'ปุ้ม พงศ์พรหม' ไล่เรียงการสืบทอดสายเลือดเชื้อพระวงศ์ 'เปอร์เซีย-อาหรับ'

22 เม.ย.2569 - พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หรือปุ้ม วงตาวัน ศิลปินศิลปาธร โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “การสืบทอดสายเลือดของเชื้อพระวงศ์ในเปอร์เซียและอาหรับ & การเข้ามาของศาสนาอิสลามในเอเชีย” ระบุว่า เห็นว่าเรื่องของสุลต่านกำลังเป็นหัวข้อพูดคุย ก็ขอเขียนเรื่องจักรๆวงศ์ๆ แขกสักหน่อย...

ขนบจารีตเรื่องการสืบสายเลือดของราชวงศ์ในฝั่งเปอร์เซียและอาหรับนั้น มีลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากราชวงศ์ในยุโรปอย่างชัดเจน หากจะสรุปหลักการสำคัญที่สุดคือ "ยึดสายเลือดทางบิดาเป็นหลัก" (Patrilineal descent) ความเคร่งครัดจะอยู่ที่ตัวพ่อ หากพ่อเป็นกษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์ ลูกที่เกิดมาย่อมมีสิทธิ์ในสายเลือดและราชบัลลังก์อย่างสมบูรณ์ โดยไม่เกี่ยงว่าแม่จะมีชาติกำเนิดมาจากชนชั้นใดหรือเป็นคนชาติใด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขอแบ่งบริบทออกเป็นฝั่งอาหรับและเปอร์เซีย ดังนี้

1. ราชวงศ์อาหรับ (Arab Royalty)

ยุคประวัติศาสตร์ (เช่น จักรวรรดิอุมัยยะฮ์ และ อับบาซิด)

- แต่งงานกับคนต่างชาติและชนชั้นล่าง: เป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นบ่อยมาก ภูมิภาคนี้มีระบบ "อุมม์ อัล-วะลัด" (Umm al-Walad) หรือมารดาแห่งบุตร ซึ่งหมายถึงทาสหญิงหรือนางสนมที่ให้กำเนิดบุตรแก่เจ้านาย

- คอลีฟะฮ์ (กษัตริย์/ผู้นำสูงสุด) หลายพระองค์ในยุคทองของอิสลาม มีมารดาเป็นนางสนมต่างชาติที่เป็นชนชั้นล่างมาก่อน เช่น เป็นชาวเปอร์เซีย, กรีก (ไบแซนไทน์), เติร์ก, หรือเบอร์เบอร์

- ความเท่าเทียมของทายาท: ลูกที่เกิดจากพระมเหสีเอกที่เป็นชนชั้นสูง กับลูกที่เกิดจากนางสนมต่างชาติ มีสิทธิ์ในการสืบราชสมบัติเท่าเทียมกัน (เช่น คอลีฟะฮ์ อัล-มะอ์มูน ผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์อับบาซิด ก็มีมารดาเป็นทาสชาวเปอร์เซีย)

ยุคปัจจุบัน (ราชวงศ์ในอ่าวอาหรับ เช่น ซาอุดีอาระเบีย, ยูเออี, กาตาร์)

- ความเคร่งครัดในปัจจุบัน: ในยุคสมัยใหม่ ราชวงศ์อาหรับมักนิยม การแต่งงานในเครือญาติ (Endogamy) โดยเฉพาะการแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้อง (Cousin marriage) หรือคนในเผ่าพันธุ์เดียวกัน เพื่อรักษาฐานอำนาจ ความมั่งคั่ง และความมั่นคงทางการเมือง

