"กลุ่มชาญชัย-นกเขา" จี้ "กกต.-แสวง" เร่งเครื่องตรวจสอบนโยบาย 51 พรรคการเมือง หลังพบหลายพรรคมุบมิบตีเนียน ขายฝันประชานิยมแต่ไม่แจงเอางบจากไหนมาทำ หากปล่อยไปอาจทำฐานะการคลังแผ่นดินเสียหาย ขู่หากไม่ทำอะไร โดนร้องเอาผิดอาญา-แพ่ง ฐานละเว้นหน้าที่
เมื่อวันที่ 30 ม.ค.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลุ่มนักเคลื่อนไหวอิสระ นำโดยนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์, นายสมชาย แสวงการ อดีต สว., นายคมสัน โพธิ์คง อดีตนักวิชาการด้านกฎหมาย, นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือทนายนกเขา ได้ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้เงินงบประมาณที่พรรคการเมืองใช้โฆษณาหาเสียงในการเลือกตั้ง
หนังสือดังกล่าวระบุใจความสำคัญว่า จากการที่ได้ตรวจสอบนโยบายหาเสียงโฆษณาของพรรคการเมือง 51 พรรคการเมือง มีหลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่เข้าข่ายประชานิยม ซึ่งตามที่ปรากฏในแบบฟอร์มที่ กกต.ให้ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่จะนำมาใช้ในการดำเนินนโยบายนั้น หลายพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคกล้าธรรม ฯลฯ ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลถึงที่มาอย่างชัดเจน เช่น พรรคประชาชน, พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจไทย, พรรคประชาธิปัตย์, พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคกล้าธรรม
หนังสือดังกล่าวย้ำว่า พบว่าโดยส่วนใหญ่อ้างแต่จะใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือใช้วิธีการบริหารการจัดเก็บภาษีแบบกว้างๆ ไม่ได้ระบุรายละเอียดของแหล่งเงินที่จะนำใช้ว่าจะต้องตั้งวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพิ่มอีกเท่าไหร่ หรือถ้าไม่กู้เงินเพิ่มเติมต้องมีแผนการปรับขึ้นภาษีตัวไหนบ้าง ปรับขึ้นเท่าไหร่
“ถ้าไปดูการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ก่อนที่รัฐบาลจะประกาศยุบสภานั้น สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ นร 1113/5562 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ทำถึงเลขาฯ ครม. เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเห็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ระบุว่า "แรงกดดันด้านการคลังของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์สูง ท่ามกลางหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกับเพดานหนี้สาธารณะ ในขณะที่สัดส่วนรายจ่ายประจำยังอยู่ในระดับสูง และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงเห็นควรให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐเป็นลำดับแรกเพื่อลดความเสี่ยงจากการที่หนี้สาธารณะจะสูงกว่าเพดานที่กำหนดไว้”
กลุ่มดังกล่าวระบุในหนังสือร้อง กกต.ว่า เห็นว่านโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในปี 2569 นี้ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของประชานิยม โดยมีผลกระทบต่อสถานการณ์การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายประจำ และขยายตัวของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อฐานะทางการคลังของประเทศในหลายด้าน โดยส่วนใหญ่ยังใช้แหล่งเงินนอกงประมาณ โดยเฉพาะมาตรการกึ่งการคลัง ซึ่งเป็นรายการภาระผูกพัน ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ซึ่ง ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้มียอดคงค้างอยู่ที่ 1,133,751 ล้านบาท ขณะที่รัฐบาลตั้งงบประมาณคืนหนี้ 72,917 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.94% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงิน การกำหนดให้มียอดหนี้คงค้างได้ไม่เกิน 32% และในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลตั้งงบประมาณคืนหนี้มาตรา 28 ได้แค่ 58,249 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 1.5496 สะท้อนให้เห็นความสามารถในการตั้งงบประมาณมาคืนหนี้ตามมาตรา 28 มีแนวโน้มลดลง หากพรรคการเมืองเดินหน้าใช้นโยบายประชานิยมจนเต็มเพดาน หรือมีการแก้ไขประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ อาจส่งผลกระทบความน่าเชื่อถือของประเทศ
