
'ณัฏฐ์ มงคลนาวิน' เปิดบันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ 'รอยดินสอบนแผนที่ของในหลวง รัชกาลที่ 9' นำมาสู่การศึกษาโครงการ 6 บึงรับน้ำของกทม. ชี้การถอดโครงการออกโดยไม่มีพื้นที่รองรับ เป็นการสูญเสียแนวกันชนน้ำหลากทางยุทธศาสตร์ที่สืบทอดมาจากแนวพระราชดำริ ปลุกปชช.นำพื้นที่แก้มลิงกลับคืนสู่ผังเมืองรวมก่อนรับฟังความเห็นร่างผังเมือง 9 พ.ย.
2 ต.ค. 2569 - ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์เฟซบุ๊กถึงโครงการแก้มลิง 6 แห่งของกทม.ฝั่งตะวันออก ว่า
·
ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องคำชี้แจงของผู้ว่าฯ กทม. ที่ระบุว่าโครงการแก้มลิง 6 แห่งฝั่งตะวันออกไม่ได้เป็นโครงการพระราชดำริโดยตรง หากย้อนดูประวัติศาสตร์การวางผังระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานครตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา จะพบความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญ
นี่คือบันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ วิศวกรรมชลประทาน และผังเมือง ที่อธิบายว่า “รอยดินสอบนแผนที่ของในหลวง รัชกาลที่ 9” นำมาสู่การศึกษาโครงการ 6 บึงรับน้ำของ กทม. และกรมชลประทานได้อย่างไร
บทที่ 1: วิกฤตน้ำท่วม 2526–2538 กำเนิด “แนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ (King’s Dike)”
ย้อนกลับไปในเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2526 กรุงเทพฯ จมน้ำยาวนานหลายเดือน พื้นที่เศรษฐกิจและชุมชนชั้นในเสียหายมหาศาล พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวง รัชกาลที่ 9) ทรงเรียกประชุมกรมชลประทานและกรุงเทพมหานครอย่างเร่งด่วน
พระองค์ทรงกางแผนที่ภูมิประเทศของที่ราบลุ่มภาคกลาง แล้วทรงใช้ดินสอลากเส้นแนวป้องกันน้ำท่วมฝั่งตะวันออกของเมืองหลวงขึ้นมาด้วยพระองค์เอง เกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมสำคัญที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “แนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ” มีความยาวรวมกว่า 72 กิโลเมตร
เส้นทางที่ทรงลากไว้ครอบคลุมพิกัดใดบ้าง?
เริ่มต้นจากแนว คลองหกวาสายล่าง (ขอบบนสุดของกรุงเทพฯ แถบสายไหมและลำลูกกา)
เลี้ยวลงมาตามแนวถนนเชื่อมต่อสายสำคัญ ได้แก่ ถนนหทัยราษฎร์, ถนนนิมิตใหม่, ถนนสุวินทวงศ์, ถนนร่มเกล้า, ถนนกิ่งแก้ว ทอดยาวลงไปจนจรดถนนสุขุมวิทสายเก่า และชายทะเลอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการปรัชญาของแนวเส้นคันกั้นน้ำนี้ แบ่งเมืองออกเป็น 2 โซนชัดเจน:
โซนภายนอกคัน (Outer Zone): เช่น หนองจอก ลาดกระบัง และบางส่วนของมีนบุรี-คลองสามวา ให้ทำหน้าที่เป็น "ทางน้ำหลากธรรมชาติ (Floodway) และทุ่งรับน้ำ" เพื่อชะลอน้ำเหนือก่อนผันออกแม่น้ำบางปะกงและอ่าวไทย
