ศาลฎีกานักการเมืองยกฟ้อง “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ “ สมัยเป็น มท.1 รับข้อเสนอม๊อบเสื้อเเดง ชี้ คดีถูกสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาดตามคำสั่งอัยการเเล้ว ปปช.ไม่มีอำนาจฟ้องซ้ำ ดำเนินคดี116 เนื่องจากกฎหมายเก่าไม่ได้ให้อำนาจไว้
2 ก.ย.2565 - ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 10/2564 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ กรณีที่จำเลยรักษาการในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้รับรายงาน สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่อาคารลิปตพัลลภฮอลล์ สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา แต่จําเลยไม่ได้มีข้อสั่งการอย่างไร จำเลยกลับเดินทางไปกล่าวปราศรัยยอมรับข้อเสนอที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สรุปให้ฟังเป็นเหตุให้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางเข้ามาชุมนุมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปิดล้อมสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีการนำป้ายผ้าไวนิลที่ปรากฏข้อความใน ลักษณะแบ่งแยกประเทศไปติดตามท้องที่ต่าง ๆ
ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157มาตรา 116(2) (3) พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561มาตรา 132 ประกอบมาตรา 30และ 192
จําเลยไม่มาศาลและศาลได้ออกหมายจับจําเลยแล้ว แต่ไม่สามารถจับได้ พิจารณา คดีโดยไม่ ต้องกระทําต่อหน้าจําเลย และถือว่าจำเลยให้การปฏิเสธ
สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157และ พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1องค์คณะผู้พิพากษาเห็นว่า ขณะ เกิดเหตุจําเลยรักษาการในตำแหน่ง รมว.มหาดไทย มีอำนาจหน้าที่ตาม พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และพรบ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา30
ทางปฏิบัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ใช้จํานาจเข้าไปสั่งการในเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการกำกับดูแลและสั่งการให้ พนักงานฝ่ายปกครองดำเนินการให้มีผลสอดคล้องกับนโยบายหรือแนวทางที่จำเลยกำหนดในเรื่องการรักษา ความสงบเรียบร้อย แต่การที่จะถือว่าจำเลยปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ที่เป็นความผิดจะต้องเป็นกรณี ที่มีหน้าที่ที่จักต้องกระทําเพื่อป้องกันผลนั้นโดยตรง ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและข้อเท็จจริงแต่ละกรณี ซึ่งองค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้างมากเห็นว่า พนักงานปกครองจัดทำบันทึกรายงานสถานการณ์ข่าวการ ชุมนุมเสนอ จําเลยแต่ขณะนั้นยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงใดบ่งชี้ว่าจะมิใช่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจาก อาวุธ ทั้งเป็นการนัดชุมนุมภายในอาคารเพียงชั่วคราว
นายธงชัยและนายชยาวุธ (ไม่บอกนามสกุล) เสนอเพียงว่าให้ติดตาม ความเคลื่อนไหวและดูแลความสงบเรียบร้อย เมื่อระยะเวลาตั้งแต่มีการรายงานข่าวจนถึงวันชุมนุมเป็นเวลา เพียง 2วัน ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับทราบบันทึกรายงานข่าววิทยุด้วยตนเองหรือไม่ เมื่อใด
ประกอบกับ กระทรวงมหาดไทยถูกปิดล้อมตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.2556 เป็นเวลาประมาณ 6เดือน กรณีไม่แน่ว่าในช่วง เกิดเหตุจำเลยจะมีข้อมูลครบถ้วนและมีเวลาเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจในการพิจารณาสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาได้ อย่างรอบคอบเพียงใด นอกจากนี้จำเลยมีข้อสั่งการในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทย ลงวันที 4 มิ.ย.2556ไว้แล้ว นายธงชัยและนายชยาวุธมิได้มีข้อเสนอใดเพื่อให้จำเลยมีข้อสั่งการอีก
พนักงานฝ่ายปกครองและเจ้าพนักงานตำารวจได้ดูแลสถานการณ์การชุมนุมตามหน้าที่อยู่แล้ว นายวิบูลย์เน้นย้ำให้ทาง จังหวัดรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง อันเป็นการสั่งการตามหน้าที่ของปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นพนักงานฝ่ายปกครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(16) และ (17) (ก) จำเลยจึงหาต้องมีข้อสั่งการในเรื่องเดียวกันซ้ำอีก กลุ่ม นปช.ได้แสดงออกซึ่งการไม่ยอมรับการ กระทําของฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลแล้วก็ได้ยุติการชุมนุมเอง
ไม่มีพยานโจทก์ปากใดยืนยันว่าจําเลยควรจะต้องมี ข้อสั่งการอย่างใด จึงจะถือได้ว่าเป็นการบริหารจัดการที่มีขอบเขตและกำหนดระยะเวลาเหมาะสมไม่เกินกว่า กรณีแห่งความจําเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย
ส่วนข้อที่จําเลยกล่าวปราศรัยยอมรับข้อเสนอของกลุ่ม นปช. นั้น ไม่ปรากฏว่าจําเลยได้รับทราบเนื้อหาคำปราศรัยในลักษณะให้มีการแบ่งแยกประเทศของแกนนำคนอื่น ส่วนข้อเสนอข้ออื่นก็มิได้มีการกำหนดวันเวลาและสถานที่ที่จะเคลื่อนไหวให้เป็นที่แน่นอน โดยให้ผู้ชุมนุมรอการ แถลงข่าวก่อน จึงมีลักษณะเป็นการเสนอวิธีการสําหรับเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งยังไม่ทราบได้ว่าจะเกิดขึ้นจริง หรือไม่