- การแต่งงานกับสามัญชน: สามารถทำได้และมีให้เห็นทั่วไป แต่หากเป็นกษัตริย์หรือมกุฎราชกุมาร มักจะมีการแต่งงานกับสตรีจากตระกูลขุนนางหรือตระกูลที่ทรงอิทธิพลเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมืองด้วย
.
- การแต่งงานกับชาวต่างชาติ: แม้จะเกิดขึ้นได้ แต่ในแง่ของการสืบราชสมบัติในบางประเทศ (เช่น ซาอุดีอาระเบีย) กฎมณเฑียรบาลปัจจุบันมักระบุว่า กษัตริย์หรือมกุฎราชกุมารควรมีมารดาเป็นชาวซาอุดีอาระเบีย หรืออย่างน้อยต้องเป็นชาวอาหรับมุสลิม เพื่อป้องกันปัญหาทางการเมือง

2. ราชวงศ์เปอร์เซีย (Persian Royalty)

ยุคโบราณ (ก่อนอิสลาม เช่น ราชวงศ์ซาสซานิด)

- ยุคนี้มีความเคร่งครัดเรื่องสายเลือดสูงมาก ตามหลักศาสนาโซโรอัสเตอร์ในอดีต เคยมีแนวคิดเรื่องการแต่งงานในหมู่เครือญาติใกล้ชิดเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของสายเลือดกษัตริย์ (คล้ายกับอียิปต์โบราณ)

ยุคหลังรับศาสนาอิสลาม (เช่น ราชวงศ์ซาฟาวิด และ กาจาร์)

- อิทธิพลของฮาเร็ม: คล้ายกับฝั่งอาหรับและออตโตมัน ราชวงศ์เปอร์เซียในยุคนี้ไม่ได้จำกัดว่าต้องแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ด้วยกันเท่านั้น

- แต่งงานกับชาวต่างชาติ: กษัตริย์เปอร์เซียนิยมรับสตรีชาวคอเคซัส (เช่น ชาวจอร์เจีย, อาร์เมเนีย, และเซอร์คัสเซียน) ซึ่งมักถูกนำมาในฐานะเชลยหรือเครื่องบรรณาการ เข้ามาเป็นพระมเหสีหรือพระสนมในฮาเร็ม

- สตรีต่างชาติที่เป็นชนชั้นล่างหรือเชลยเหล่านี้ เมื่อให้กำเนิดพระโอรส ก็สามารถก้าวขึ้นมามีอำนาจมหาศาลในราชสำนักเปอร์เซียได้ และพระโอรสก็มีสิทธิ์ขาดในการเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป (Shah) อย่างสมบูรณ์

หากเทียบกับยุโรป (ที่เคยมีกฎ Morganatic marriage หรือการแต่งงานต่างฐานันดรศักดิ์ ซึ่งทำให้ลูกที่เกิดมาหมดสิทธิ์ในราชบัลลังก์) ราชวงศ์เปอร์เซียและอาหรับมีความยืดหยุ่นกว่ามากในเรื่องชาติกำเนิดของฝั่งแม่ ความ "เคร่งครัด" ของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ว่าห้ามแต่งงานกับชนชั้นล่างหรือชาวต่างชาติ (เพราะพวกเขาทำเป็นปกติเพื่อสร้างพันธมิตรและขยายสายเลือด) แต่อยู่ที่การรักษา "สายเลือดฝั่งบิดา" ให้อยู่ในราชวงศ์เดิมอย่างต่อเนื่อง

การเข้ามาของศาสนาอิสลามในเอเชียและอุษาคเนย์

การแพร่ขยายของศาสนาอิสลามมายังเอเชีย (โดยเฉพาะเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน) มีบริบทที่ต่างจากการขยายดินแดนในตะวันออกกลางอย่างสิ้นเชิง "พ่อค้าและนักบวช" เป็นผู้นำร่อง แต่ "ชนชั้นสูงและผู้สืบสายเลือด" คือผู้ที่ตามมาฝังรากลึกในภายหลัง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขอแบ่งเป็นประเด็นดังนี้