นายชาญชัยกล่าวว่า ข้อมูลนโยบายที่พรรคการเมืองยื่นต่อ กกต. และมีการนำมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ กกต. เมื่อวันที่ 26 มกราคม ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายฯ อันเป็นอำนาจของ กกต.และเลขาธิการ กกต.ที่จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือจะให้พรรคการเมืองแก้ไข เพราะถือว่าเอกสารยังไม่สมบูรณ์ กกต.ต้องตักเตือนให้พรรคการเมืองต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณฯ และ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐฯ อย่างเคร่งครัด รวมถึง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.2561 มาตรา 73 (5) เพราะหากไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่หาเสียงก็ถือว่าผิดกฎหมาย
“นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เมื่อพบการกระทำความผิดจากการประกาศโฆษณาของพรรคการเมืองโดยผิดกฎหมาย มีอำนาจระงับหรือยับยั้งการกระทำความผิด ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ยับยั้ง เท่ากับปล่อยให้การเลือกตั้งโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ย่อมจะมีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” นายชาญชัยระบุ
นายชาญชัยกล่าวอีกว่า ช่วงที่มีการเลือกตั้งปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้ประกาศนโยบายเติมเงิน 1 หมื่นบาท ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจาก กกต. ซึ่งตนและและคณะได้นำความไปยื่นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากเกิดความเสียหายต่องบประมาณของประเทศ ไม่สามารถทำได้ตามที่เคยโฆษณาหาเสียงไว้ ประชาชนนับสิบล้านคน ไม่ได้รับเงินดังกล่าว แต่ต้องมาจ่ายภาษีเพื่อนำไปใช้หนี้จากการนโยบายประชานิยมที่ผิดพลาด ล่าสุด ป.ป.ช.พิจารณาความผิดนายเศรษฐา ทวีสิน และคณะ ตามมาตรา 157 และอยู่ในขั้นไต่สวนมูลฟ้อง ตนเองและคณะ ในฐานะประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงขอให้ กกต.มีหนังสือและมีคำสั่งไปถึงพรรคการเมืองที่มีนโยบายขัดต่อกฎหมายและไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของเงินค่าใช้จ่ายที่จะใช้ดำเนินการตามที่ประกาศโฆษณา เพื่อยับยั้งนโยบายประชานิยมที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐและประชาชน ภายในกำหนด 3 วัน ไม่เช่นนั้นจะใช้สิทธิในการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป
และวันเดียวกันนี้ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ได้ยื่นเรื่องให้ กกต.ตรวจสอบนโยบายการหาเสียงของ 51 พรรคการเมืองในลักษณะเดียวกัน โดยย้ำว่า หาก กกต.ตรวจแล้วพบว่า นโยบายใดของพรรคการเมืองใด เข้าข่ายหลอกลวง หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันอาจฝ่าฝืนต่อกฎหมายการเลือกตั้ง สส. ก็ให้ กกต.ดำเนินการด้วย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘หนู’ไม่รู้งูเขียวซบน้ำเงิน ส้มนัดทุบกำแพงโสโครก
"อนุทิน" แจงโพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”
ลุยถอด‘คนโกง’ เร่งบรรจุตัวจริง ภายในสิงหาฯนี้
นายกฯ หารือเลขาธิการ ป.ป.ท. ย้ำโกงข้อสอบท้องถิ่นสาวถึงตัวบงการแน่นอน มท.4
ชวนหนุนกกต.ฟันฮั้วสว. ค่อยตอบแทนตอนตาย!
"สุขสมรวย" ยันไม่มีเส้นเงินเกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว. ลั่นเดินหน้าฟ้องหมิ่น
กองทุนหมู่บ้านดอกเบี้ยคนละครึ่ง
เอาใจรากหญ้า! รัฐบาลทุ่ม 4 พันล้าน จำแลงกองทุนหมู่บ้านเป็น
ท้าทายห้ามพกปืน! ‘ฉลอง’ยิงนายกอบจ.นนทบุรีดับ/‘อนุทิน’สั่งตั้งด่านจับอาวุธ
นายกฯ หารือเลขาธิการ ป.ป.ท. ย้ำโกงข้อสอบท้องถิ่นสาวถึงตัวบงการแน่นอน มท.4 ขอบคุณทุกหน่วยงาน ร่วมทำงานอย่างหนักจนได้ผลสอบท้องถิ่นล่าสุด
ใช้เงินกู้เที่ยวไทยพลัสได้ อนุทินลุย‘Missing Link’
“ภราดร” ชี้ใช้งบ พ.ร.ก.เงินกู้ทำ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน ส่วนไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 รอคลังตัดสินใจ