กรณีหาใช่เป็นเหตุอันกำลังจะเกิดขึ้นจริงที่จำเลยจะต้องเร่งสั่งการ เจ้าพนักงานก็มิได้มีผู้ใดถือเอาคำปราศรัยของจำเลยมาเป็นข้อสั่งการในการปฏิบัติราชการ ประกอบกับข้อเสนอแต่ละข้อหา เรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งการที่จะให้จําเลยสั่งการเพื่อให้เร่งชี้แจงสร้างความเข้าใจที่ ถูกต้องแก่ประชาชนนั้นมิใช่เรื่องง่าย เนื่องจากขณะนั้นเกิดปัญหาความขัดแย้งและความแตกแยก ส่วนการ ชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่งนั้นจําเลยก็มิได้มีข้อสั่งการใดเช่นกัน กรณียังถือไม่ได้ว่าจำเลยปฏิบัติหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อันพึงคาดหมายได้จากจำเลยในฐานะรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยใน
ภาวะเช่นนั้น ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทําความผิดข้อหา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2) (3)
องค์คณะผู้พิพากษาเสียงข้าง มากเห็นว่า พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542ซึ่งใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ มิได้บัญญัติให้อำานาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนข้อเท็จจริงข้อหา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116
พรป.ว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 22 ก.ค.2561โดยมาตรา 28ประกอบมาตรา 30เพิ่งบัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอำนาจไต่สวนข้อเท็จจริงข้อหาความผิดที่เกี่ยวข้องกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ซึ่งคดีนี้คือข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 แต่พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561ทําหนดเงื่อนไขไว้ในมาตรา 55(2 ) ว่า ห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับหรือยกเรื่องที่มีการดำเนินการต่อ ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายอื่นเสร็จสิ้นและเป็นไปโดยชอบแล้ว และไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการ ดำเนินการนั้นไม่เที่ยงธรรม เว้นแต่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้งและคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าเป็นกรณีที่เป็น การกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง เมื่อได้ความว่าได้มีผู้กล่าวโทษจําเลยจากการกระทําตาม ฟ้องโจทก์ว่าเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113,114,116และ 119 และพนักงาน สอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2559
ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ก.ค.61 พนักงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องจำเลย คำสั่งของพนักงานอัยการเป็นคําสั่งไม่ฟ้องเด็ดขาด มีผลเท่ากับ ว่าได้มีการดำเนินการต่อจำเลยในการกระทําความผิดข้อหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อันเป็นกฎหมายอื่นเสร็จสิ้นแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าการดำเนินการของพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ เป็นไปโดยไม่ชอบหรือมีกรณีต้องด้วยข้อยกเว้นของมาตรา 55(2)แห่ง พรป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมไม่มีอำนาจรับหรือยก เรื่องเกี่ยวกับการกระทําของจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(2)(3)ขึ้นไต่สวนอีก โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องข้อหานี้ พิพากษายกฟ้อง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?
มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”
พรรคประชาชน บุก ป.ป.ช. ยื่นเอาผิด กกต. ลงมติคดีฮั้ว สว. จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัว
พรรคประชาชน บุกยื่น ป.ป.ช. ตั้งคณะไต่สวนคดีฮั้ว สว. ยันมีหลักฐานแน่น ตั้งแต่พฤติการณ์ยันพยานบุคคล ด้าน 'ไอติม' ชำแหละคดีนี้มีช้าง 3 ตัว หวังวิปรัฐบาล-วุฒิสภา เปิดทางบรรจุวาระถกแก้ รธน.รายมาตรา ต.ค.นี้ ระยะยาว
'ศรีสุวรรณ' บุกร้อง ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง 2 สว. กลับคำให้การคดีฮั้ว สว.
นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องถึงคณะกรรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยเอาผิด 2 สมาชิกวุฒิสภา ที่กลับคำให้การในคดีฮั้ว สว. อันถือได้ว่าเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือไม่
ศาลฎีกาโต้ข่าว 'ประธานแผนกคดีเลือกตั้ง' พบอดีตนักการเมือง 'น.'
ศาลฎีกาแจงข่าว “วรวุฒิ เทวาทศิน” พบอดีตนักการเมือง “น.” เพื่อขอแรงหนุนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรม
ส่องทรัพย์สิน 'ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์' รวย 347 ล้าน ที่ดิน-ตึกแถว-นาฬิกาหรูเพียบ
ป.ป.ช.เปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหลายคน โดยมีรายชื่อน่าสนใจคือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กรณีเข้ารับตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เมื่อ 15 มี.ค.69
เร็วกว่ากำหนด! ปรับแผนไต่สวนพยานคดี 44 สส.ก้าวไกล คาดจบ มี.ค.70
ศาลฎีกาไต่สวนพยานผู้ร้องคดี 44 สส.ก้าวไกล นัดที่ 2 เรียกข้าราชการ-อดีตข้าราชการสภาเข้าเบิกความ 3 ปาก นัดต่อไป 20 ต.ค.คาดเป็นอดีตส.ส.ที่ไม่ร่วมลงชื่อเเก้112 เบิกความ

