ประเทศไทยเรามีโอกาสอีกไม่ถึง 10 ในการเตรียมการรองรับสังคมสูงอายุระดับสุดยอด!

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ธนาคารโลก ได้จัดสัมมนาปฏิบัติการผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholders Workshop) เพื่อให้ความเห็นต่อ ร่างรายงาน THAILAND COUNTRY AGING REPORT A compact across generations: Thailand’s path to an age-ready society ซึ่งผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมให้ความคิดเห็นในฐานะของผู้อำนวยการศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจสรุปได้ดังนี้

ประเทศไทยมีเวลาไม่ถึง 10 ปีที่จะดำเนินการปรับตัวในการรองรับ “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด” แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสในการปรับปรุงนโยบายให้หลุดพ้นจาก “วงจรที่ชั่วร้าย” (Vicious cycle) ให้กลายเป็น “วงจรที่ดีงาม” (Virtuous cycle) เปลี่ยนมุมมองหรือแนวคิดเกี่ยวกับการสูงอายุจากการเป็น “ภาระ” ให้เป็น “โอกาส” ในการพัฒนาประเทศ ธนาคารโลกได้แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีองค์ประกอบทางสถาบันที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในระดับชุมชน ในการขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวกับการสูงอายุของประชากร

จุดอ่อนของประเทศไทยในการขับเคลื่อนนโยบายการสูงอายุของประชากร คือ เรามีนโยบายแต่ขาดการนำไปปฏิบัติ โดยที่ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ ใน 5 ประเด็นด้วยกัน ตั้งแต่เรื่องการบริหารจัดการและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น กรอบกฎหมายและงบประมาณ ข้อมูลสารสนเทศ และปรัชญาในการกำหนดยุทธศาสตร์ ตัวอย่างในประเด็นการบริหารจัดการการและอำนาจหน้าที่ของกรมกิจการผู้สูงอายุ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็น หน่วยงานกลางในการประสานงานและการปฏิบัติการภายใต้นโยบายตามมติของคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกรมกิจการผู้สูงอายุมีอำนาจจำกัดในการบังคับหรือสั่งการให้หน่วยงานอื่นทั้งในกระทรวงและนอกกระทรวงปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว เนื่องจากแต่ละหน่วยงานมีบทบาทหน้าที่ภายใต้กฎหมายกฎระเบียบที่ต่างกัน เรียกง่ายๆเป็นการบริหารจัดการแบบเป็นแท่ง (Silo administration) หรือ “เถาบิ่นโต” ตัวอย่างที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่ง คือ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การปฏิบัติการขับเคลื่อนนโยบายในระดับท้องถิ่น เป็นบทบาทหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท) โดยมีงบประมาณสนับสนุนจากส่วนกลางภายใต้แนวทางตามนโยบายระดับประเทศ แต่ในความเป็นจริง เป็นการกระจายอำนาจโดยปราศจากศักยภาพ เนื่องจากอปท.ขาดบุคคลากรประจำ ขาดงบประมาณ ขาดระบบประกันคุณภาพของบริการการดูแลบริบาลระยะยาว (Long-term care)

ธนาคารโลกได้เสนอทางออกที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนนโยบายการสูงอายุในประเทศไทย คือ การขับเคลื่อนที่มุ่งผลลัพธ์ (Outcomes) มากกว่าผลผลิต (Output) แบบที่ดำเนินการที่เป็นอยู่ โดยเสนอแนะให้มีปรับปรุง ใน 6 ประเด็น ได้แก่

(1) การบริหารกิจการภาครัฐ: การให้อำนาจกรมกิจการผู้สูงอายุ เป็นหน่วยงานประสานงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายการสูงอายุของประเทศ โดยขยายบทบาทหน้าที่ของกรมกิจการผู้สูงอายุให้รวมไปถึงการคัดกรองข้อเสนอทางนโยบายใหม่ๆสำหรับงานด้านผู้สูงอายุและอำนาจด้านงบประมาณในการขับเคลื่อนการประสานงานข้ามหน่วยงาน  รวมทั้งการกระจายอำนาจในการให้บริการและความยืดหยุ่นด้านงบประมาณแก่องค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการให้บริการที่บ้านและในชุมชน

