'สฤณี' ยกคำพิพากษาศาลฎีกาคดี 'ชาญชัย' ถือหุ้นสื่อเป็นบรรทัดฐาน รวมทั้งคดี 'พิธา'

'สฤณี' ยกคำพิพากษาศาลฎีกาคดี'ชาญชัย'ถือหุ้นสื่อควรใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินคดีหุ้นสื่ออื่นๆรวมทั้งคดีหุ้น ITVของ'พิธา' และคดีในอนาคตจากการฟ้องร้องกลั่นแกล้งกัน จนกว่าเราจะแก้รธน.ยกเลิกมาตราเจ้าปัญหา

10 พ.ค.2566 - น.ส.สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์ นักเขียน นักแปลชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง "พัฒนาการ" ของคำตัดสินศาลฎีกาเรื่อง "ผู้สมัคร ส.ส. ถือหุ้นสื่อ" มีเนื้่อหาดังนี้

คิดว่าควรเขียนถึงเรื่องนี้เสียหน่อย ในฐานะที่เจ้าของเพจเคยโดนคดีละเมิดอำนาจศาลในปี 2562 เพราะเขียนบทความวิจารณ์คำตัดสินคดีถือหุ้นสื่อของผู้สมัคร ส.ส. (สุดท้ายคดีนั้นศาลสั่ง "ยุติการดำเนินคดี" นะคะ หลังจากที่ขอโทษศาลที่ใช้คำว่า "มักง่าย" และ "ตะพึดตะพือ" แต่ยืนยันว่าไม่ได้ทำผิดข้อหานี้ และยังคงยืนยันความเห็นและข้อสังเกตทั้งหมดตามที่เขียนในบทความ -- ใครสนใจอ่านได้ที่บล็อก https://fringer.co/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95.../

ก่อนอื่น มาตราเจ้าปัญหาคือ รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 98(3) ซึ่งบัญญัติห้ามไม่ให้ "บุคคลที่เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ“ ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.

เจตนารมณ์ของมาตรานี้้ (ซึ่งต้องบอกว่า ล้าสมัยและไร้ความหมายไปแล้วในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ -- ดูคำอธิบายในบทความด้านบน) ก็คือ ไม่ต้องการให้ผู้สมัคร ส.ส. ใช้ "สื่อในมือตัวเอง" สร้างอิทธิพล โปรโมทตัวเองหรือชักจูงผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แต่สิ่งที่ทำให้มันเป็น "มาตราเจ้าปัญหา" ใช้กลั่นแกล้งกันได้ง่ายดาย ก็คือ มาตรานี้ดันใช้ทั้งคำว่า "เจ้าของ" และคำว่า "ผู้ถือหุ้น" ทั้งที่ในความเป็นจริง ลำพังการเป็นแค่ผู้ถือหุ้นรายย่อย (ถือหุ้น 0.001% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท เป็นต้น) ไม่ได้ทำให้ใครมีสิทธิสั่งการบริษัทสื่อนั้นๆ ให้ทำตามความประสงค์ได้

ดังนั้น ถ้าศาลฎีกาแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะใช้กฎหมายข้อนี้ให้ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจริงๆ ก็ต้องดูว่า A. บริษัทที่ผู้สมัครถือหุ้นอยู่นั้น "ทำสื่อ" จริงๆ หรือไม่ และ B. ผู้สมัครรายนั้นถือหุ้นในสัดส่วนมากพอที่จะสั่งบริษัทสื่อนั้นๆ หรือมีอำนาจควบคุมหรือไม่ (ข้อนี้ต้องดูหลักฐานอื่นประกอบ เช่น ตำแหน่งกรรมการ ฯลฯ)

ถ้าดูแบบนี้ คำตัดสินที่เป็นไปได้ ก็มีคร่าวๆ 3 กรณีด้วยกันค่ะ

1. กรณีที่แย่ที่สุด ก็คือถ้าศาลตัดสินโดยไม่ดูทั้ง A และ B เลย ดูผิวเผินแค่ว่า บริษัทนั้นๆ มีคำว่าสื่อ อยู่ในรายการวัตถุประสงค์ของกิจการ (ซึ่งก็เป็น template มาตรฐานที่แทบทุกคนก็ใช้ตามนั้นแหละ) -- นี่คือกรณีที่เขียนวิจารณ์ในบทความ

2. กรณีที่ดีขึ้นมาอีก ก็คือการตัดสินโดยดูจาก "ข้อเท็จจริง" (ข้อ A ข้างต้น) นั่นคือ ดูว่าบริษัทที่ผู้สมัครถือหุ้นอยู่นั้น "ทำสื่อ" จริงหรือไม่ -- แนวการให้เหตุผลแบบนี้ใช้ในคำตัดสินหลายสิบคดี เมื่อปี 2563 ช่วงที่ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดนร้องเรื่องนี้กันระนาว สุดท้ายศาลตัดสินให้คดีส่วนใหญ่ "ไม่ผิด" โดยดูข้อเท็จจริงอย่างที่บอก (ตัวอย่างข่าว https://www.pptvhd36.com/.../%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0.../135700)

