นักวิเคราะห์ข้อมูล เสนอ 3 ทางออกแก้ปัญหารถไฟชนรถเมล์

17 พฤษภาคม 2569 – ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก รถไฟชนรถเมล์ที่มักกะสันเมื่อวานนี้ : ความสูญเสียที่ปกป้องได้ด้วย “ไฟจราจรก่อนถึงรางรถไฟ”

​ก่อนอื่นเลย ผมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย รวมถึงผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมรถไฟสินค้าชนรถเมล์สาย 206 บริเวณจุดตัดอโศก-ดินแดง ในช่วงบ่ายวันนี้ (16 พ.ค. 2569) ทุกๆ ชีวิตที่ต้องสูญเสียไปกลางเมืองหลวงแบบนี้คือเรื่องที่หดหู่และไม่ควรเกิดขึ้นเลยจริงๆ ครับ

ในฐานะ “คนใช้ถนนคนหนึ่ง” ที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางนี้อยู่บ่อยครั้ง… สารภาพตามตรงเลยครับว่าเวลาที่ผมขับรถผ่านเส้นอโศก-ดินแดงทีไร ตอนที่รถไหลไปติดแหง็กและต้องจอดแช่อยู่ “ตรงกลางรางรถไฟ” เพราะรถข้างหน้าติดสะสม หัวใจมันหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มทุกครั้ง มันมีความรู้สึกเสียวและระแวงตลอดเวลาว่า “ถ้าจังหวะนี้มีรถไฟมา เราจะหลบไปไหนได้? เราจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ประสบเหตุไหม?”

เพราะสภาพการจราจรตรงนั้นมันคือ Gridlock Trap หรือกับดักรถติดที่ขยับไปไหนไม่ได้เลย ซึ่งผมเชื่อว่าคนเมืองหลายแสนคนที่ต้องผ่านจุดตัดทางรถไฟในกรุงเทพฯ ทุกวัน ก็คงมีความรู้สึก “วัดใจ” และหวาดกลัวแบบเดียวกับผม

จากข้อมูลและภาพเหตุการณ์ในวันนี้ สิ่งที่ผมสะดุดใจและตั้งคำถามเชิงยุทธศาสตร์วิศวกรรมจราจรมาตลอดคือ:

“ทำไมบ้านเราถึงไม่มี สัญญาณไฟจราจรกักรถ ตั้งอยู่ก่อนถึงรางรถไฟอีกหนึ่งชั้น?”

จากการตรวจสอบระบบในปัจจุบัน จุดตัดเหล่านี้มีเพียงแค่ “คานไม้กั้นอัตโนมัติ” ที่จะทำงานก็ต่อเมื่อรถไฟกำลังจะวิ่งมาถึงแล้วเท่านั้น แต่เรากลับ ไม่มีระบบไฟจราจรล่วงหน้า (Pre-Signals) คอยบริหารจัดการปริมาณรถเลย

ในเมืองที่พัฒนาแล้ว หากพื้นที่ข้างหน้าเป็นทางร่วมอันตรายอย่างทางรถไฟ และมีแนวโน้มว่าการจราจรฝั่งตรงข้ามกำลังติดสะสม ระบบสัญญานไฟอัจฉริยะจะต้องสั่งให้รถ “หยุดรอหลังเส้นก่อนถึงรางรถไฟทันที” (ขึ้นไฟแดงกักรถไว้) เพื่อเคลียร์พื้นที่บนรางให้ว่าง 100% ตลอดเวลา ไม่ใช่ปล่อยให้รถขับไหลตามๆ กันไปตามไฟเขียวของแยกใหญ่ข้างหน้า จนสุดท้ายไปติดแหง็กคาอยู่บนรางรถไฟพอดิบพอดีเหมือนเหตุการณ์ในวันนี้

​โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดจาก 3 ห่วงโซ่แห่งความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง ที่มารวมตัวกันในเวลาเดียวกัน:

ผังเมืองและสัญญาณไฟ ที่ไม่มีระบบกักรถล่วงหน้า ปล่อยให้รถติดสะสมจนคร่อมราง

ระบบอาณัติสัญญาณและไม้กั้น ที่มีความเสี่ยงต่อความผิดพลาดเชิงเทคนิค (System Error)

สภาพรถสาธารณะ ที่เก่าเก็บ (คันนี้อายุใช้งานถึง 28 ปี) และใช้ก๊าซ NGV เมื่อเกิดแรงปะทะจึงระเบิดทันที

นี่ไม่ใช่แค่เรื่อง “คราวเคราะห์” หรือความประมาทรายบุคคล แต่คือระบบโครงสร้างพื้นฐานและวิศวกรรมจราจรที่ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ และกำลังผลักให้ประชาชนไปเผชิญความเสี่ยงชีวิตในทุกๆ วัน

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ภาครัฐต้องเลิกแก้ไขปัญหาแบบวัวหายล้อมคอก แล้วหันมาใช้ Data-Driven Strategy ใส่ใจกับรายละเอียดทางวิศวกรรมจราจรที่ดูเหมือนเล็กน้อย แต่มันสามารถเซฟชีวิตคนได้มหาศาล อย่างการติดตั้งระบบไฟจราจรก่อนถึงรางรถไฟในทุกจุดเสี่ยงของประเทศ

​เพราะชีวิตของคนไทย ไม่ควรต้องมา “เสี่ยงดวง” ทุกครั้งที่ขับรถข้ามทางรถไฟครับ

คุณล่ะครับ เคยมีความรู้สึก “เสียว” หรือระแวงตอนรถติดอยู่บนรางรถไฟแบบผมบ้างไหม? และคิดว่าระบบไฟจราจรก่อนถึงรางจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้จริงหรือเปล่า? มาร่วมวิเคราะห์และส่งเสียงความคิดเห็นกันครับ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิเคราะห์ ชี้คนอายุ 21-30 ปี เป้าหมายอันดับ 1 มิจฉาชีพยุค AI สูญเงินล้านมากกว่าผู้สูงอายุ

หลายคนมักคิดว่าผู้สูงอายุ คือกลุ่มที่เปราะบางและตกเป็นเหยื่อกลโกงออนไลน์ได้ง่ายที่สุดในสังคม ​แต่จากชุดข้อมูลและสถิติล่าสุดจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กลับสะท้อนความจริงที่สวนทาง

ผบ.ตร. สั่งทุกพื้นที่บูรณาการหน่วยงานอื่น ป้องกันอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการด่วนไปยังผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการดำเนินการและการปฏิบัติเพื่อป้องกันและลดโอกาส

'อดีตผูัพิพากษา' เปิด 2 เคสกฎหมาย เมื่อรถไฟกับรถยนต์ชนกัน ใครประมาท

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ เมื่อรถไฟกับรถยนต์ชนกัน: ใครประมาท? เปิด 2 เคสกฎหมายที่คนขับรถและผู้โดยสารต้องรู้! มีเนื้อหาดังนี้