เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ในกระแสโมหจิต.. ที่ครอบคลุมด้วย อวิชชา จึงนำไปสู่การแสวงหาด้วย อำนาจตัณหา .. เพื่อให้ได้มาด้วย ความอยาก.. ความใคร่.. ความปรารถนา..
ความคิดฉ้อฉล.. ผิดทำนองคลองธรรม.. ที่แสดงความวิปริตของทิฏฐิจึงเกิดขึ้น ด้วย โลภมูลจิต.. ที่ประกอบด้วย โมหะ ที่ชักนำให้ขาด หิริ โอตตัปปะ โดยมีทิฏฐิ มานะ และอุทธัจจะ เป็นตัวสนับสนุน
จึงเกิดอาการหลงใหล ยึดมั่น ยึดถือ ใน โลกธรรม แม้จะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไร้อัตตาตัวตน ก็ยากจะแลเห็น ด้วยอกุศลธรรม ที่เรียกว่า นิวรณ์ ปกปิดไว้
กายทุจริต วจีทุจริต.. ซึ่งมาจาก มโนทุจริต จึงเกิดปรากฏเป็นธรรมดา
วิธีการแก้ไขปัญหาการทุจริต.. จึงต้องแก้ไปที่ ความคิดฉ้อฉล ซึ่งมีเหตุมาจากจิตที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกิเลส ก่อเกิด โลภมูลจิต และ โมหมูลจิต โดยจะต้องเปลี่ยนจิตใจทุกขณะ ด้วยธรรมวิธี การเจริญสติปัฏฐานธรรม ที่ต้องฝึกหัดอบรมจิตกันจริงๆ จังๆ..
สำคัญอย่างยิ่งของการเจริญสติปัฏฐานธรรม ได้แก่ การวางลำคลองให้จิตดำเนินไป เพื่อการเจริญสติฯ ด้วย การเจริญพุทธานุสติ เพื่อเป็นการสร้างลำคลองให้ สติปัฏฐานธรรม ดำเนินไปได้
การเจริญสติปัฏฐานธรรม.. จะเกิดผลตามประสงค์ เมื่อดำเนินไปบน คลองธรรม ของ พุทธานุสติ จนเกิด ความศรัทธาปสาทะ มั่นคง และแน่วแน่ในคุณพระพุทธเจ้า จึงจะทำให้ การเจริญสติปัฏฐาน สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพแท้จริง
หากพิจารณา การเจริญพุทธานุสติจากพุทธคุณทั้ง ๙ ประการ.. องค์คุณธรรมข้อที่ควรนำมาเจริญเพื่อสร้างลำคลองให้จิตดำเนินไปด้วยวิถี สติปัฏฐานธรรม... แต่ข้อที่เหมาะสมต่อการแก้ไขจิตทุจริต.. เพื่อการตัดรากเหง้าของ ความคิดคอร์รัปชัน ได้แก่ “อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง ... อิติปิ อะระหัง โส ภะคะวา” ด้วยความหมายของ อะระหัง ที่แปลว่า ไกลจากกิเลส.. ไม่มีความโลภซ่อนเร้น.. ไม่ทำบาปแม้ในที่ลับ.. โดยพึงระลึกให้ขึ้นจิต ให้คล่องปาก ว่า..
“..พระพุทธเจ้า ทรงบริสุทธิ์ จากโลภะโดยสิ้นเชิง”
จนจิตใจของเราเกิดการยอมรับที่จะดำเนินตามพระพุทธองค์.. ด้วยการไม่ทำสิ่งใดๆ ตรงข้ามกับพระองค์.. จึงจะได้ชื่อว่าเป็น การเจริญพุทธานุสติ แท้จริง
เมื่อสามารถขจัด ความคิดฉ้อโกง.. เปลี่ยนจิตทุจริตได้ ด้วยการระลึกถึง ..อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง.. แล้ว ก็ให้ต่อเนื่องเข้าสู่ อิติปิโส ภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน ที่แปลให้เข้าใจ-เข้าถึงพุทธคุณ เพื่อการเจริญอนุสติ ว่า
“พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาจะระณะสัมปันโน” ที่หมายถึง พระองค์มิได้ทรงมีเพียงปัญญา แต่ทรงมีความประพฤติที่สะท้อนผ่านข้อปฏิบัติในโคจรท่องเที่ยวไปว่า มีความบริสุทธิ์ในความประพฤติ เช่นเดียวกัน.. เพื่อนำไปสู่การเตือนใจ ว่า
“ปัญญา.. ความรู้.. ที่ไม่มีศีล
ย่อมเป็นเครื่องมือของคนขี้โกง .. ทุจริตชน!!”
