04 พ.ย.2569 - วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอำนาจศาลฎีกาได้หรือไม่? วิเคราะห์เหตุไม่รับคำร้อง 2 ประเด็นตามมาตรา 210 (2)” ระบุว่า จากรายงานข่าวเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อให้วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ภายหลังศาลฎีการับคำร้องคัดค้านคุณสมบัติและคำขอให้ทบทวนคำวินิจฉัยของ กกต. ไว้พิจารณารวม 3 คดี ซึ่งเกี่ยวข้องกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ 5 ราย นั้น
ประเด็นดังกล่าวได้สะท้อนถึงข้อโต้แย้งทางกฎหมายมหาชนอันแหลมคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่ง "ไม่รับคำร้อง" ทั้งสองข้อไว้พิจารณา เนื่องจากปัญหาเรื่องหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ กับข้อโต้แย้งเรื่องเขตอำนาจศาลฎีกานั้น "ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน"
โอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งไม่รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งสองประเด็นไว้พิจารณา มีเหตุผลทางกฎหมายที่น่าพิจารณาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาขอบเขตอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) ประกอบมาตรา 44 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561
หัวใจของเรื่องอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง “ปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ” กับ “ข้อโต้แย้งว่าศาลฎีกามีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่” เพราะเป็นคนละประเด็นทางกฎหมาย และไม่อาจนำเรื่องหลังมาแปลงให้กลายเป็นเรื่องแรกได้เพียงเพราะ กกต. เห็นว่าการรับคำร้องของศาลฎีกากระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน
ข้อเท็จจริงที่เป็นที่มาของข้อโต้แย้ง
ก่อนพิจารณาข้อกฎหมาย มีตัวอย่างคำวินิจฉัยของ กกต. ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศในการเลือก สว. ซึ่งสะท้อนให้เห็นลักษณะการใช้อำนาจวินิจฉัยของ กกต. ในทางปฏิบัติ
คำวินิจฉัย กกต. ที่ 249/2567 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2567 กรณีนางแดง กองมา ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่มที่ 10 ประกอบอาชีพขายเนื้อสุกรในตลาดเอกชนวิชิตสิน อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ มาเป็นเวลา 27 ปี และเป็นกรรมการพัฒนาตลาดสดน่าซื้อมา 20 ปี กกต. เห็นว่าเป็นผู้มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัครมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ตามมาตรา 11 (10) และมาตรา 13 (3) อีกทั้งไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 74
คำวินิจฉัย กกต. ที่ 17/2568 ลงวันที่ 13 มกราคม 2568 กรณีนายสมพาน พละศักดิ์ ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่มที่ 10 ประกอบอาชีพขายก๋วยเตี๋ยวมาเป็นเวลา 12 ปี กกต. เห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา จึงรับฟังไม่ได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนมาตรา 11 (10) มาตรา 13 (3) และมาตรา 74 ตามคำร้อง
ตัวอย่างทั้งสองกรณีแสดงให้เห็นว่า กกต. ได้ใช้อำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม อย่างไรก็ดี การที่ กกต. มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ข้อวินิจฉัยทุกเรื่องมีผลเป็นที่สุดโดยอัตโนมัติ หรือทำให้ศาลอื่นหมดอำนาจตรวจสอบในทุกกรณี ต้องพิจารณาบทบัญญัติที่ให้อำนาจและผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลประกอบกันด้วย
1.กรอบกฎหมาย: มาตรา 210 (2) ไม่ใช่อำนาจทั่วไปในการชี้ขาดทุกข้อพิพาท
รัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (2) ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรที่รัฐธรรมนูญกำหนด ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และองค์กรอิสระ
กกต. เป็นองค์กรอิสระ จึงมีสถานะที่จะยื่นคำร้องตามช่องทางนี้ได้ในหลักการ แต่ต้องไม่เข้าใจว่า เมื่อผู้ร้องเป็นองค์กรอิสระแล้ว ข้อโต้แย้งทุกเรื่องที่องค์กรนั้นยกขึ้นจะกลายเป็นปัญหาตามมาตรา 210 (2) โดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ศาลต้องพิจารณาคือ เนื้อหาที่ขอให้วินิจฉัยเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญของ กกต. จริงหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วเป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจของศาลฎีกา
ส่วนมาตรา 44 เป็นบทบัญญัติกำหนดช่องทางและเงื่อนไขในการเสนอปัญหาตามมาตรา 210 (2) ต่อศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่บทบัญญัติที่ขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญให้กว้างเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้
2. คำขอข้อที่หนึ่ง: คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อเป็นที่สุดจริงหรือ?
