดิมซ้ำๆ

​ผู้นำตัวจริง: มองโลกในมุมกลับแบบ Paradox เขารู้ว่าความผิดพลาดและความล่าช้าไม่ใช่หายนะ แต่เป็น “ทุนทางปัญญาที่ราคาแพงที่สุด” ที่องค์กร อุตสาหกรรม หรือประเทศชาติจ่ายเงินซื้อมาด้วยความเจ็บปวด

​กรณีศึกษาระดับโลก: ผู้นำที่เปลี่ยน “รู้งี้” ให้เป็นชัยชนะ

​ในประวัติศาสตร์และการบริหารระดับสูง ผู้นำที่ยิ่งใหญ่มักไม่ใช่คนที่ไม่เคยผิดพลาด แต่คือผู้ที่เคยเจ็บปวดกับคำว่า “รู้งี้” แล้วนำความเจ็บปวดนั้นมาออกแบบระบบเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ

​1. แฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ (Franklin D. Roosevelt – FDR) กับวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)

​ในช่วงแรก สหรัฐเคยปล่อยให้กลไกตลาดจัดการตัวเองจนธนา คารล้มละลายและคนตกงานนับล้าน FDR ไม่ปล่อยให้ความล้มเหลวเชิงนโยบายในอดีตกลายเป็นคำบ่นไร้ค่า เขารีบเปลี่ยนความผิดพลาดนั้นไปสู่การทำโครงการพลิกโฉมหน้าประเทศหรือ “New Deal” โดยไม่รอข้อมูลทางเศรษฐกิจปรากฏครบสมบูรณ์ก่อน แต่ใช้หลักการทดลองทำไปก่อนและปรับแก้ตามอย่างเร่งด่วน​ เขาออกกฎหมายฉุกเฉิน ปฏิรูปธนาคาร และสร้างงานรัฐที่เป็นโครงสร้างพื้นฐาน จนพาประเทศสหรัฐหลุดพ้นปากเหวแห่งความหายนะสำเร็จ

​2. แอนดรูว์ โกรฟ (Andy Grove) กับวิกฤตชิปหน่วยความจำของ Intel

เมื่อ Intel ถูกคู่แข่งคือญี่ปุ่นรุกฆาตจนตนเองต้องขาดทุนยับเยิน ผู้บริหารอื่นๆ​ ต่างลังเลที่จะปรับตัวครั้งใหญ่เพราะเสียดายธุรกิจเดิมที่ทำกันมาได้ดี แต่โกรฟกลับกล้าถามคำถามที่พลิกความคิดว่า “ถ้าพวกเราถูกไล่อออก แล้วคณะกรรมการชุดใหม่เข้ามา เขาจะทำอะไร?” คำตอบคือเขาจะเลิกทำเมมโมรี่แล้วหันไปทำ”ไมโครโปร​เซสเซอร์” โกรฟไม่รอช้าที่จะตัดใจจากอดีตที่ผิดพลาด​ พลางสั่งหักดิบเปลี่ยนทิศทางองค์กรทันที จนพลิกให้ Intel กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลกต่อมาได้

​บทเรียนจากผู้นำไทย: การตัดสินใจในภาวะวิกฤตและการพลิกเกมระดับชาติ

​ไม่เพียงแต่ทางสากลเท่านั้น ประวัติศาสตร์และการเมืองไทย ก็มีตัวอย่างของผู้นำที่ต้องเผชิญกับสถาน การณ์อันหนักหน่วง และก้าวข้ามความเสี่ยงเพื่อวางรากฐานสำคัญให้ประเทศเรารอดพ้นภัยคุกคามได้อย่างดีมาแล้ว:

1. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) กับวิกฤตฝรั่งไล่ล่าอาณานิคม

​สถานการณ์: สยามถูกบีบจากมหาอำนาจตะวันตกที่เข้ามาคุกคามรอบด้าน หากเลือกสู้แบบหัวชนฝาประเทศอาจสูญเสียเอกราช แต่หากเจรจาไม่ดีก็อาจสิ้นชาติ

​การบริหารความเสี่ยงระดับผู้นำ: พระองค์ทรงดำเนิน “การทูตเชิงรุกและการปฏิรูปเชิงระบบ” (Modernization) ยอมเสียสละดินแดนส่วนน้อยเพื่อรักษาเอกราชของส่วนใหญ่ พร้อมกับเร่งปฏิรูปโครง​สร้างประเทศขนานใหญ่ ทั้งการปกครอง การศาล และการศึกษาให้ทัดเทียมอารยประเทศ เพื่อปิดช่องว่างไม่ให้ชาติตะวันตกอ้างความล้าหลังของเรามายึดครอง นี่คือวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลเพื่อไม่ให้ประเทศต้องมา”รู้งี้” นั่งเสียดายเอาในภายหลัง

​2. อานันท์ ปันยารชุน กับการปฏิรูปเศรษฐ กิจครั้งใหญ่

​สถานการณ์: ท่านเข้ามารับตำแหน่งในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังเหตุ​การณ์ความไม่สงบทางการเมือง ในท่ามกลางราชการที่อุ้ยอ้ายล้าสมัยและขาดประสิทธิภาพ

​การบริหารความเสี่ยงระดับผู้นำ: แม้จะเป็นรัฐบาลเฉพาะกาล แต่ท่านมีความเด็ดเดี่ยวในการผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เช่น การริเริ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่น​คงในระยะยาว พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้นำที่ดีต้องกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้องแม้จะไม่เป็นที่นิยมในระยะสั้น

​ถอดรหัส: ผู้นำแปลง “รู้งี้” ให้เป็นระบบได้อย่างไร?