โซนภายในคัน (Inner Protected Zone): คือเขตเมืองชั้นในและพื้นที่เศรษฐกิจหนาแน่น ซึ่งต้องได้รับการปกป้องไม่ให้น้ำท่วม
แต่ในหลวง ร.9 มีพระราชดำรัสกำกับไว้ชัดเจนว่า:
“การทำคันกั้นน้ำเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะหากมีฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ปิดล้อม หรือมีน้ำหลากเอ่อล้นข้ามคันเข้ามา น้ำจะไม่มีที่ไป ดังนั้น หลังแนวคันกั้นน้ำ จำเป็นต้องมีระบบแก้มลิงและคลองระบายน้ำ เพื่อทำหน้าที่พักน้ำชะลอไว้ ก่อนจะสูบระบายทิ้งลงสู่ทะเล”
บทที่ 2: กรมชลประทาน และ กทม. รับไม้ต่อ สู่การศึกษา "6 บึงรับน้ำยุทธศาสตร์"
เมื่อมีแนวเส้นคันกั้นน้ำและหลักการแก้มลิงพระราชทานเป็นกรอบยุทธศาสตร์ใหญ่ ภารกิจจึงตกเป็นของหน่วยงานปฏิบัติการทางเทคนิค นั่นคือ สำนักการระบายน้ำ กทม. และกรมชลประทาน
ในช่วงหลายทศวรรษต่อมา กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกเผชิญกับการขยายตัวของเมือง (Urban Sprawl) อย่างรวดเร็ว ทุ่งนาและหนองน้ำธรรมชาติถูกถมสร้างเป็นอาคารบ้านเรือน ทางน้ำหลากเดิมเริ่มตีบตัน ส่งผลให้น้ำทุ่งจากตอนบนบ่าทะลักเข้ามาปะทะแนวคันกั้นน้ำแรงขึ้นเรื่อย ๆ
กทม. และกรมชลประทานจึงร่วมกันทำ โครงการศึกษาความเหมาะสมและวางแผนแม่บทระบบระบายน้ำฝั่งตะวันออก โดยนำแนวเส้นพระราชดำริมาวิเคราะห์พลศาสตร์ทางน้ำ (Hydrology) จนพบว่า:
รอยต่อตลอดแนวคันกั้นน้ำตอนบน เป็นจุดที่น้ำเหนือจากลำลูกกาและคลองหกวาจะหลากเข้ามาบรรจบกับระบบคลองในเมืองหลวง
หน่วยงานเทคนิคจึงได้ ปักหมุดโครงการบึงรับน้ำสาธารณะ (แก้มลิง) ขนาดใหญ่ 6 แห่ง ขนานไปตามแนวเส้นพระราชดำริหลังคันกั้นน้ำพอดี:
บึงลำหม้อแตก (เขตสายไหม - 163 ไร่): ดักน้ำจากทุ่งลำลูกกา ก่อนเข้าคลองหกวาและคลองถนน
บึงคลองพระยาสุเรนทร์ (เขตคลองสามวา - 293 ไร่): อ่างหน่วงน้ำต้นทางขนาดใหญ่ เพื่อสกัดน้ำทุ่งก่อนไหลลงคลองบางชัน
บึงคลองสามวา 1 และ 2 (เขตคลองสามวา - รวม 260 ไร่): รองรับมวลน้ำจากคลองสาขาที่ไหลข้ามมาจากสายไหม
บึงคู้บอน (เขตคันนายาว - 130 ไร่): พักน้ำจากคลองคู้บอนเพื่อหน่วงน้ำไว้ ก่อนทยอยตัดเข้าคลองแสนแสบ
บึงคลองบางชัน (เขตมีนบุรี - 39 ไร่): หน่วงน้ำเพื่อปกป้องนิคมอุตสาหกรรมบางชันและชุมชนสวนสยาม
โครงการทั้ง 6 แห่งนี้ผ่านขั้นตอนทางราชการมาอย่างต่อเนื่อง มีการจัดทำแบบวิศวกรรม ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่ และได้รับความเห็นชอบในหลักการจาก คณะรัฐมนตรี (มติ ครม. ปี 2562) รวมถึงบรรจุอยู่ใน แผนปฏิบัติราชการประจำปีของสำนักการระบายน้ำ กทม. มาโดยตลอด
บทที่ 3: ความจริงที่ต้องแยกแยะ (ใครพูดถูกในมิติไหน?)
