
ทภ.2 เผยแนวรบยังตึงเครียด “ศึกตาควาย”ยังไม่จบ-ต้องรบต่อ “กัมพูชา”โจมตีด้วยปืนใหญ่, BM-21 โดรนพลีชีพ อย่างหนัก ไทยตอบโต้ด้วยอาวุธวิถีโค้ง และเครื่องบินทิ้งระเบิด
14 ธ.ค. 2568 – กองทัพภาคที่ 2 สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
สรุปการปฏิบัติต่อข้าศึก (8-13 ธ.ค.68)
ทำลาย รถถัง 10 คัน, โดรน 64 ลำ, BM-21 1 คัน, เสาแอนตี้โดรน 4 ต้น, ปตอ. 4 กระบอก, ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุด, รถบรรทุก 6 คัน, เสาสัญญาณ 1 ต้น, ปืนใหญ่ 1 กระบอก, ปืนครก 6 กระบอก และทหารกัมพูชาเสียชีวิต 181 ราย
พร้อมกันนี้ในช่วงค่ำที่ผ่านมา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. โดยระบุว่า ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นมา สถานการณ์ยังคงมีความตึงเครียด โดยฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ ปืนใหญ่ โดรนพลีชีพ และจรวด BM-21 ควบคู่กับความพยายามแทรกซึมและเพิ่มเติมกำลังในบางพื้นที่ ฝ่ายเรายังสามารถควบคุมพื้นที่เดิม นอกจากนั้นยังยึดพื้นที่ยึดได้เพิ่มเติม และทำการตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ต่อมาเมื่อเวลา 08.30 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ยิง จรวด BM-21 เข้าใส่บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ได้รับบาดเจ็บจำนวน 10 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย กองทัพภาคที่ 2 จึงขอประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชาอย่างรุนแรง การปฏิบัติที่สำคัญในวันนี้ ฝ่ายเราสามารถยึดควบคุมเนิน 677, ช่องเปรอ, ช่องระยี, ช่องปลดต่าง, พื้นที่ซำแต กำลังเสริมความมั่นคง ณ ที่หมายช่องคนา กำลังฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมได้ครบทั้ง 4 ที่หมายตามแผน มีการใช้ระเบิดทำลายบันไดส่วนบน ฝ่ายกัมพูชาตอบโต้ด้วย จรวด BM-21 และ โดรนพลีชีพ ต่อกำลังฝ่ายเรา ปัจจุบันกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังอยู่บริเวณบันได
พื้นที่ปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชาทำการโจมตีฝ่ายเรา ด้วยปืนใหญ่, BM-21 และโดรนพลีชีพ อย่างหนัก ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยอาวุธวิถีโค้ง และเครื่องบินทิ้งระเบิด สถานการณ์ยังไม่จบ ยังคงต้องรบต่อไป
ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ งดการเดินทางกลับภูมิลำเนาเป็นการชั่วคราว และขอให้พำนักอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวต่อไป พร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
กองทัพภาคที่ 2 ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่า จะดำเนินการทุกมาตรการอย่างเต็มขีดความสามารถ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน ปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และศักดิ์ศรีของประเทศชาติ อย่างเด็ดขาดและถึงที่สุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฟาด 'โสภณ' เมินส่งตัวแทนร่วมเวที APA ปล่อยเขมรพูดฝ่ายเดียว
'ภัณฑิล' เหน็บ 'โสภณ' สนใจแต่เรื่องหยุมหยิม 'ยืนเคารพธงชาติ-เต้นแอโรบิก' ไม่ยอมส่งตัวแทนร่วมประชุมสมัชชารัฐสภาเอเชีย ปล่อยกัมพูชาแจงเรื่องพระวิหารฝ่ายเดียว จี้รับผิดชอบผลการกระทำ
'วันวิชิต' ย้อนเล่า 'บิ๊กเล็ก' เคยเปรยห่วงชายแดน 'ตะวันตก' มากกว่าฝั่ง 'ตะวันออก'
วันวิชิต ระบุไม่คิดว่าเรื่องความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่า กับชนกลุ่มน้อยจะมาเป็นประเด็นร้อนเร็วกว่าที่คาด รอบนี้ดูพม่าเขาขึงขังกร้าวร้าวเป็นพิเศษ ต้องจับตาดุต่อไป
'แก้วสรร' แพร่บทความ เอา 'บางจาก' ออกจากปากเขมร มั่นใจรบ.เดินหน้า ผลดีต่อซักฟอกธ.ค.แน่
แก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ ออกบทความใหม่ในรูปถาม-ตอบ เรื่อง เอา 'บางจาก' ออกจากปากเขมร
กองทัพไทยเกาะติดสถานการณ์ชายแดน 'กัมพูชา-เมียนมา' พร้อมตอบโต้ตามกลไกมั่นคง
พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว เสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ตอบคำถามกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องมีการประเมินเพิ่มเติมหรือไม่ หลังกัมพูชามีการทำ IO ข้อมูลข่าวสารตลอดเวลา ว่า เหล่าทัพมีการเตรียมความพร้อม ซึ่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็ได้เน้นย้ำในที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ ไปแล้ว ไ
ทบ.สวนกัมพูชา ยันไม่ได้ใช้กำลังทหารกำหนดเขตแดนใหม่
ทบ. ย้ำไทยไม่ได้ใช้กำลังทหารกำหนดเขตแดน แต่ดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของไทย ชี้กัมพูชาต้องแยกข้อเท็จจริงระหว่างผู้พลัดถิ่นจากการสู้รบกับประชาชนที่ตั้งถิ่นฐานรุกล้ำเขตแดนไทย ยืนยันพร้อมแก้ไขปัญหาผ่านกลไกทวิภาคี
'ชาวนาบ้านกรวด' แบกต้นทุนอ่วม น้ำมันแพงดันค่าเกี่ยวข้าวทะลุ 800 บาทต่อไร่
เกษตรกรแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ เจอศึกสองด้าน วิกฤตราคาน้ำมันดันค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวรับต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว หลังทนแบกต้นทุนไม่ไหว จำใจปรับขึ้นค่าจ้างเกี่ยวข้าวเป็น 800 บาทต่อไร่