1. ใครเป็นผู้นำศาสนามา: พ่อค้า หรือ กษัตริย์?
ในระยะแรก (ช่วงศตวรรษที่ 8-12) อิสลามเข้ามาในเอเชียผ่าน "พ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซีย" ที่เดินทางมาตามเส้นทางสายไหมทางทะเล (Maritime Silk Road) เพื่อค้าขายเครื่องเทศ ผ้า และเครื่องปั้นดินเผา พวกเขาตั้งชุมชนการค้าตามเมืองท่าต่างๆ เช่น ในอินเดียตอนใต้ หมู่เกาะมลายู และจีนตอนใต้ (เมืองกว่างโจวและเฉวนโจว)

ต่อมา ผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการทำให้คนท้องถิ่นเข้ารับอิสลามคือ "นักบวชซูฟี" (Sufi Mystics) ซึ่งเป็นนักปรัชญาและนักสอนศาสนาที่เดินทางมากับเรือสินค้า ซูฟีมีแนวทางการสอนที่เน้นจิตวิญญาณและมีความยืดหยุ่นสูง จึงสามารถผสมผสานกลมกลืนกับความเชื่อดั้งเดิมของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (เช่น ผี พราหมณ์ ฮินดู) ได้ง่ายกว่าการบังคับด้วยอำนาจรัฐ ด้วยเหตุนี้มุสลิมในอุษาคเนย์จึงยังคงเหลือขนบบางอย่างจากลัทธิผีแทรกอยู่จนทุกวันนี้

2. มีหลักฐานการย้ายถิ่นฐานของเชื้อสายราชวงศ์/ชนชั้นสูงหรือไม่?

แม้กษัตริย์หรือสุลต่านที่ครองบัลลังก์อยู่จะไม่ได้ย้ายมาเอง แต่มี "กลุ่มขุนนางระดับสูง" และ "ผู้สืบสายเลือดศักดิ์สิทธิ์" (หมายถึงนักบวชที่มีเชื้อสายสกุลเกี่ยวดองกับศาสดา) ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานและแต่งงานกับชนชั้นปกครองท้องถิ่นจำนวนมาก ดังนี้

กลุ่มสายเลือดศาสดา (Sayyid/Habib) จากเยเมน

- มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวอาหรับจากภูมิภาคฮัฎเราะเมาต์ (Hadhramaut ในเยเมนปัจจุบัน) มายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

- คนกลุ่มนี้จำนวนมากสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากศาสดามุฮัมมัด (เรียกว่า ซัยยิด หรือ ฮาบีบ) ซึ่งถือเป็นสถานะที่สูงส่งมากในโลกอิสลาม เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงหมู่เกาะมลายูและอินโดนีเซีย กษัตริย์และชนชั้นสูงท้องถิ่นจึงนิยมยกลูกสาวให้แต่งงานด้วย เพื่อยกระดับสถานะและบารมีของราชวงศ์ตนเอง

- ปัจจุบันราชวงศ์หลายแห่งในมาเลเซียและอินโดนีเซีย (เช่น สุลต่านแห่งเปรัก, ราชวงศ์ของสุลต่านปอนเตียนักในอินโดนีเซีย) มีสายเลือดผสมของอาหรับฮัฎเราะมีอย่างชัดเจน

กลุ่มขุนนางและผู้ดีเปอร์เซียในสยาม (อยุธยา)

- ในช่วงต้นศตวรรษที่ 17 มีพี่น้องชาวเปอร์เซียจากเมืองกุม (Qom) นามว่า เฉกอะหมัด (Sheikh Ahmad) และ มะหะหมัด สะอิด เดินทางเข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา

- แม้จะเข้ามาในฐานะพ่อค้า แต่ท่านเป็นผู้ดีมีตระกูลและมีความรู้สูงลิ่ว จึงได้เข้ารับราชการในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนก้าวขึ้นเป็น "จุฬาราชมนตรี" และสมุหนายก

