ศูนย์จีโนมทางการแพทย์เจาะลึก 'ไวรัสนิปาห์'

29 ม.ค.2569 - เพจศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เจาะลึก "ไวรัสนิปาห์": ความจริงจากค้างคาวสู่คน และเกราะป้องกันของประเทศไทย” ระบุว่า ท่ามกลางกระแสข่าวการระบาดของ "ไวรัสนิปาห์" (Nipah virus) ในประเทศอินเดียที่มีอัตราการเสียชีวิตสูง สร้างความกังวลให้กับคนไทยจำนวนมากว่าไวรัสชนิดนี้จะซ้ำรอยโควิด-19 หรือไม่ จากการสัมภาษณ์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.วสันต์ จันทราทิตย์ หัวหน้าศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติของไวรัส สถานการณ์ในประเทศไทย และแนวทางการป้องกัน,

ค้างคาว: คลังแสงอาวุธชีวภาพตามธรรมชาติ ตามธรรมชาติแล้ว "ค้างคาว" ถือเป็นแหล่งรวบรวมไวรัสไว้นับร้อยชนิด เปรียบเสมือน "อาวุธชีวภาพขั้นสุด" หรือระเบิดเวลาที่สะสมเชื้อโรคไว้มากมาย โดยที่ตัวค้างคาวเองไม่มีอาการเจ็บป่วย, ไวรัสสำคัญๆ ที่มีต้นกำเนิดจากค้างคาว ได้แก่ โรคพิษสุนัขบ้า, อีโบลา, เฮนดรา (ติดต่อผ่านม้า), เมอร์ส (ติดต่อผ่านอูฐ), และซาร์ส (ติดต่อผ่านชะมด) รวมถึงโควิด-19

สำหรับ "ไวรัสนิปาห์" นั้น ค้างคาวเป็นแหล่งเพาะเชื้อหลัก โดยเชื้อจะส่งผ่านไปยังสัตว์พาหะอื่นๆ ก่อนมาสู่คน หรืออาจมาสู่คนโดยตรงก็ได้ ซึ่งความรุนแรงของโรคอาจสูงถึง 40-70% ต่างจากโควิด-19 ที่มีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 1-3%

สายพันธุ์อินเดีย vs สายพันธุ์มาเลเซีย ไวรัสนิปาห์แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักตามรหัสพันธุกรรม ได้แก่:

1.สายพันธุ์อินเดีย/บังกลาเทศ: การระบาดมักเกิดจากการที่คนไปดื่มน้ำตาลสดจากต้นตาลที่ค้างคาวไปขับถ่ายหรือปล่อยเชื้อไว้ หรือกินผลไม้ที่มีเชื้อ ทำให้เชื้อกระโดดจากค้างคาวมาสู่คนโดยตรง ซึ่งกรณีนี้ผู้ป่วยมักมีอาการรุนแรง

2.สายพันธุ์มาเลเซีย (พบในไทย): เชื้อมักผ่านจากค้างคาวไปสู่ "หมู" ก่อน แล้วจึงติดต่อสู่คน การผ่านสัตว์กลางอย่างหมูทำให้ไวรัสมีการพัฒนาตัวเองและลดความรุนแรงลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการติดโดยตรง

สถานการณ์ในประเทศไทย: ทำไมเราถึงยังปลอดภัย? หลายคนสงสัยว่า ประเทศไทยมีไวรัสนิปาห์หรือไม่?

คำตอบคือ "มี" โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการตรวจเลือดและสารคัดหลั่งจากค้างคาวในไทยและพบเชื้อนิปาห์อยู่จริง อย่างไรก็ตาม จากการสุ่มตรวจบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ยังไม่พบหลักฐานการติดเชื้อในคนไทย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยยังไม่เกิดการระบาดใหญ่เหมือนเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์) มาจากบริบททางสังคมและเกษตรกรรมที่แตกต่างกัน:

ระบบการเลี้ยงสุกร: ฟาร์มหมูในไทยส่วนใหญ่เป็นระบบปิด (Evap) มีตาข่ายกั้น ทำให้ค้างคาวไม่สามารถเข้าไปสัมผัสกับหมูได้ ตัดวงจรการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่สัตว์

วัฒนธรรมการกิน: คนไทยนิยมต้มน้ำตาลสดก่อนบริโภค และทานอาหารปรุงสุก (กินร้อน ช้อนกลาง) ต่างจากบางวัฒนธรรมในต่างประเทศที่อาจบริโภคดิบหรือใช้มือเปิบข้าว ซึ่งเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อมากกว่า

มาตรการเฝ้าระวังและข้อควรปฏิบัติ แม้การระบาดจะยังไม่เกิดขึ้นในไทย แต่ภาครัฐก็มีมาตรการคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง โดยเน้นการซักประวัติการเดินทางและการบริโภคอาหารเป็นหลัก ซึ่งเป็นวิธีคัดกรองที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับประชาชนทั่วไป ดร.วสันต์ แนะนำข้อปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยดังนี้:

1.หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยกัดแทะ: หากพบผลไม้ที่มีรอยแหว่งคล้ายสัตว์กัด อย่าเสียดายและห้ามนำมารับประทานเด็ดขาด

2.ล้างทำความสะอาด: ก่อนรับประทานผลไม้ ต้องล้างให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ เพราะไวรัสนิปาห์ไม่ได้ทนทานต่อสารทำความสะอาด

3.เลี่ยงการสัมผัสค้างคาว: ไม่ควรเข้าไปจับหรือสัมผัสค้างคาวโดยตรง เพราะนอกจากเสี่ยงต่อนิปาห์แล้ว ยังเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าด้วย

กล่าวโดยสรุป แม้ไวรัสนิปาห์จะเป็นเชื้อที่รุนแรงและมีอยู่ในค้างคาวตามธรรมชาติของไทย แต่ด้วยระบบสาธารณสุข มาตรการปศุสัตว์ และพฤติกรรมการบริโภคที่ถูกสุขลักษณะ ทำให้ความเสี่ยงในการระบาดวงกว้างในไทยยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ หากทุกคนร่วมมือกันรักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สสส.เปิดรายงานสุขภาพคนไทยปี 69 พบวิกฤตเด็กเกิดน้อย สังคมแก่ตัว ข้อมูลท่วมท้น เจ็บป่วยนาน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัว “รายงานสุขภาพคนไทย ปี 2569” นำเสนอสัญญาณเตือนสำคัญของสังคมไทย ผ่าน 10 ตัวชี้วัด ภายใต้แนวคิด “การเปลี่ยนแปลงทางประชากรกับสุขภาพคนไทย” ที่สะท้อนแนวโน้มการเกิดน้อย สังคมสูงวัย และโครงสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนแปลง พร้อมเปิด 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ

วันงดสูบบุหรี่โลก 31 พ.ค. มหาวิทยาลัยมหิดล-สสส. ปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า

ในประเทศไทยเริ่มมีแนวคิดนี้เกิดขึ้น นำโดยกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ซึ่งมีสมาชิกเป็นคณะแพทย์ทั้งหมดของประเทศไทย 28 คณะ นำร่องโดยทำข้อตกลงร่วมกันที่จะมุ่งพัฒนาให้นักศึกษาแพทย์ทั้งหมดเป็น Nicotine-Free Generation Medical Students เมื่อวันครู 16 มกราคม 2569 และได้เริ่มมีการพัฒนานศพ.แกนนำร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย (สพท.) ที่คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมขับเคลื่อนจากตัว นศพ.เอง