
ธงชัย พรรณสวัสดิ์
นักวิชาการอิสระ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญอย่างเหตุการณ์รถไฟชนรถเมล์เมื่อเร็วๆ นี้ จนนำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนจำนวนมาก สังคมมักจะพุ่งเป้าไปที่ความมักง่าย วินัยจราจร หรือความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมองเผินๆ เหมือนจะเป็นสาเหตุหลัก แต่หากเราลองนำ “อริยสัจ 4” ซึ่งเป็นหลักแห่งเหตุและผลมาวิเคราะห์อย่างละเอียด เราอาจพบว่า ทางออกที่เราพยายามยัดเยียดให้ปัญหานี้ อาจเป็นเพียงการเกาไม่ถูกที่คัน
การแก้ที่แท้จริงเบ็ดเสร็จของปัญหานี้ต้องมองในภาพรวมของทั้งเมือง มิใช่เพียงจุดตัดที่อโศกที่ทำให้เกิดการถกเถียงครั้งนี้เท่านั้น แต่ต้องทำทั้งโครงข่ายรถไฟในเขตเมือง
1. ทุกข์ (ปัญหาที่เกิดขึ้น)
ทุกข์ขั้นต้นหรือความจริงที่ปรากฏเด่นชัดที่สุดคือโศกนาฏกรรมความสูญเสีย บาดเจ็บ และเสียชีวิตของผู้โดยสาร แต่หากพูดถึงทุกข์ที่ลึกซึ้งและมีผลกระทบมากกว่านั้น นั่นคือความหวาดกลัวของสังคม ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และภาพสะท้อนของความไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวันของคนเมืองที่ไม่มีทางเลือก
2. สมุทัย (เหตุแห่งทุกข์)
หากเรามองในระดับผิวเผินหรืออาการของโรค สาเหตุอาจดูเหมือนเกิดจาก
- มีจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับถนนมากเกินไป
- รถยนต์ไปติดสะสมบริเวณแยกวัดใจในช่วงเวลาเร่งด่วนในทุกแยกที่จราจรคับคั่ง
- วินัยจราจรที่ย่ำแย่ ทุกคนพยายามขับเบียดแย่งกันจนรถไปจอดค้างและคร่อมรางรถไฟ ที่แม้จะผิดกฎหมายแต่คนจะบอกว่าหากไม่ทำเช่นนี้ก็ไม่ได้ไป
- ประสิทธิภาพและมาตรการความปลอดภัยของพนักงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการรถไฟฯ ขสมก. หรือตำรวจจราจร
หากต้องการปรับแก้พฤติกรรมของคนขับรถในเมืองไทย ให้เคารพกฎจราจรจนเป็นนิสัยติดตัวแบบญี่ปุ่นและคนในอารยะประเทศอื่น คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากที่สุด ไม่ว่าจะกวดขันวินัยจราจร ตั้งด่านตรวจแอลกอฮอล์/ยาเสพติด หรือล้อมคอกด้วยกฎระเบียบของ รฟท. หรือ ขสมก. มากแค่ไหน ตราบใดที่เงื่อนไขทางกายภาพยังบีบคั้น พฤติกรรมเสี่ยงก็พร้อมจะกลับมาเสมอ
สมุทัยหรือต้นตอที่แท้จริงของปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องวินัยหรือระบบอาณัติสัญญาณ แต่คือจำนวนรถยนต์บนท้องถนนที่มากเกินกว่าความจุของถนนจะรองรับได้ (overcapacity) จนทำให้เกิดคอขวดและรถติดสะสมบนถนนที่ตัดกับทางรถไฟ ซึ่งไม่ใช่พึ่งมี มีมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะในช่วงสิบปีหลังที่มีระบบเดลิเวอรี่ที่ทำให้คนที่มีอาชีพส่งของ ต้องเร่งทำเวลา ทำรอบ อันมีผลตามมาอย่างที่เราเห็นกัน

3. นิโรธ (ความดับทุกข์/เป้าหมาย)