- เฉกอะหมัดเป็นต้นสายของ "ตระกูลบุนนาค" และอีกหลายตระกูลเก่าแก่ในไทย ซึ่งเป็นตระกูลขุนนางที่ทรงอิทธิพลและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการบริหารราชการแผ่นดินสยามมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์

ขุนนางเชื้อสายเปอร์เซีย/อาหรับในราชสำนักจีน

ย้อนไปในยุคราชวงศ์ซ่งและหยวน มีตระกูลพ่อค้าเชื้อสายอาหรับ-เปอร์เซียที่ทรงอิทธิพลมาก เช่น ผู่โส่วเกิง (Pu Shougeng) ซึ่งไม่ใช่แค่พ่อค้า แต่ก้าวขึ้นมาเป็นขุนนางระดับสูงที่คุมกองทัพเรือและเมืองท่าสำคัญของจักรวรรดิจีน สะท้อนให้เห็นว่าชนชั้นอีลีทจากตะวันออกกลางสามารถเข้ามามีอำนาจในระดับบริหารของรัฐในเอเชียได้จริง

อิสลามในเอเชียไม่ได้ถูกนำมาด้วยทหารของกษัตริย์อาหรับหรือเปอร์เซีย แต่ขับเคลื่อนด้วยกลไกทางเศรษฐกิจ (พ่อค้า) และความศรัทธา (ซูฟี) ก่อนที่ชนชั้นสูง ขุนนาง และผู้สืบสายเลือดจากตะวันออกกลาง จะค่อยๆ ซึมซาบเข้าสู่ระบบราชสำนักของรัฐในเอเชียผ่าน "การแต่งงานเพื่อเป็นพันธมิตร" (Intermarriage) จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การปกครองในภูมิภาคนี้

ราชวงศ์ที่เป็น "สุลต่าน" ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือบรูไนในปัจจุบัน โดยรากฐานดั้งเดิมแล้ว ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ที่อพยพมาจากโลกอาหรับหรือเปอร์เซีย แต่เป็น "ชนชั้นปกครองพื้นเมือง" อย่างแท้จริง เพื่อให้เห็นภาพการก่อร่างสร้างตัวของราชวงศ์มุสลิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะขยายความออกเป็น 3 ประเด็น

1. จาก "ราชา" ฮินดู-พุทธ สู่ "สุลต่าน" มุสลิม

ในอดีต ดินแดนหมู่เกาะเหล่านี้ (มลายู ชวา สุมาตรา) เคยเป็นอาณาจักรที่นับถือผี พราหมณ์-ฮินดู และพุทธมหายานมาก่อน (เช่น ศรีวิชัย, มัชปาหิต) ผู้ปกครองก็ใช้ฐานันดรศักดิ์ว่า "ราชา" หรือ "มหาราชา"

เมื่อกระแสการค้าของโลกอิสลามแผ่ขยายเข้ามา บรรดากษัตริย์พื้นเมืองเหล่านี้พบว่า การเข้ารับศาสนาอิสลามมีประโยชน์มหาศาล ทั้งในแง่ของการดึงดูดพ่อค้ามุสลิมให้มาลงทุน และการสร้างพันธมิตรทางการเมือง พวกเขาจึงเปลี่ยนศาสนาและเปลี่ยนพระอิสริยยศจาก "ราชา" เป็น "สุลต่าน" (ซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า ผู้มีอำนาจ หรือ ผู้ปกครอง) ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ อาณาจักรมะละกา ที่กษัตริย์องค์แรกๆ เปลี่ยนศาสนาและกลายเป็นสุลต่านเพื่อความมั่นคงของรัฐ

2. ทำไมถึงต้องพึ่งพา "สายเลือดอาหรับ"?