​จากกรณีศึกษาทั้งระดับโลกและผู้นำไทย ผู้นำที่ใช้ประ​โยชน์จากความผิดพลาดและความเสียดายได้อย่างแท้จริง จะมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน 3 ประการ:

​กล้าตัดเนื้อร้ายทันที ไม่จมอยู่กับอดีต: ผู้นำตัดใจจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วทันที หากข้อมูลปัจจุบันพิสูจน์ว่าเดินมาผิดทาง พร้อมจะ Pivot หรือหักดิบเปลี่ยนทิศทางแม้จะเจ็บปวดก็ต้องทน

​เปลี่ยนความผิดพลาดให้เป็นระบบป้องกันความเสี่ยง (Systemic Prevention): ผู้นำจะไม่ปล่อยให้ความเสียหายสูญเปล่า แต่นำวิกฤตมาถอดบทเรียนเพื่อออกกฎระเบียบหรือสร้างกระบวนการใหม่ล็อกไว้ไม่ให้เกิดซ้ำ พร้อมเตรียมแผนสำรองล่วงหน้า

​ใช้ความเร็วมากกว่าใช้ความสมบูรณ์แบบ (Velocity over Perfection): ผู้นำรู้ว่าการรอข้อมูลครบ 100% คือความหายนะ จึงกล้าตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่มีจำกัด บนพื้นฐานความเสี่ยงที่คำนวณไว้ และกล้าเผชิญหน้ากับความท้าทายอย่างเด็ดเดี่ยว

​กล่าวโดยสรุป คำว่า “รู้งี้ละก้อ โธ่เอ๊ย” จึงไม่ใช่เครื่องประจานความโง่เขลา แต่มันคือเครื่องเตือนใจทางยุทธศาสตร์ว่า ระบบการทำงานที่ดีและการนำพาชาติบ้านเมืองให้รอดปลอดภัย ไม่ได้เกิดจากการรู้ทุกอย่างล่วงหน้า แต่เกิดจากการตระหนักว่า “นกฮูกแห่งมิเนอร์วาจะบินเมื่อพลบค่ำเสมอ”

​หน้าที่ของเราจึงไม่ใช่การรอให้ความรู้มาถึงก่อนลงมือทำ แต่ต้องทำโครงสร้างยืดหยุ่นที่พอจะรองรับความผิดพลาด และเปลี่ยนความเสียดายในยามพลบค่ำ ให้กลายเป็นปัญญานำทางในวันพรุ่งนี้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ผู้นำอยู่ที่สมัครใจนำ: ไม่ใช่ตำแหน่ง หรืออำนาจ

​ในสังคม หลายคน มักจะเข้าใจว่า "ความเป็นผู้นำ" คือสิทธิพิเศษของผู้ที่มีตำแหน่งสูง มีอำนาจตามกฎหมาย หรือมีเก้าอี้ผู้บริหารที่สามารถสั่งการ​ และโยกย้ายใครก็ได้ แต่แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงลักษณะของ "นาย" หาใช่ "ผู้​นำ" ไม่

ดร.เอนก ชี้โลกไม่ได้มีทางเดินเส้นเดียว เตือนอย่าใช้ไม้บรรทัดตะวันตกวัดความเจริญ

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ หยิบแนวคิด “แฮร์เดอร์” นักคิดเยอรมัน ท้าทายความเชื่อว่าโลกต้องเดินตามแบบอังกฤษ-ฝรั่งเศส-อเมริกา ชี้แต่ละชาติมีรากเหง้า ภาษา วัฒนธรรม และ “จิตวิญญาณ” ของตนเอง การพัฒนาที่แท้ไม่ใช่การก็อปปี้ตะวันตก แต่ต้องค้นหาเส้นทางที่งอกงามจากภายใน

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทย เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทยเข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่"

ดร.เอนก ชี้ตะวันตกไม่ใช่เจ้าของความทันสมัย เสนอไทยสร้างโมเดลของตัวเอง

ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เผยแพร่บทความ "ก้าวข้ามตะวันตก: ทบทวนนิยามความทันสมัย" เสนอให้สังคมไทยก้าวข้ามกรอบคิดที่ผูกความทันสมัยไว้กับโลกตะวันตก ชี้หลายอารย

'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต'

ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต" มีเนื้อหาดังนี้