เป้าหมายสูงสุดในขั้นต้นหรือระยะสั้นคือการขจัดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดรถไฟให้เป็นศูนย์ แล้วจึงไปที่เป้าหมายระยะกลางที่สร้างระบบคมนาคมที่ปลอดภัย ประชาชนไม่ต้องมาสังเวยชีวิตบนท้องถนน และการจราจรสามารถลื่นไหลได้อย่างที่ควรจะเป็น ก่อนที่จะไปสู่เป้าหมายระยะยาวคือสังคมเมืองที่สงบ มีความสุข และน่าอยู่
4. มรรค (หนทางสู่ความดับทุกข์)
ที่ผ่านมา มีข้อเสนอมากมายในการแก้ปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ไม่ใช่สมุทัยที่แท้จริง และมักสร้างผลกระทบข้างเคียงทั้งทางสังคม สิ่งแวดล้อม และงบประมาณอย่างมหาศาล
ข้อเสนอที่ผ่านมาหลายสิบปีก่อนหน้าและมาถึงปัจจุบัน กับผลกระทบและข้อจำกัด รวบรวมได้ดังนี้
1. ยกเลิกรถไฟเข้าเมือง กระทบคนรายได้น้อยอย่างรุนแรง สังคมต่อต้าน
2. ทำถนนยกระดับ ที่ประสบการณ์บ่อยครั้งบ่งชี้ว่าทำไม่ได้ เพราะถนนแคบ ไม่มีพื้นที่ว่างพอสำหรับทางขึ้น-ลงของยานพาหนะ
3. สร้างสะพานข้ามหรืออุโมงค์ลอดทางรถไฟ ที่นอกจากค่าก่อสร้างสูงมากแล้วยังเสี่ยงกระทบกับโครงสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีอยู่เดิม ที่จะทำให้โครงการเดินหน้าต่อไม่ได้
4. ทำคลองแห้งหรือรางเปิดขนาดยักษ์(ตามคำเรียกของดร.พิชัย ปมานิกบุตร)ที่ใหญ่แบบคลองผดุงกรุงเกษมหรือคลองหลอด แต่แห้ง ไม่มีน้ำ แล้ววางรางให้รถไฟวิ่ง ตรงจุดที่รางหรือคลองแห้งตัดกับถนนก็สร้างสะพานให้รถวิ่งในแนวราบแบบปกติ ข้ามรางเปิดหรือคลองแห้งไป วิธีนี้แม้จะแยกฟังก์ชันชัดเจน แต่ใช้งบประมาณมหาศาล ไม่นับรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างการก่อสร้างที่อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปีหากจะทำให้ทั่วเมือง
5. เปิดเดินรถทางเดียว (one way) ข้อเสนอนี้เคยทดลองแล้ว มีทั้งสลับข้างวันเวย์มาแล้วด้วย พบว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง ซ้ำร้ายยังเพิ่มระยะทางและเวลารถติดมากขึ้นไปอีกด้วย สุดท้ายต้องยกเลิกไป
แนวทางทั้ง 5 ข้อนี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ (สมุทัย) จริง เพราะเป็นการแก้เพียงปัญหาที่จุดตัด แต่ปัญหาที่แท้จริงคือจำนวนรถที่มีมากเกินความสามารถของเมืองนั้นไม่ได้รับการแก้ไขเลย การจราจรก็ยังไม่สบอารมณ์คนขับรถ และอุบัติเหตุรวมทั้งความไม่สะดวกทั้งปวงในรูปแบบอื่นก็ยังมีอยู่ดี

มรรคที่ถูกต้อง ดับที่เหตุด้วยการลดจำนวนรถยนต์
ในเมื่อต้นเหตุคือรถล้นถนน มรรคที่แท้จริงจึงต้องมุ่งเป้าไปที่ทำอย่างไรก็ได้ให้คนมีรถส่วนบุคตลน้อยลง รวมทั้งลดการใช้รถยนต์ให้น้อยลง โดยผู้ที่มีความรู้หรือมีส่วนรับผิดชอบตัองช่วยกันคิด ในที่นี้ขอลองเสนอแนวทางเป็นตัวอย่าง ดังนี้
- พัฒนาระบบขนส่งมวลชนรอง (feeder system) ที่ไร้รอยต่อ ทำให้คนรู้สึกว่าการเดินออกจากบ้านขึ้นรถไฟไฟฟ้า รถประจำทาง รถไฟชานเมือง หรือแม้กระทั่งเรือโดยสารนั้น สะดวก รวดเร็ว และประหยัดกว่าการขับรถส่วนตัว