แม้สุลต่านพื้นเมืองจะมีอำนาจทางทหารและเศรษฐกิจอยู่แล้ว แต่ในโลกมุสลิม "ความชอบธรรมทางศาสนา" เป็นสิ่งสำคัญมาก การเป็นแค่คนพื้นเมืองที่เพิ่งรับอิสลามอาจไม่ขลังพอ

นี่คือจุดที่ชนชั้นนำจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่ม "ซัยยิด" (Sayyid - ผู้สืบเชื้อสายตรงจากศาสดามุฮัมมัด) เข้ามามีบทบาท สุลต่านพื้นเมืองนิยมยกลูกสาวให้แต่งงานกับกลุ่มซัยยิดเหล่านี้ เพื่อดึงเอา "สายเลือดศักดิ์สิทธิ์" เข้ามาผสมในราชวงศ์ของตนเอง การมีบรรพบุรุษฝั่งใดฝั่งหนึ่งสืบสายเลือดไปถึงศาสดา ถือเป็นการยกระดับบารมีของราชวงศ์พื้นเมืองให้สูงส่งและไม่มีใครกล้าท้าทาย

3. มีอาหรับแท้ๆ ที่ได้เป็นสุลต่านในอาเซียนไหม?

คำตอบคือ "มี" แม้ส่วนใหญ่จะเป็นคนพื้นเมือง แต่ในเวลาต่อมา เมื่อกลุ่มลูกหลานชาวอาหรับ (ที่มีสายเลือดผสมพื้นเมืองแล้ว) มีอิทธิพลและบารมีมากพอ บางตระกูลก็สามารถสถาปนาตนเองขึ้นเป็นสุลต่านครองรัฐได้ เช่น

รัฐปะลิส (มาเลเซียในปัจจุบัน): ราชวงศ์ที่ปกครองรัฐปะลิสคือ ตระกูลจามาลุลลัยล์ (House of Jamalullail) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากชาวอาหรับฮัฎเราะมี (จากเยเมน) ที่เข้ามาตั้งรกรากและมีบทบาททางศาสนาและการเมืองจนได้ครองเมือง

สุลต่านแห่งซียัก (Siak) และ ปนตียานัก (Pontianak) ในอินโดนีเซีย: ทั้งสองรัฐนี้ก่อตั้งโดยชาวอาหรับตระกูลซัยยิดที่เดินทางมาตั้งรกราก สร้างอิทธิพลจนตั้งตนเป็นสุลต่านปกครองคนพื้นเมืองได้สำเร็จ

สุลต่านในภูมิภาคนี้เริ่มต้นจาก "กษัตริย์คนพื้นเมืองแท้ๆ" ที่เปลี่ยนมาใช้อิสริยยศแบบอิสลาม ไม่ใช่กษัตริย์อาหรับที่ย้ายประเทศมาครองราชย์ เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี มีการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์กับกลุ่มผู้ดีและนักบวชชาวอาหรับอย่างเข้มข้น ราชวงศ์ในยุคปัจจุบันจึงมักเป็นลูกผสมที่มีรากฐานอำนาจมาจากคนพื้นเมือง แต่มีสายเลือดแห่งความศักดิ์สิทธิ์ผสมผสานมาจากฝั่งตะวันออกกลาง

หลักฐานทางพันธุศาสตร์ประชากร (Population Genetics) ในปัจจุบัน การกลายเป็นมุสลิมของประชากรในคาบสมุทรมาลายูและหมู่เกาะอินโดนีเซีย เป็นเรื่องของ "การเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมและความเชื่อ" (Cultural Diffusion) ไม่ใช่การอพยพเข้ามาแทนที่ประชากรเดิม (Demic Diffusion)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนทางพันธุกรรม ขอสรุปข้อมูลที่ยืนยันดังนี้

1. ความเป็นใหญ่ของ Y-DNA Haplogroup O

ดีเอ็นเอฝั่งพ่อ (Y-Chromosomal DNA) ของผู้ชายชาวมลายูและอินโดนีเซียส่วนใหญ่ในปัจจุบัน คือ Haplogroup O (โดยเฉพาะกลุ่มย่อย O-M119, O-M95 และ O-M122) ซึ่งเป็นยีนหลักของกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลออสโตรนีเซียน (Austronesian) และออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) ที่กระจายตัวอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มานานนับพันปี นั่นหมายความว่า ชายชาวพื้นเมืองดั้งเดิมนี่แหละครับที่เปลี่ยนมารับศาสนาอิสลาม สืบเชื้อสาย และส่งต่อพันธุกรรมแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของตนเองมาจนถึงปัจจุบัน

