01 ต.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในรูปบทความเรื่อง “เมื่อคำสั่งทางปกครองมาถึง: การเรียกประชุม กสทช. ของหมอสรณ จะเสี่ยงต่อความผิดทางอาญาเพียงใด?” ระบุว่า จุดเริ่มต้น: หนังสือด่วนที่สุดจากคณะกรรมการสรรหาฯ
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดย นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ประธานกรรมการสรรหาฯ ได้ออกหนังสือด่วนที่สุด แจ้งไปยัง ศ.คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (หมอสรณ) เรื่อง "การบังคับตามคำสั่งทางปกครองที่กำหนดให้กระทำหรือละเว้นกระทำ"
หนังสือฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญสั่งให้ หมอสรณ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง และหากยังคงฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม คณะกรรมการสรรหาฯ จะใช้มาตรการบังคับทางปกครอง กำหนดค่าปรับบังคับการเป็นเงิน 50,000 บาทต่อวัน ตลอดระยะเวลาที่ทำการฝ่าฝืน
ชนวนเหตุแห่งหนังสือบังคับทางปกครองฉบับนี้ เกิดขึ้นสืบเนื่องจากลำดับข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่สำคัญ ดังนี้:
1.คำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 (21 ก.ค. 2569): มีมติเอกฉันท์ว่า หมอสรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือเป็นผู้สละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553
2.คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 952/2569 (31 ส.ค. 2569): พิจารณาในชั้นรับคำฟ้อง โดยชี้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ หากเป็นไปตามข้อเท็จจริง ย่อมเป็นเหตุให้หมอสรณพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ได้อีกต่อไป หมอสรณจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่มีสิทธิยื่นฟ้องคดี
3.คำพิพากษาศาลปกครองกลาง (25 ก.ย. 2569): ศาลมีคำพิพากษา "ยกฟ้อง" ในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 โดยยืนยันว่า คณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจตามกฎหมายในการวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และคำวินิจฉัยที่ให้ถือว่าหมอสรณสละสิทธิจากการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. นั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ต่อมาเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 คณะกรรมการสรรหาฯ ได้รับข้อร้องเรียนจากกรรมการ กสทช. (ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย) ว่า หมอสรณยังคงใช้อำนาจออกหนังสือเชิญประชุม กสทช. ครั้งที่ 25/2569 (นัดประชุมวันที่ 1–2 ต.ค. 2569) ในฐานะประธาน กสทช. อันเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. ท่านอื่น และกระทบต่อการพิจารณาระเบียบวาระที่ค้างอยู่ถึง 226 วาระ จึงนำมาสู่การออกหนังสือบังคับทางปกครองดังกล่าว
แยกแยะสองมิติ: ความรับผิดทางปกครอง VS ความผิดทางอาญา
ในการวิเคราะห์สถานการณ์นี้ สังคมไม่ควรหลงประเด็นอยู่เพียงแค่เรื่อง "ค่าปรับวันละ 50,000 บาท" เพราะมาตรการปรับบังคับการ (Compulsory Fine) ตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 (มาตรา 63/21) เป็นเพียง "มาตรการบังคับทางปกครอง" ที่มีไว้เพื่อกดดันให้ผู้รับคำสั่งปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองเท่านั้น
แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ: หากบุคคลที่หมดอำนาจตามกฎหมายไปแล้ว ยังคงออกหนังสือเชิญประชุมและทำหน้าที่ประธาน กสทช. ต่อไป การกระทำนั้นเป็นเพียง "การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง" หรือเป็น "การใช้อำนาจรัฐโดยปราศจากอำนาจ" จนอาจต้องรับผิดในทางอาญา?