- การใช้มาตรการทางภาษีและค่าธรรมเนียม (Congestion Pricing): จัดเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลที่จะวิ่งเข้าเขตใจกลางเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น เพื่อบังคับกลายๆ ให้คนเปลี่ยนไปใช้ระบบรางหรือเรือ
- เปลี่ยนรถเมล์เป็นระบบรางเบา (tram) หรือสร้างทางเฉพาะรถเมล์ (Bus Rapid Transit – BRT) ที่แยกขาดจากถนนให้มากขึ้น เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ไม่ต้องไปติดสะสมหรือคร่อมทางรถไฟร่วมกับรถยนต์ส่วนบุคคล
- กระจายความหนาแน่นของเมือง (decentralization) ลดความจำเป็นในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองด้วยการสร้างศูนย์กลางชุมชนใหม่รอบนอก (TOD – Transit Oriented Development)
บทสรุป
โศกนาฏกรรมรถไฟชนรถเมล์จะไม่ใช่เหตุการณ์สุดท้าย ตราบใดที่เรายังมองปัญหาเป็นเพียงเรื่องของโชเฟอร์ประมาทหรือไม้กั้นไม่ลง แล้วแก้ปัญหาด้วยการทุ่มงบประมาณนับหมื่นล้านสร้างสิ่งก่อสร้างคอนกรีตที่ไม่ตอบโจทย์
การนำแนวทางการบริหารที่มีมานับ 2,600 ปี คืออริยสัจ 4 มาใช้ เตือนใจให้เรายอมรับความจริงว่า หากไม่แก้ที่สมุทัยจริง ไม่ลดจำนวนรถยนต์จริง ก็ไม่มีทางลดอุบัติเหตุและความไม่สะดวกในชีวิตประจำวันลงได้ และจะไม่ได้นิโรธที่ต้องการ
ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องหันมาปฏิรูประบบผังเมืองและการคมนาคม เพื่อทวงคืนความปลอดภัยและความสุขให้แก่ชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รฟท. เคลียร์เหตุดินสไลด์ บริเวณอุโมงค์ขุนตาน เปิดเดินรถสายเหนือได้ตามปกติแล้ว
การรถไฟฯ เปิดเดินรถสายเหนือได้ตามปกติแล้ว หลังเคลียร์เหตุดินสไลด์บริเวณอุโมงค์ขุนตาน ย้ำความปลอดภัยผู้โดยสารเป็นสำคัญ
เปิดเบื้องลึก! ทำไมรัฐบาลล้ม 'รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน'
ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ฝันค้างทั้งเมือง! รถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน “สะดุด” รัฐพับแผนซื้อคืนสัมปทาน
ผบ.ตร. สั่งทุกพื้นที่บูรณาการหน่วยงานอื่น ป้องกันอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟ
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) สั่งการด่วนไปยังผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ในการดำเนินการและการปฏิบัติเพื่อป้องกันและลดโอกาส
'อดีตผูัพิพากษา' เปิด 2 เคสกฎหมาย เมื่อรถไฟกับรถยนต์ชนกัน ใครประมาท
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ เมื่อรถไฟกับรถยนต์ชนกัน: ใครประมาท? เปิด 2 เคสกฎหมายที่คนขับรถและผู้โดยสารต้องรู้! มีเนื้อหาดังนี้
ผู้การนิติเวช เผยพิสูจน์ร่างเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ได้แล้ว 7 ราย ส่วนศพที่ 8 ยังมีปัญหา
ผู้การฯ นิติเวช เผยพิสูจน์ร่างผู้เสียชีวิตได้แล้ว 7 ราย ส่งคืนให้ครอบครัวแล้ว 5 ราย ส่วนศพที่ 8 ยันเป็นเพศชายหลังผลตรวจไม่มีมดลูก เบื้องต้นมีเพื่อนของผู้สูญหาย ติดต่อเข้ามาแล้วสงสัยเพื่อนหายไปในช่วงเวลาเกิดเหตุ