ผู้เจริญพุทธคุณในข้อ วิชชาจะระณะสัมปันโน จนก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ จะเกิดความระลึกในพระคุณอันไม่มีประมาณในพระพุทธเจ้า.. จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจไปในทิศทางที่เป็นคุณธรรมความดี ในการใช้ความรู้ ตำแหน่ง หน้าที่ และอำนาจ.. ที่จะคำนึงถึงเพื่อประโยชน์และความสุขโดยชอบ ไม่ใช่เพื่อการแสวงหาประโยชน์และความสุขโดยมิชอบ
สิ่งสำคัญจะนำไปสู่การหลอมรวมองค์ความรู้ให้เป็นกำลังศรัทธา ที่ระลึกอยู่เนืองๆ อย่างมั่นคงว่า.. แม้คนอื่นไม่รู้ แต่เราย่อมรู้ในกรรมที่กระทำนั้น และกรรมย่อมให้ผลอย่างไม่เคยเลอะเลือนไปตามกาลเวลา หรืออำนาจใดๆ ในโลกนี้.. ซึ่งพระพุทธเจ้าของเรา ทรงรู้แจ้งโลก (โลกะวิทู) และตรัสรู้.. ซึ่งตรัสรู้ในกฎแห่งกรรมทั้งหมดอย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง ดังทรงนำมาแสดงในความเป็น เหตุปัจจัย.. ที่แสดงสัจธรรมอันล้ำลึก ว่า.. ธรรมเห็นธรรม .. กรรมเห็นกรรม ในกรรม .. ในธรรม ไม่มีใครเห็น!
การยอมรับความจริงในกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ จะเกิดขึ้นด้วยความรู้เชิงประจักษ์ว่า ทุกการกระทำย่อมไม่สูญเปล่า เพราะกรรมย่อมมีผล และเจ้าของกรรม (เจตนา) ต้องรับผลของกรรมนั้น.. อย่างมิอาจปฏิเสธ
พระพุทธเจ้าของเรา จึงเสด็จไปดี.. ด้วยการละสิ้นการกระทำไม่ดีทั้งปวง ไม่ว่า กาย วาจา และใจ.. ที่แสดงผ่านการประพฤติปฏิบัติตลอดชีวิตของพระองค์ ทรงดำเนินไปบนหนทางสุจริต ไม่เบียดเบียน ไม่ทำร้าย.. ไม่คดโกง ..การระลึกถึงพระพุทธคุณดังกล่าวจะนำไปสู่การสอบสวนความคิดของเราว่า...
“สิ่งที่เรากำลังคิด จะพาเราไปสู่สุคติหรือทุคติ” .. เมื่อรู้เท่าทันในความคิดที่ไม่ดี จะเกิดความละอายเกรงกลัวต่อบาปกรรม.. การตัดความคิดคดโกง.. ความคิดไม่ดี ก็จะเป็นไปได้ในทุกขณะจิต
เมื่อเข้าใจดังที่กล่าวมา.. พึงระลึกถึงพระพุทธคุณได้เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด.. เพราะที่อันสงบ จะพบที่ใจของเรานั่นเอง.. โดยระลึกถึงพระพุทธคุณว่า..
อะระหัง.. พระพุทธเจ้าทรงบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง ความโลภทั้งปวง..
สุคะโต.. หนทางแห่งพระองค์ดำเนินไปด้วยความสุจริต.. ไม่มีการทุจริตคดโกงใดๆ..
โลกะวิทู.. กรรมทุกอย่างย่อมเป็นที่รู้แจ้ง ไม่มีที่ลับในโลกนี้ และไม่มีสิ่งใดหลีกหนีผลแห่งกรรมไปได้..
จากนั้น จะนำไปสู่ความเข้าใจในข้อพิจารณาที่ควรกระทำเนืองๆ ว่า..