กกต. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เมื่อผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามแล้ว คำสั่งดังกล่าวมีความเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีก เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
คำขอนี้มีข้อโต้แย้งสำคัญว่า เป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยผลทางกฎหมายของการดำเนินการตาม พ.ร.ป. มากกว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญของ กกต. โดยตรง
(ก)ผู้ใช้อำนาจในขั้นตอนรับสมัครคือผู้อำนวยการเลือกแต่ละระดับ ผู้มีคำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อในกรณีนี้คือผู้อำนวยการเลือกแต่ละระดับ มิใช่ กกต. ในฐานะองค์กรที่ใช้อำนาจวินิจฉัยโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ
แม้รัฐธรรมนูญมาตรา 224 จะกำหนดให้ กกต. มีหน้าที่จัดหรือดำเนินการให้มีการเลือก สว. และควบคุมดูแลการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าการกระทำทุกขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายจะกลายเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด จึงต้องแยกให้ชัดว่า กกต. กำลังขอให้ศาลวินิจฉัยขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญของตน หรือกำลังขอให้ศาลรับรองว่าคำสั่งของเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ป. มีผลเป็นที่สุดเพียงใด ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน
(ข) การประกาศรายชื่อไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงเรื่องคุณสมบัติกลายเป็นเรื่องที่โต้แย้งไม่ได้ตลอดไป
การที่ผู้สมัครได้รับการประกาศรายชื่อ ไม่ได้หมายความว่าข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามจะไม่อาจถูกตรวจสอบอีกเลย การที่กฎหมายกำหนดช่องทางคัดค้านไว้เฉพาะบางกรณี ก็ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าได้ตัดอำนาจตรวจสอบในทุกกรณีอื่นโดยปริยาย การจะวินิจฉัยว่าคำสั่งรับสมัครเป็นที่สุดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ลักษณะของการใช้อำนาจ และสิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบเป็นรายกรณี ไม่ใช่สรุปเป็นหลักทั่วไปว่าไม่มีองค์กรใดตรวจสอบได้อีก เว้นแต่ศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 63 เท่านั้น
(ค) ยังไม่ปรากฏปัญหาขัดแย้งเชิงอำนาจตามรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน
แม้ปัญหาตามมาตรา 210 (2) ไม่จำเป็นต้องเป็นข้อพิพาทระหว่างองค์กรเสมอไป แต่ก็ต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ มิใช่เพียงมีคดีอยู่ในศาลอื่นแล้ว กกต. ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่ศาลนั้นรับพิจารณา จึงนำข้อโต้แย้งเรื่องการตีความกฎหมายมาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแทน กกต. จึงต้องแสดงให้ได้ว่า การดำเนินการของศาลฎีกากระทบต่อขอบเขตอำนาจตามรัฐธรรมนูญของ กกต. โดยตรง มิใช่เพียงมีข้อโต้แย้งว่าคำสั่งรับสมัครควรมีผลเป็นที่สุดตามการตีความ พ.ร.ป. เท่านั้น
3.คำขอข้อที่สอง: คำวินิจฉัย กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นที่สุดหรือไม่?