วิเคราะห์สถานะทางกฎหมายและการออกเสียงเชิญประชุม
1.อำนาจในการนัดประชุมตามกฎหมาย
ตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 20 วรรคสาม บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เมื่อกรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่นนอกจากครบวาระ "ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ (แต่ต้องไม่น้อยกว่า 4 คน)"
เมื่อศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง ยืนยันความชอบด้วยกฎหมายของคำวินิจฉัยว่าหมอสรณสละสิทธิจากการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. ผลทางกฎหมายคือ กสทช. ปัจจุบันจึงอาจเหลือองค์ประกอบของคณะกรรมการที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่ 6 คน (ไม่น้อยกว่า 4 คน) ซึ่งสามารถดำเนินงานธุรการและนัดประชุมได้เองโดยไม่มีประธาน ดังนั้น การที่หมอสรณยังคงอ้างสิทธิในตำแหน่งประธานเพื่อออกหนังสือเชิญประชุม จึงเป็นการกระทำที่ปราศจากฐานอำนาจตามกฎหมายรองรับ
2.เงื่อนเวลา "ภายใน 7 วัน" กับ "สถานะอำนาจ"
ต้องแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาดระหว่าง:
• ระยะเวลา 7 วันตามหนังสือบังคับทางปกครอง: เป็นเพียงกำหนดเวลาผ่อนผันก่อนที่คณะกรรมการสรรหาฯ จะเริ่มปรับเงินวันละ 50,000 บาท
• การสิ้นสุดอำนาจตามตำแหน่ง: มีผลไปแล้ว (อย่างน้อยในปัจจุบัน) ตามคำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการสรรหาและคำพิพากษาศาลปกครองกลาง
ดังนั้น แม้จะยังไม่พ้นกำหนด 7 วันตามหนังสือเตือน แต่การออกหนังสือเชิญประชุมในฐานะประธาน กสทช. ย่อมถือเป็น "การใช้อำนาจมหาชนในตำแหน่งที่ตนไม่มีอำนาจ" ตั้งแต่วันที่ออกหนังสือแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 7 วันแต่อย่างใด
ถกประเด็นข้อกฎหมายอาญา: มาตรา 157 หรือ มาตรา 145?
เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงทางอาญา มีการตั้งข้อสังเกตใน 2 ฐานความผิดหลักตามประมวลกฎหมายอาญา:
กรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 (เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ)
การจะลงโทษตามมาตรา 157 ได้ ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญคือ "ผู้กระทำต้องมีสถานะเป็นเจ้าพนักงาน" ในขณะกระทำความผิด
• ข้อโต้แย้งทางนิติวิธี: หากฟังว่าหมอสรณพ้นจากตำแหน่งกรรมการ/ประธาน กสทช. ไปแล้วโดยสมบูรณ์ ในทางกฎหมายหมอสรณจะขาดคุณสมบัติความเป็น "เจ้าพนักงาน" ทันที ทำให้การลงโทษตามมาตรา 157 อาจมีข้อโต้แย้งในเชิงเทคนิคกฎหมาย
• เว้นแต่: ในชั้นพิจารณาของอัยการหรือศาลจะมองในแนวทาง "เจ้าพนักงานผู้ยึดถือ/ยึดครองตำแหน่งโดยไม่ยอมรับการพ้นจากตำแหน่ง (De facto officer)" หรือมีการบรรยายฟ้องซ้อนมาตรา 157 ควบคู่ไปกับมาตราอื่นหรือไม่
กรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 (แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน)
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145 บัญญัติว่า "ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ต้องระวางโทษจำคุก...
เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฏิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืนกระทำการใด ๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน"
• การปรับข้อเท็จจริง: เมื่อศาลปกครองพิพากษาว่าคำวินิจฉัยหมอสรณมีลักษณะต้องห้าม ถือว่าหมอสรณสละสิทธิจากการสรรหาเป็นกรรมการ กสทช. หมอสรณจึงมีสถานะเป็น "บุคคลธรรมดา" การที่บุคคลธรรมดาออกหนังสือเชิญประชุม หรือนั่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม กสทช. โดยอ้างอำนาจประธาน กสทช. จึงเข้าองค์ประกอบความผิดตาม
มาตรา 145 โดยตรง (มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ)
อนึ่ง เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 17978/2557 วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ ไม่ได้บัญญัติว่า คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการโทรคมนาคมเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา เหมือนกับกรรมการ กทช. และพนักงานสำนักงานของคณะกรรมการดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. กรรมการสรรหาจึงไม่เป็นเจ้าพนักงานที่จะต้องรับผิดในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. มาตรา 157, 158, 161 และ 162
ในขณะที่กรรมการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้งห้าองค์กร กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของแต่ละองค์กรต่างบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงานตาม ป.อ. แล้ว
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง (Damage Element)
ไม่ว่าจะพิจารณาผ่านมาตรา 145 หรือมาตรา 157 การใช้อำนาจเรียกประชุมโดยปราศจากอำนาจ ได้ก่อให้เกิด "ความเสียหาย" ขึ้นแล้วใน 2 มิติสำคัญ:
1.ความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะและระบบราชการ: หากการประชุมดำเนินไปโดยประธานไม่มีอำนาจ มติที่ประชุมในระเบียบวาระต่างๆ (รวมถึง 226 วาระที่ค้างอยู่) เสี่ยงที่จะกลายเป็น "มติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (Null and Void)" ซึ่งเปิดช่องให้ถูกฟ้องเพิกถอนในภายหลัง สร้างความเสียหายและความไม่แน่นอนทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบการและประชาชน ธุรกิจวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมอย่างมหาศาล
2.ความเสียหายต่อองค์กรกลุ่ม (คณะกรรมการ กสทช.): เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. อีก 6 ท่านที่เหลืออยู่ ในการจัดประชุมตามมาตรา 20 วรรคสาม
บทสรุป: บททดสอบบรรทัดฐาน "นิติรัฐ" ของไทย
กรณีของ หมอสรณ และ กสทช. ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องศึกแย่งชิงอำนาจภายในองค์กรอิสระ หรือเป็นเพียงเรื่อง "การยอมจ่ายค่าปรับวันละ 50,000 บาท เพื่อแลกกับการได้นั่งทำหน้าที่ประธานต่อ"
แต่สิ่งนี้คือ บททดสอบสำคัญของระบบนิติรัฐว่า เมื่อคำวินิจฉัยทางปกครองและคำพิพากษาของศาลชี้ขาดแล้วว่าบุคคลใดหมดอำนาจ การฝ่าฝืนใช้อำนาจรัฐต่อไปจะถูกมองเป็นเพียง "การไม่เชื่อฟังคำสั่งทางปกครอง" หรือจะถูกลงโทษในฐานะ "การใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบในทางอาญา" ซึ่งกระบวนการยุติธรรมของไทยพึงต้องมีคำตอบที่ชัดเจนในเร็ววัน!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ดร.ธารินี สะท้อน ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเปียกปอนสุด ไม่ใช่น้ำฝน เป็นน้ำลายที่สาดใส่กันไปมา
เวลาเห็นน้ำท่วมจังหวัดอื่น หลายคนถามหา สส. ในพื้นที่ ถามหา สจ. ถามหา อบต. ว่าอยู่ไหน ทำอะไรให้ชาวบ้านบ้าง แต่พอเป็นกรุงเทพฯ ทำไมบางคนข้ามผู้บริหารเมือง ข้ามสำนักงานเขต แล้วด่ารัฐบาลกันฉ่ำ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสฯ ชี้คำวินิจฉัยศาลรธน. คดีบัตรเลือกตั้ง บททดสอบคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ปชช.
วัส ติงสมิตร ชี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเวลา 14.00 น. วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาทางเทคนิคของการเลือกตั้ง แต่เป็น บททดสอบครั้งสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในการลงคะแนนโดยลับ
ศาลปกครองฯ แจ้งปิดทำการวันหยุดพิเศษ 28-29 ก.ย. เลื่อนนัดทุกคดีออกไปก่อน
ศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองกลาง ปิดทำการเป็นกรณีพิเศษ ระหว่างวันที่ 28 - 29 กันยายน 2569
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสชี้ปริศนาพูลแมนโจทย์ใหญ่คดีฮั้ว สว.
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ปูวืด!ศาลตีตกยื้อจ่ายหมื่นล.
ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้นตีตกคำร้อง "ยิ่งลักษณ์" ขอพิจารณาคดีใหม่ ปมชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าวหมื่นล้าน
ทนาย 'ยิ่งลักษณ์' ชี้ยังมีช่องสู้คดีต่อ หลังศาลไม่รับรื้อชดใช้จำนำข้าว
ทนาย “ยิ่งลักษณ์” เผยฝ่ายกฎหมายยังมองมีประเด็นเดินหน้าต่อสู้คดี แม้ศาลปกครองสูงสุดไม่รับคำขอพิจารณาคดีจำนำข้าวใหม่ ชูหลัก