“..ทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบ ย่อมเป็นเหตุแห่งทุกข์
ส่วนความสุจริต แม้ได้ช้า แต่เป็นเหตุแห่งความเจริญ ทั้งในปัจจุบันและภายหน้า”
การเจริญพุทธานุสติบ่อยๆ ตามที่กล่าวมา จะสร้างความเชื่อมั่นอย่างรู้เข้าใจใน กฎเกณฑ์กรรม กรรมสัทธา วิปากสัทธา ก็ย่อมจักเกิดเพิ่มพูนขึ้นเป็นกำลังธรรม ก่อให้เกิดความกล้าหาญในการกระทำความชอบอย่างมี สติปัญญา.. ที่สามารถนำไปสู่ การพัฒนาจิต .. การเฝ้าระวังจิต และ การปรับเปลี่ยนจิต ได้ในทุกขณะ
ความโลภ.. ความอยากได้ของผู้อื่น.. ความคิดฉ้อโกง.. และความไม่ละอาย.. ความไม่เกรงกลัวต่อบาปกรรม จะอ่อนกำลังลง พร้อมธรรมฝ่ายกุศล ได้แก่ ศรัทธา สติ ปัญญา และหิริโอตตัปปะ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็น “ธรรมคุ้มครองโลก” มาเป็นรากฐานของความซื่อตรงและความสุจริตทุกประการ จะเจริญขึ้น.. อย่างเห็นได้ชัดเจนด้วยตนเอง.. ที่ไม่ต้องให้ใครๆ มาบังคับควบคุม ตักเตือนว่ากล่าวอีกต่อไป
เมื่อคนเราสามารถบังคับควบคุมตนเองได้.. ก็ไม่ต้องมาบังคับใช้กฎหมายอย่างที่เป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน.. ที่ประสบปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปตามที่ออกแบบมา อันเนื่องมาจากสภาพความคิดฉ้อฉล..จากจิตใจทุจริต
โดยเฉพาะ เมื่อ กฎหมายมีช่องว่าง ให้คนในสังคมเลือกปฏิบัติได้ อันเนื่องมาจากกฎหมายและบทลงโทษไม่ครอบคลุมพฤติการณ์ทุจริตในรูปแบบใหม่ในสังคมดิจิทัล จนเกิดการทุจริตเป็นระบบเชิงนโยบายและการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบที่ไร้การศึกษา.. จึงเกิดขึ้นมากในสังคม เป็นเหตุให้ส่งสืบต่อไปสู่ความล้มเหลวในทุกมิติ.. เพราะการขาดการศึกษาวิเคราะห์ใน ผลกระทบ ที่เกิดขึ้นในวงจรการขับเคลื่อนภาคสังคม.. จนนำไปสู่สภาวะ การขาดความเชื่อมั่น.. การไม่ไว้วางใจกันและกันขึ้น
ความไม่ไว้วางใจภาคสังคม.. จึงเป็นสัญญาณเตือนภัย บ่งบอกถึงอันตรายในหมู่ชน ที่สะท้อนการสูญเสีย “ความชอบธรรมในการปกครอง” ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ทั้งนี้ เพราะจะนำไปสู่ปรากฏการณ์ “รัฐล้มเหลว” เมื่อประชาชนส่วนใหญ่สำคัญมั่นหมายว่า.. “รัฐละทิ้งหน้าที่อันชอบธรรม..” ...มีกลุ่มบุคคลทางการเมืองใช้อำนาจรัฐสร้างวงจรอุบาทว์ ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำและล้มเหลวในระบบคุณธรรมความดีงาม.. จึงนำไปสู่การพังทลายของความไว้วางใจภาคสังคม... ที่ควรปรับแก้อย่างจริงจังและรวดเร็ว ด้วยความเข้าใจจริงในคำว่า “คุณธรรม-ความดี” ภาคสังคม!!.
เจริญพร
dhamma_araya@hotmail.com
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทย เข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "สนธิระบบอุปถัมภ์แบบไทยเข้ากับคุณธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่"
คุณธรรม.. อำนาจที่บอบบาง..ในระบบราชการไทย!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เรื่องราว โกงสอบพนักงานส่วนท้องถิ่นในกระทรวงมหาดไทย กำลังชัดเจนตามพยานหลักฐานที่ปรากฏจากการสอบสวนของหน่วยงานที่รับผิดชอบ แม้ว่าจะยังไม่ตรงใจสาธารณชน แต่ก็นับเป็นสัญญาณที่ดี บ่งชี้ถึงความตั้งใจปราบทุจริตอย่างจริงจังของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
'แก้วสรร' ออกบทความใหม่ 'บทเรียนจากคดีที่ดินเขากระโดง'
นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ
“ศาลโซเชียล” .. ภัยร้ายในกระบวนการยุติธรรม!?
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ปัจจยาการความสืบเนื่องแห่งเหตุปัจจัยของปัญหาการทุจริต ที่เชื่อมโยงส่งต่อกันอย่างเป็นลูกโซ่ในทุกมิติทางสังคม
'ดร.เอนก' แพร่บทความ 'เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต'
ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ภาคีราชบัณฑิต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เผยแพร่บทความเรื่อง "เข็มทิศและดาวเหนือในยามวิกฤต" มีเนื้อหาดังนี้
อันตรายจากการเสพข่าวสาร.. ในโลกออนไลน์!!
เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา.. พระพุทธศาสนาของเรายึดหลัก สัจจนิยม (ความเชื่อในความจริง)