3. กรณีที่ดีที่สุด แน่นอนหมายถึงการตัดสินตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ นั่นคือ ดูแค่ว่าบริษัทที่ถือหุ้นอยู่นั้น ยัง "ทำสื่อ" อยู่ อย่างเดียวไม่พอ ต้องดูด้วยว่าถือหุ้นในสัดส่วนมากพอที่จะมีอำนาจควบคุมหรือสั่งการหรือไม่ (ข้อ A และ B ข้างต้นประกอบกัน) -- เราได้เห็นคำตัดสินกรณีที่ดีที่สุดนี้แล้ว ในคำพิพากษาเมื่อต้นเดือน พ.ค. 2566 ที่ผ่านมานี้เอง เคสที่ คุณชาญชัย ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ ถูก กกต. นครนายก ตัดสิทธิ์เป็นผู้สมัคร ส.ส. เพียงเพราะถือหุ้น AIS 200 หุ้น

ศาลฎีกาพิพากษาชัดเจนในกรณีนี้นะคะว่า กกต. นครนายก ตีความไม่เป็นไปตามเจตนารณ์ของกฎหมาย และสั่งให้ กกต. คืนสิทธิการสมัคร ส.ส. ให้กับคุณชาญชัย (ตัวอย่างข่าว และคำพิพากษาศาลฎีกา https://www.isranews.org/.../isr.../118255-isranews-325.html )

ดังนันถ้าดูตามลำดับเวลา จะเห็นว่าศาลฎีกาก็ตีความข้อนี้ “ดีขึ้น” โดยลำดับ จากกรณีที่แย่ที่สุดในปี 2562 มาถึงกรณีที่ดีที่สุด ยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2566 นี้เอง

ก็หวังว่าศาลฎีกาจะรักษาพัฒนาการที่ดีนี้ต่อไป คำตัดสินคดีคุณชาญชัยละเอียดมาก ควรใช้เป็น “บรรทัดฐาน” ในการตัดสินคดีหุ้นสื่ออื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดในตอนนี้ รวมคดีหุ้น ITV ของคุณพิธา และคดีในอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากการฟ้องร้องกลั่นแกล้งกัน

จนกว่าเราจะแก้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกมาตราเจ้าปัญหานี้ได้สำเร็จ และห้ามการกลั่นแกล้งกันด้วยกฎหมายของ “นักร้อง” ทั้งหลายที่ควรไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์กับประเทศจริงๆ

มารอติดตามกันต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นักวิชาการ' ฟันเปรี้ยง! เหตุที่คนกรุงเทพเลือก 'พรรคส้ม' เพราะการตลาดที่โหมกระหน่ำทางสื่อ

ดร.ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ นักวิชาการทางบูรพคดีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า สาเหตุที่คนกรุงเทพมีแนวโน้มเลือกพรรคส้ม: มุมมองนี้เป็นทรรศนะส่วนตัวนะครับ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับผมก็ได้ครับ

เปิดเบื้องลึก 'โปลิตบูโรพรรคส้ม' ไม่ยอมเป็นรัฐบาล ต้องแพ้เพื่อ 'ธนาธร' รอเวลากลับมา 2572

นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำคณะหลอมรวมประชาชน โพสต์ช้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่อง ต้องแพ้เพื่อธนาธร ยังไม่ใช่เวลาของพวกเรา มีเนื้อหาดังนี้ นี่คือความคิดหลักของคณะโปลิตบูโรของพรรคส้ม หลักการนี้ถูกวางไว้ตั้งแต่มีการยุบพรรคอนาคตใหม่ และถูกนำมาใช้เป็นหลักในการบริหารการเมืองในพรรคส้ม

'พิธา' ขอคะแนนคนขอนแก่นถล่มทลาย ชูประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ให้คนเพียงไม่กี่คนอยู่เหนือหัว

ปชน.เปิดเวทีใหญ่ขอนแก่น 'พิธา' ขอคะแนนถล่มทลาย ย้ำอีสานต้อง 'สองเด้ง' ชูประชาชนเป็นใหญ่ ไม่ใช่ให้คนเพียงไม่กี่คนอยู่เหนือหัว เปลี่ยนขอนแก่น–อีสาน–ประเทศไทย เลือกส้มสองใบแบบม้วนเดียวจบจะได้ไม่ซ้ำรอย

สามย่านแตก! 'พิธา' ปราศรัยปลุกเร้าด้อมส้ม ต้องไม่ยอมให้โดนขวางตั้งรัฐบาลอีกต่อไป

‘พิธา’ ปราศรัยปลุกเร้า ต้องไม่ยอมให้โดนขวางตั้งรัฐบาลอีกต่อไป ขอให้ เลือกพรรคส้มให้ขาด จนพรรคอันดับสองไม่กล้าแข่งตั้งรัฐบาล ส่งเท้งเข้าทำเนียบฯ เป็นนายกฯสองสมัย

เอาแล้ว! 'เพื่อนธนาธร' อ้างอิงกูรูการเมืองวิเคราะห์ความนิยม 'อนุทิน-ภท.' พุ่ง ชนะ 'พรรคส้ม'

นายธนาพล อิ๋วสกุล บรรณาธิการบริหารสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน คนใกล้ชิดนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ขอวิเคราะห์(กูรู)การเมืองด้วยคน