เมื่อเกิดข้อถกเถียงในปัจจุบัน การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงจำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 มิติอย่างเป็นธรรม:
ในมิตินิตินัยและงานสารบรรณ (สิ่งที่อาจารย์ชัชชาติชี้แจง):
อาจารย์ชัชชาติกล่าวถูกต้องว่า ในหลวง ร.9 ไม่ได้ทรงมาชี้แปลงที่ดินหรือเจาะจงโฉนดว่าต้องขุดบึงคู้บอน ซอย 27 หรือลำหม้อแตกตรงนี้ พิกัดแปลงที่ดินเหล่านี้เป็นงานระดับฝ่ายปฏิบัติการของ กทม. และกรมชลประทานที่ศึกษาขึ้นมาเองในภายหลัง
ในมิติเจตนารมณ์และวิศวกรรมชลประทาน (สิ่งที่สังคมและฝ่ายคัดค้านมอง):
แม้พระองค์จะไม่ได้ทรงชี้แปลงโฉนด แต่โครงการ 6 บึงนี้ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นฟันเฟืองรองรับการทำงานของ "แนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ" โดยตรง การถอดโครงการเหล่านี้ออกโดยไม่มีพื้นที่รับน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่สเกลเดิมมารองรับ จึงส่งผลให้ระบบป้องกันน้ำท่วมตามแนวพระราชดำริขาดองค์ประกอบสำคัญในการตัดยอดน้ำหลากต้นทางไป
บทที่ 4: คอขวดเชิงกายภาพ เมื่อเปลี่ยนผ่านสู่ “ยุคอุโมงค์ระบายน้ำ”
เมื่อ กทม. ชุดปัจจุบันตัดสินใจชะลอโครงการ 6 บึง เนื่องจากราคาที่ดินพุ่งสูงจนงบเวนคืนแตะระดับ 11,000 ล้านบาท และที่ดินบางส่วนแปรสภาพเป็นบ้านจัดสรรไปแล้ว กทม. จึงปรับยุทธศาสตร์ไปพึ่งพา "ระบบอุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายบึงหนองบอน" (งบประมาณราว 6,500 ล้านบาท) แทน
แต่ในทางชลประทาน เกิดคำถามทางวิศวกรรมครั้งใหญ่:
แก้มลิง คือ อ่างพักน้ำต้นทาง (อยู่ทางตอนบน: สายไหม, คลองสามวา, คู้บอน) ทำหน้าที่กักน้ำไว้ไม่ให้ล้นตลิ่ง
อุโมงค์ระบายน้ำ คือ ท่อความเร็วสูงปลายทาง (ตั้งอยู่ที่เขตประเวศ)
เมื่อไม่มีแก้มลิงคอยพักน้ำที่ตอนบน มวลน้ำหลากทั้งหมดจึงถูกบีบให้ไหลผ่าน "ระบบคลองสายเดิม" (คลองคู้บอน, คลองพระยาสุเรนทร์, คลองแสนแสบ) เป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตรเพื่อเดินทางไปยังอุโมงค์ปลายทาง ส่งผลให้คลองสายเดิมที่มีขนาดแคบและตื้นเขินเกิดภาวะ “คอขวด (Bottleneck)” น้ำจึงเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมชุมชนริมคลอง ถนนหนทาง และลามไปกดทับพื้นที่แอ่งกระทะตอนล่างอย่างรามอินทรา และแฟลตคลองจั่น (บางกะปิ) ก่อนที่น้ำจะเดินทางไปถึงอุโมงค์
บทสรุป: ผังเมือง 2569 กับโอกาสสุดท้ายก่อน 9 พฤศจิกายน
การจัดการน้ำของเมืองหลวงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างอุโมงค์ยักษ์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำงานสอดประสานร่วมกับ "พื้นที่หน่วงน้ำตามธรรมชาติ (Nature-based Solutions)" ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิดแก้มลิง
การที่โครงการ 6 บึงรับน้ำหลุดหายไปจากร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการยกเลิกโครงการก่อสร้างธรรมดา แต่เป็นการสูญเสียแนวกันชนน้ำหลากทางยุทธศาสตร์ที่สืบทอดมาจากแนวพระราชดำริ