คำขอข้อที่สองมีปัญหาที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความเข้าใจในตัวบทกฎหมายตั้งแต่ต้น
(ก) มาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 ไม่ได้บัญญัติให้คำวินิจฉัยยกคำร้องของ กกต. เป็นที่สุด
สาระสำคัญของมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นเรื่องการที่ กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในกรณีที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ เป็นบทบัญญัติที่กำหนดกระบวนการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา มิใช่บทบัญญัติที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของ กกต. ที่ยกคำร้องหรือไม่ดำเนินการต่อ เป็นที่สุด ดังนั้น การขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “คำวินิจฉัยของ กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 เป็นที่สุด” จึงมีปัญหาว่า สิ่งที่ขอให้ศาลวินิจฉัยนั้นไม่ได้มีฐานะเป็นคำวินิจฉัยตามบทบัญญัติทั้งสองตามที่คำร้องกล่าวอ้าง ยิ่งไปกว่านั้น การที่ กกต. ตัดสินใจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กับการที่ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาคำร้องที่มีผู้ยื่นต่อศาล เป็นคนละประเด็นกัน
การวินิจฉัยว่าศาลฎีกามีเขตอำนาจหรือไม่ ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลโดยตรง มิใช่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญประกาศความเป็นที่สุดของการตัดสินใจของ กกต. แล้วนำผลนั้นไปผูกมัดศาลฎีกา
(ข) เป็นการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเขตอำนาจของศาลฎีกาโดยอ้อม
เมื่อพิจารณาคำร้องทั้งฉบับ จะเห็นว่าเป้าหมายสำคัญของคำขอข้อที่สองมิใช่เพียงต้องการทราบขอบเขตอำนาจของ กกต. แต่ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับคำร้องที่บุคคลอื่นยื่นขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร หรือขอให้ทบทวนการวินิจฉัยของ กกต. แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) มิได้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของศาลฎีกาไว้ในฐานะองค์กรที่อยู่ในรายการดังกล่าว
การที่ กกต. อ้างว่าการรับคำร้องของศาลฎีกากระทบต่ออำนาจของตน จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่าศาลฎีกามีเขตอำนาจหรือไม่ เพราะนั่นเท่ากับใช้มาตรา 210 (2) เป็นช่องทางให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าไปตรวจสอบหรือจำกัดการใช้อำนาจตุลาการของศาลอื่น ซึ่งไม่ใช่วัตถุประสงค์ของบทบัญญัตินี้
(ค) เป็นปัญหาการตีความและใช้บังคับกฎหมายในคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลฎีกา
หากข้อพิพาทที่แท้จริงคือ มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 60 มาตรา 62 หรือมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ให้อำนาจบุคคลใดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้บ้าง และศาลฎีกามีอำนาจตรวจสอบได้เพียงใด ประเด็นเหล่านี้เป็นปัญหาการตีความและใช้บังคับกฎหมายในคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลฎีกา
การนำปัญหาดังกล่าวมาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในฐานะปัญหาหน้าที่และอำนาจของ กกต. จึงมีลักษณะเป็นการใช้มาตรา 210 (2) เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่ตีความกฎหมายแทนศาลที่กำลังพิจารณาคดีอยู่
4. เหตุใดคำร้องจึงอาจไม่ผ่านเงื่อนไขมาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2)
มาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 กำหนดช่องทางและเงื่อนไขการยื่นคำร้องเกี่ยวกับปัญหาหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 210 (2) โดยต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และต้องเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
เมื่อนำหลักดังกล่าวมาพิจารณาคำร้องของ กกต. จึงมีข้อโต้แย้งได้สองชั้น
1. ปัญหาที่ขอให้วินิจฉัยไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยตรง แต่เป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผลทางกฎหมายของคำสั่งรับสมัคร และการตีความบทบัญญัติของ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ว่าคำสั่งหรือการวินิจฉัยของ กกต. มีผลเป็นที่สุดเพียงใด
2. คำร้องไม่ได้แสดงปัญหาหน้าที่และอำนาจของ กกต. ให้แยกออกจากข้อโต้แย้งในคดีของศาลฎีกาได้อย่างชัดเจน เพราะสาระสำคัญคือการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าศาลฎีกามีอำนาจรับคำร้องของบุคคลอื่นหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวกับเขตอำนาจและการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา มิใช่การขอให้วินิจฉัยขอบเขตอำนาจของ กกต. โดยตรง