2. ร่องรอยของสายเลือดตะวันออกกลาง (Haplogroup J)

แล้วชาวอาหรับหรือเปอร์เซียที่เข้ามาแต่งงานหายไปไหน? คำตอบคือ ไม่ได้หายไป แต่ มีสัดส่วนที่ "น้อยมาก" เมื่อเทียบกับประชากรโดยรวม พันธุกรรมฝั่งพ่อที่มาจากตะวันออกกลาง เช่น Haplogroup J (โดยเฉพาะ J1 ซึ่งพบมากในชาวอาหรับ และ J2 ที่พบในแถบเปอร์เซีย/เมดิเตอร์เรเนียน) แม้พบได้ในประชากรคาบสมุทรมาเลย์และอินโดนีเซีย แต่จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น เช่น

- ตระกูลขุนนางเก่าแก่ หรือราชวงศ์บางสาย

- กลุ่มคนที่ยังคงใช้คำนำหน้าชื่อว่า ซัยยิด (Syed / Sayyid) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ทางวัฒนธรรมว่าสืบสายเลือดมาจากฝั่งพ่อชาวอาหรับ

3. พันธุกรรมฝั่งแม่ (mtDNA) ยิ่งตอกย้ำความเป็นพื้นเมือง

เมื่อเราดูดีเอ็นเอฝั่งแม่ (Mitochondrial DNA) ยิ่งพบว่าประชากรมุสลิมในแถบนี้แทบจะเป็นสายเลือดพื้นเมือง 100% (เช่น Haplogroup M, B, E) เพราะในอดีต พ่อค้าหรือนักบวชชาวต่างชาติที่เดินทางมา มักเป็นผู้ชายที่เดินทางมาตัวเปล่าแล้วมาแต่งงานกับสตรีพื้นเมือง ไม่ได้พาสตรีชาวอาหรับหรือเปอร์เซียรอนแรมข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วย

ดีเอ็นเอของชายชาวมาเลย์และอินโดนีเซียมุสลิมในปัจจุบันส่วนใหญ่คือยีนของ ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พื้นเมือง คือ y-DNA Haplogroup O การเข้ามาของสายเลือดตะวันออกกลางนั้นเป็นเพียง "สายน้ำสายเล็กๆ" ที่ไหลเข้ามาผสมในมหาสมุทรพันธุกรรมของคนพื้นเมือง แม้สายน้ำเล็กๆ นี้จะมีอิทธิพลทางการเมืองและศาสนาในอดีต แต่ในทางชีววิทยาแล้ว โครงสร้างพันธุกรรมหลักของภูมิภาคนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากยุคก่อนการเข้ามาของอิสลามเลย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'ผู้นำนิกายชีอะห์' ชำแหละ แผนการล่าอาณานิคมขั้นสูง เหตุ 'อิหร่าน' โจมตีประเทศในอ่าวเปอร์เซีย

นายซัยยิด สุไลมาน ฮูซัยนี ผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์แห่งประเทศไทย เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ·

สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ ประณามการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้

สำนักจุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์ กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้อันนำไปสู่การฆ่าประชาชน

'วันนอร์' พูดชัดโหวตเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เท่ากับบาป!

'วันนอร์' ลั่นตามหลักศาสนา โหวตเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์เท่ากับบาป โยน 'ประชาชาติ' แถลงจุดยืน รับเปิดสมัยวิสามัญ 28-30 พ.ค. เอากาสิโนต่อเรื่องงบ 69 ได้ ขึ้นอยู่กับ 'รัฐบาล'