ก่อนที่การรับฟังความคิดเห็นร่างผังเมืองจะปิดฉากลงใน วันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 นี่คือหมุดหมายสำคัญที่คนกรุงเทพฯ และภาคประชาสังคม ต้องช่วยกันส่งเสียงและเสนอแนวทาง การปรับแนวเขต (Re-align) เพื่อนำพื้นที่แก้มลิงฝั่งตะวันออกกลับคืนสู่ผังเมืองรวม เพราะหากผังเมืองฉบับนี้ถูกประกาศใช้โดยปราศจากพื้นที่หน่วงน้ำ กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกจะต้องเผชิญกับวงจรอุทกภัยซ้ำซากต่อไปอีกนับสิบปีครับ
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน
นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กสม.ชงนายกฯฏิรูปการบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้าง รับมือวิกฤตอุทกภัยอย่างมีประสิทธิภาพ
กสม.เผยข้อเสนอแนะปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้าง เพื่อรับมือวิกฤตอุทกภัยของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ระบุปัญหาใหญ่คือช่องว่างทางกฎหมาย และการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ
'อดีตบิ๊กกรอง' ถามหาความรับผิดชอบ ใครไม่ปฏิบัติตาม 'พระราโชบาย' สมัยโบราณ ต้องทำไง
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และอดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า
'อ.อัจฉราวดี' ฟาด 'ชัชชาติ' จนมุม! พิสูจน์แล้วว่าสร้างภาพ แก้น้ำท่วมไม่คืบ ชี้ช่องรบ.ปลดผู้ว่าฯได้
'อ.อัจฉราวดี' ฟาด 'ชัชชาติ' จนมุมพิสูจน์แล้วว่าสร้างภาพเก่งอยู่มา 4 ปี แก้ปัญหาน้ำท่วมไม่คืบ ประชาชนเดือดร้อนวอดวาย หนำซ้ำยังตีมึนกับบึงรับน้ำ ควรมีสปิริตลาออก ไม่ใช่ปล่อยให้คนด่ารัฐบาล ทั้งที่อยู่ในการบริหารรูปแบบพิเศษ พร้อมชี้ช่องกฎหมายให้อำนาจรัฐบาลปลดผู้ว่าฯกทม.ได้
อึ้ง! 'ครูเป็ด' แฉเล่ห์นายทุนอสังหาเป็นปลวกแทะ 'แก้มลิง' ทุบราคาแล้วไปแปลงเป็นหมู่บ้านจัดสรร
'ครูเป็ด' แฉเหตุกทม.ไม่สานต่อ 'แก้มลิง' ตามแนวพระราชดำริ เมื่อไม่มีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินออกมา ทำให้ราคาที่ดินตรงนั้นราคาตกหรีอไม่ขึ้น นายทุนอสังหาบางแห่งก็ทำตัวเป็นปลวกแทะทีละเล็กทีละน้อย ด้วยราคาที่ต้นทุนต่ำ แล้วไปแปลงเป็นหมู่บ้านจัดสรร
'ชัชชาติ' แจงยิบปรับแผนแก้มลิง 'บึงรับน้ำคู้บอน' เซฟงบเวนคืน 1.1 หมื่นล้าน ยันไม่ได้ยกเลิกโครงการพระราชดำริ
ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันไม่ได้ยกเลิกโครงการแก้มลิงตามแนวพระราชดำริ แต่เน้นปรับวิธีบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับพื้นที่ เผยโครงการบึงคู้บอนหากเวนคืนตามแบบเดิมต้องใช้เงินสูงถึง 1.1 หมื่นล้าน จึงเลือกขุดลอกคลอง-ทำอุโมงค์ระบายน้ำแทน พร้อมแจงยิบไร้การเอื้อประโยชน์เอกชน ส่วนกระแสกดดันให้ปลดออกจากตำแหน่ง ลั่นเคารพทุกความเห็น แล้วแต่นายกฯ พิจารณา
คลี่คลาย! ถนนสายหลัก 'บางกะปิ-ลาดพร้าว' น้ำลด กทม. เบนเข็มลุยฟื้นฟูฝั่งตะวันออก
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณ เคหะคลองจั่น เขตบางกะปิ โดยสำนักงานเขตบางกะปิรายงานสถานการณ์และการดำเนินงานในพื้นที่ เคหะคลองจั่นสถานการณ์คลี่คลาย ระดับน้ำลดลงต่อเนื่อง