แน่นอนว่า กกต. อาจโต้แย้งได้ว่า เมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ปัญหาก็เกิดขึ้นจริงและกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. มิใช่การหารือล่วงหน้า แต่ข้อโต้แย้งดังกล่าวยังไม่ตอบคำถามสำคัญว่า แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นจริงแล้ว แต่เป็นปัญหาประเภทที่มาตรา 210 (2) ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหรือไม่ เพราะการเกิดข้อโต้แย้งขึ้นจริง ไม่ได้ทำให้ข้อโต้แย้งทุกประเภทกลายเป็นปัญหาตามมาตรา 210 (2) ไปทั้งหมด
บทสรุป: ศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรกลายเป็นศาลเหนือศาล
ประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้จึงไม่ใช่ว่า กกต. มีอำนาจจัดการเลือก สว. หรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 224 บัญญัติหน้าที่ดังกล่าวไว้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่เป็นคำถามว่า กกต. สามารถใช้มาตรา 210 (2) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญรับรองความเป็นที่สุดของการใช้อำนาจของตน และวินิจฉัยจำกัดเขตอำนาจของศาลฎีกาได้หรือไม่
มาตรา 210 (2) ไม่ใช่ช่องทางให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นศาลอุทธรณ์คำสั่งของศาลฎีกา หรือเป็นศาลชี้ขาดเขตอำนาจของศาลอื่น ขณะที่มาตรา 44 ก็เป็นเพียงช่องทางนำปัญหาที่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณา มิใช่บทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้นจากที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ยิ่งคำขอข้อที่สองยังมีปัญหาการอ้างมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 ในฐานะบทบัญญัติว่าด้วยความเป็นที่สุดของคำวินิจฉัย กกต. ทั้งที่เนื้อหาของมาตราดังกล่าวเป็นเรื่องกระบวนการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ก็ยิ่งเป็นข้อบกพร่องที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงมีน้ำหนักทางกฎหมายที่จะเห็นว่า คำร้องทั้งสองข้อยังไม่เข้าเงื่อนไขการเป็นปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมาตรา 210 (2) และไม่อาจอาศัยมาตรา 44 ประกอบมาตรา 7 (2) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในลักษณะดังกล่าวได้
ศาลรัฐธรรมนูญจึงควรมีคำสั่งไม่รับคำร้องทั้งสองข้อไว้พิจารณา เพื่อรักษาขอบเขตอำนาจของแต่ละองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และไม่ทำให้กระบวนการตามมาตรา 210 (2) กลายเป็นช่องทางให้ศาลหนึ่งเข้าไปวินิจฉัยหรือจำกัดอำนาจของอีกศาลหนึ่งโดยอ้อม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่ธรรมดา 'นิพิฏฐ์' จับตา กกต.หลังชนฝา ขออำนาจศาลรธน.สกัดอำนาจของศาลฎีกา
'นิพิฏฐ์' ชี้ไม่ธรรมดากกต.หลังชนฝา ขออำนาจศาลรัฐธรรมนูญ สกัดอำนาจของศาลฎีกา ไม่ให้มีอำนาจพิจารณาคำร้องของส.ว.สำรอง หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากกต.ใช้อำนาจไม่ชอบ อิสรภาพของกกต.บางคนก็ริบหรี่ลงทันที แต่หากวินิจฉัยว่าศาลฎีกาไม่มีอำนาจพิจารณา จะเป็นการปะทะกันระหว่างศาลรธน.และ ศาลฎีกา
สว.สำรอง เดือด! ซัด กกต. ไม่เห็นหัวประชาชน ลงมติยื่นศาล รธน. หักอำนาจศาลฎีกา
สว.สำรองบุก กกต. จี้คว่ำมติส่งศาล รธน. ชี้ขาดปมฮั้วเลือก สว. ฉะยื้อคดี 2 ปีหวังฟอกขาวพวกพ้อง-ริบอำนาจศาลฎีกา ซัดเดือดถ้าไม่เห็นหัว ปชช. ให้ไปตัดกางเกงขาสั้นใส่แทนสีกากี
ระอุ! กกต. มีมติยื่นศาล รธน. วินิจฉัยขอบเขตอำนาจ ชี้ศาลฎีกาไม่มีสิทธิรื้อคดีตรวจสอบคุณสมบัติ สว.
ที่ประชุม กกต.มีมติ 5 ต่อ 2 ให้เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่ และอำนาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดให้มีการเลือกสมาชิกวุฒิสภ
ศาล รธน. ไม่รับคำร้อง อดีตผู้สมัคร สว. ฟ้อง กกต.-ผู้ตรวจการฯ ชี้เป็นเรื่องเดิมเคยมีคำสั่งแล้ว
ศาล รธน. มติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง "อดีตผู้สมัครสว." ฟ้อง กกต.-ผู้ตรวจการฯ-ศาล รธน. ปมเลือก สว. ชี้เป็นเรื่องเดิม-โต้แย้งดุลพินิจตุลาการ
ศุภชัยแจง 5 ข้อจัดระเบียบประชุม กมธ.ไม่ได้ลดอำนาจการตรวจสอบ
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เขียนข้อความผ่านเฟซบุ๊ก
'ธารินี' กระซวก 'ไอซ์' เปิดประเด็นใหม่เก่ง แล้วคำถามเรื่องตัวเองจะตอบเมื่อไหร่
ดร.ธารินี วรินทรากุล เป็นนักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความถึงน.ส.รักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชนว่าเปิดประเด็นใหม่เก่ง แล้วคำถามเรื่องตัวเองจะตอบเมื่อไรคะ คุณไอซ์?