(2) ตลาดแรงงานและการสูงอายุอย่างมีผลิตภาพ (Productive aging): การให้มีกฎระเบียการจ้างงานใหม่และกรอบแนวทางการเกษียรณงานอย่างเป็นขั้นตอน (Formal re-employment and phased retirement framework)

(3) บำนาญและความมั่นคงทางรายได้ในการสูงอายุ: การเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มุ่งเป้าไปยังผู้ที่มีภาวะเปราะบางมากที่สุด รวมทั้งการปฏิรูปกฎเกณฑ์การดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม เพื่อเพิ่มรายได้จากเกษียณให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และการทยอยขยายอายุเกษียณ ปรับปรุงอัตราเงินสมทบ และเปลี่ยนจากการจ่ายแบบเงินบำเหน็จ ให้เป็นแบบเงินบำนาญที่เป็นการรับรายได้รายเดือน ซึ่งจะเป็นการประกันความมั่นคงทางรายได้ตลอดชีวิตหลังเกษียณ

(4) การป้องกันโรคไม่ติดต่อ ( Non-communicable diseases – NCDs) และการส่งเสริมสุขภาพ – ให้มีความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบที่เกี่ยวกับพฤติกรรมและสินค้าที่ทำให้การเกิดโรค NCDs เช่น การห้ามการสูบบุหรี่ไฟฟ้า การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การห้ามขายเครื่องดื่มอัลกอฮอลล์ และการป้องกันการขัดแย้งผลประโยชน์ (Conflict of interest) อย่างเป็นทางการต่อการเข้าไปเกี่ยวข้องกับอุตสาหรรมเหล่านี้ ในขณะเดียวกันให้มีการส่งเสริมโปรแกรมให้ความรู้ด้านสุขภาพ โดยใช้งบประมาณในการป้องกันโรค NCDs สนับสนุน และการส่งเสริมสุขภาพโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกต่อกลุ่มผู้อยู่ในวัยทำงาน มีรายได้ต่ำ และผู้ที่อยู่ในชนบท รวมทั้งการเปลี่ยนกรอบการดำนินการด้านงบประมาณในการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพที่วัดผลจากผลผลิต (output) ไปเป็นผลลัพธ์ (outcome) เช่น  อัตราการควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรค NCDs อัตราการแข่งขันในการคัดกรองและติดตามอาการ

(5) การดูแลบริบาลระยะยาว – กำหนดกลไกทางการเงินสำหรับการดูแลบริบาลระยะยาวที่มีความยั่งยืนและจัดสรรไว้เฉพาะ โดยรวมเงินสมทบจากโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Coverage Scheme) งบประมาณด้านสุขภาพของท้องถิ่น และรายได้ที่จัดสรรไว้ รวมทั้งเตรียมการประเมินความเป็นไปได้ของโครงการประกันการดูแลระยะยาวภาคบังคับในช่วง 3-7 ปีข้างหน้า นอกจากนั้น จัดให้มีกำลังแรงงานด้านการดูแลระยะยาวที่เป็นมืออาชีพ โดยการให้ประกาศนียบัตร และสร้างเส้นทางอาชีพ (Career path) มีกรอบในการพัฒนาการฝึกอบรมที่ได้มาตรฐานและมีการมอบประกาศนียบัตร มีโครงสร้างค่าตอบแทน และเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาอาชีพอย่างชัดเจน เพื่อดึงดูด ฝึกอบรม และคงไว้ ซึ่งกำลังแรงงานที่ให้การดูแลระยะยาว กำลังแรงงานด้านการดูแลบริบาลระยะยาวจะเป็นแรงงานสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

(6) เศรษฐกิจสีเงิน (Silver Economy) – ให้มีการพัฒนายุทธวิธีเศรษฐกิจสีเงินให้เป็นเศรษฐกิจอีกภาคหนึ่งในการยกระดับรายได้ของประเทศ โดยการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน รวมไปถึงสินค้าและบริการต่างๆ เช่น พันธบัตรสีเงิน (Silver Bonds) เพื่อขับเคลื่อนการออมของครัวเรือน โปรแกรมการกู้ยืมแก่ผู้ประกอบการที่ให้บริการแก่ผู้สูงอายุ และการลงทุนในโครงสร้างสาธารณะที่เป็นมิตรต่อการสูงอายุ การพัฒนาเศรษฐกิจสีเงินนี้ จะเป็นยุทธวิธีในการแสดงให้เห็นความสำคัญของประชากรสูงอายุของประเทศไทยในฐานะ ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ และผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเงินในภูมิภาค

รายงานฉบับนี้ ธนาคารโลกได้สะท้อนให้เห็นถึงผลงานการวิจัยของนักวิชาการไทยที่เกี่ยวข้องกับการสูงอายุของประชากรไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นและความรีบด่วนในการปฏิรูปกลไกทางเศรษฐกิจและการบริหารจัดการภาครัฐในการรองรับสังคมสูงอายุระดับสุดยอดของประเทศไทย ที่กำลังเกิดขึ้นภายใต้สภาวะการณ์ของการเป็นประเทศที่ “ติดกับดักรายได้ปานกลาง” ทับถมด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ การค้าระหว่างประเทศ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก

เหนือสิ่งอื่นใด การปฏิรูปกลไกต่างๆ รวมทั้งการบริหารงานภาครัฐ ที่ธนาคารโลกเสนอแนะจะเกิดไม่ได้ หากประชาชนคนไทย และผู้บริหารงานในภาครัฐ และโดยเฉพาะผู้นำและสมาชิกภาคการเมือง ยังไม่เปลี่ยนแนวคิดหรือมุมมอง ผู้สูงอายุ จาก “การเป็นภาระ” มาเป็น “ทรัพย์สินทางเศรษฐกิจ” หรือในอีกนัยหนึ่ง จากแนวคิด/การมองผู้สูงอายุ เป็น “ผู้เปราะบาง” (Vulnerable age) ที่ภาครัฐและภาคการเมือง มักจะเน้นใช้นโยบายและมาตรการ “การให้/สวัสดิการ” มาเป็น “ผู้มีผลิตภาพ” (Productive age) ที่ต้องใช้นโยบายและมาตรการ “การพัฒนาคุณภาพชีวิต” เวลาที่ประเทศไทยมีอยู่ประมาณ 10 ปี จะเป็นช่วงเวลาท้าทายมากในการเปลี่ยนสถานการณ์จาก วงจรที่ชั่วร้าย (Vicious cycle) ไปเป็น วงจรที่ดีงาม (Virtuous cycle)

บทความ​คอลัมน์​เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ​ วันพุธ​ที่​22 กรกฎาคม​ 2569

ดารารัตน์ อานันทนะสุวงศ์

ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยแบกสังคมสูงวัย ชี้เร่งปฏิรูประบบบำนาญชราภาพมากกว่าผุดประชานิยม

นักวิชการชี้ อีก 25 ปี ผู้สูงอายุเกิน 60 ปีทั่วโลก ทะลุ 2,100 ล้านคน ระบบบำนาญชราภาพสั่นคลอนหากไม่ขยายอายุเกษียณ สร้างไทยเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และกิจการดูแลผู้สูงวัย รวมทั้ง การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนทุกช่วงวัย

ครอบครัว “อบอุ่น ลูกหลานกตัญญู”: ความท้าท้ายในสังคมสูงอายุ

ปัจจุบัน ข่าวในสื่อสารมวลชนได้นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรง ความแตกแยกในครอบครัวไทย มีมากขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงภาพหนึ่งของความเป็นปึกแผ่นหรือความอบอุ่นของครอบครัวไทยที่มีสายใยความสัมพันธ์ของสมาชิกในหลายรุ่นวัย ตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา พ่อแม่ ลูก ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในการเข้าสู่สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) สายใยความสัมพันธ์และการเกื้อกูลกันในระหว่างรุ่นคนในครอบครัวที่เป็นอยู่ปกติในทางพฤติกรรม ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัว “อบอุ่น ลูกหลานตัญญู” หรือไม่อย่างไร

ฐานข้อมูลการสูงอายุในสังคมสูงอายุสำคัญไฉน? (1)

ประเทศไทยได้เปลี่ยนผ่านจาก “สังคมวัยเยาว์” เข้าสู่ “สังคมสูงอายุ” เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา และในปี 2565 ได้กลายเป็น “สังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์” ที่สัดส่วนผู้สูงอายุ (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) ในประชากรคนไทย 100 คน จะมีผู้สูงอายุ 20 คน และคาดว่า ในอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงอายุระดับสุดยอด”