ในวาระครบรอบ 61 ปี 7 สิงหา "วันเสียงปืนแตก" ผม "ขอกราบคารวะสดุดีหัวใจและจิตวิญญาณอันเด็ดเดี่ยวของมิตรสหายทุกคน ที่ได้เสียสละชีวิต และชื่นชมมิตรร่วมรบที่ยังมีชีวิตอยู่ ในสมรภูมิแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีงาม ด้วยศรัทธาอันไม่เสื่อมคลาย” ภารกิจเพื่อมวลชนคนยากไร้ การสร้างสรรค์สังคมที่เป็นธรรมนั้นเป็นภาระของเราและเราคือผู้ลงมือสร้าง
เสียงปืนนัดแรกไม่ใช่ความปรารถนาในความรุนแรง หากแต่เป็น "จุดเริ่มต้น" ของรอยปริแยกของความขัดแย้งทางชนชั้นที่รัฐบีบคั้น และกระทำต่อประชาชน ด้วยความรุนแรงเกินกว่าจะทานทน
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่ฝังรากลึก การขูดรีดทางชนชั้น การถูกกดขี่ข่มเหง จากอำนาจรัฐ ต่อพี่น้องชาวนาและประชาชนทุกชั้นชน ประกอบการใช้อำนาจเผด็จการ ปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมต่อผู้รักความเป็นธรรม ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนต้องเลือกสู้ด้วยกำลังอาวุธ
หลังการปรับตัวของอำนาจรัฐ การออกคำสั่ง 66/2523 เพื่อใช้กลยุทธ์ น้ำผึ้งอาบยาพิษ “การเมืองนำการทหาร” ประกอบกับเงื่อนไขทางสากล และความเห็นต่างภายในขบวน
“การตัดสินใจยุติการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ และสลายแนวรบในเขตป่าเขา จึงเป็นความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ ที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้”
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า ขบวนการของมิตรสหาย อุดมการณ์ จิตวิญญาณ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมที่ดีงาม จะสิ้นสุดลง
"มิตรสหาย" ได้ย้ายฐานการทำงานเข้าภูมิลำเนาของตนเอง ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง
หลายคนกลับไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว สืบสานภารกิจการงาน ตามเงื่อนไขของแต่ละคน หลายคนหันไปเป็นสื่อ เป็นนักวิชาการ หลายคนทำงานต่อในฐานะนักพัฒนา หลายคนผันตัวเข้าสู่พรรคการเมืองและต่อสู้ในระบบรัฐสภา พี่น้องจำนวนมากยังยึดมั่นต่อแนวคิด อุดมการณ์ ด้วยทักษะที่ผ่านองค์การจัดตั้งและผ่านการหล่อหลอมใช้ชีวิตรวมหมู่ มีวินัย มีวิธีคิด มีวิธีการทำงาน ที่เป็นวิทยาศาสตร์ ฯลฯ
ประสบการณ์เหล่านั้นกลายเป็น "ต้นทุนทางการเมือง" ที่สำคัญ ทำให้มิตรสหายได้รับการยอมรับเป็นผู้นำหน้า เป็นแบบอย่าง เป็นมันสมอง ในภาคส่วนต่างๆที่พวกเขาทำงานอยู่
ในส่วนของพี่น้องมิตรสหายในชนบท หลังจากออกมาใช้ชีวิตอยู่ในสังคม พวกเขาก็ได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ สามารถเป็นผู้นำทางธรรมชาติ และบางส่วนก็สามารถเข้าไปเป็นตัวแทนของประชาชนในองค์กรบริหารท้องถิ่นในระดับต่างๆ
ในขณะที่มิตรสหายบางส่วนหันหลังให้กับความเชื่อ หลายคนดำรงชีวิตอยู่อย่างลำบาก หลายคนไม่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ฯลฯ
มิตรสหายเหล่านี้ บางส่วนก็ได้รับการช่วยเหลือดูแล จากเพื่อนมิตรที่มีศักยภาพ แต่ก็ยังมีจำนวนมากที่ยังต้องการการช่วยเหลือ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งภารกิจที่เพื่อนมิตรที่มีศักยภาพต้องเข้าไปช่วยเหลือ ทั้งนี้การช่วยเหลือนั้นต้องอยู่ในกรอบ “การยืนหยัดพึ่งตนเอง” ต้องไม่ใช่การช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์
แต่จะต้องปลุกพลังความคิด จิตวิญญาณ ให้เกิดพลังความเชื่อมั่นและมองเห็นอนาคตที่สดใส สามารถลุกขึ้นยืนมาบนลำแข็งของตนเองได้ การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมนั้นเราคงไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ต้องทำในขอบเขตที่จำเป็นเท่านั้น
จุดก่อเกิดขบวนใหม่ในภาวะสันติ
เหตุการณ์ พฤษภา 2535 ปรากฏการณ์ "ม็อบมือถือ" ของชนชั้นกลาง ชนชั้นนำทางธุรกิจ และปัญญาชนเมือง แต่ในเชิงลึก แกนกลางในการขับเคลื่อนมาจากอดีตนักศึกษา ปัญญาชน และสหายที่เคยเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
การชุมนุมไม่ได้มีเพียงคนกรุงเทพฯ แต่มีมวลชนจากต่างจังหวัดเดินทางเข้าร่วมอย่างมีระบบ มวลชนเหล่านี้คือ มิตรสหายในเขตงานเดิม ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นขบวนการเกษตรกร เรียกร้องที่ดินทำกิน แกปัญหาหนี้สิน และราคาพืชผลทางการเกษตร
ดังนั้นชัยชนะในเหตุการณ์พฤษภา 2535 ไม่เพียงแต่ล้มเลิกอำนาจเผด็จการทหาร แต่ยังเป็น "การทดสอบกำลังครั้งใหม่" ที่ทำให้มิตรสหายตระหนักว่า อุดมการณ์ของพวกเขายังมีพลังอยู่ และที่สำคัญมันได้สร้างความฮึกเหิมและฟื้นคืนความเชื่อมั่น นำไปสู่การรวมตัวอย่างเป็นทางการในวาระ ครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลา ในปี พ.ศ. 2539 การกอบกู้เกียรติภูมิจากเดิมที่ประวัติศาสตร์ 6 ตุลา ถูกทำให้เงียบ หรือถูกตีตราว่าเป็นผู้พ่ายแพ้/ผู้มีความคิดเป็นภัย
งาน 20 ปี 6 ตุลา ได้ประกาศจุดยืนใหม่ว่า พวกเขาคือ "ผู้กล้าต่อสู้ กล้าเสียสละ เพื่อสังคมที่ดีงาม" หลังการจัดงาน การกำเนิดขึ้น "เครือข่ายเดือนตุลา"กลายเป็นพื้นที่กลางทางวัฒนธรรมและการเมืองของมิตรสหาย
ภายหลังการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 สภาพการเมืองเปิดกว้างขึ้น ส่งผลให้อดีตคนเดือนตุลาและมิตรสหายกระจายตัวเข้าไปมีบทบาทในระบบการเมือง ตามแนวคิดและยุทธศาสตร์ที่แต่ละคนเชื่อถือ
บางกลุ่มสนับสนุนพรรคไทยรักไทย โดยมองว่าทักษิณ เป็นทุนสมัยใหม่ จะสามารถผลักดันนโยบายประชานิยมเพื่อช่วยเหลือคนยากจน และจะปฏิรูประบบราชการได้จริง บางกลุ่มสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ บางกลุ่มหันไปทำงานภาคประชาสังคม (NGOs/นักวิชาการ) เน้นการทำงานร่วมกับขบวนการชาวบ้าน
ขณะที่มิตรสหายหลายกลุ่ม ก็เดินหน้าเข้าเชื่อมประสานกับมิตรสหายในชนบทอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เกิดการยอมรับฐานะประวัติศาสตร์และรักษาจิตวิญญาณ อุดมการณ์ของการต่อสู้ของประชาชน ก็ผลักดัน การก่อสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่อระลึกถึงมิตรสหายที่เสียสละประจำเขตงานต่างๆ ปัจจุบันมีมากกว่า 10 เขตงานทั่วประเทศ
ในขณะนั้น แม้จะแยกย้ายไปอยู่ต่างพรรค ต่างอุดมการณ์ทางการเมือง แต่ในยุคแรกเริ่ม ยังไม่มีความขัดแย้งรุนแรงระหว่างกัน ทุกฝ่ายต่างมองว่าเป็นเพียง "ทางเลือกเชิงยุทธวิธี" ที่ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อสังคมไทย
จุดหักเห ความแตกแยกของมิตรสหาย จาก วิกฤตเสื้อเหลือง-เสื้อแดง
ในปี พ.ศ. 2548 เกิดวิวาทะ ความเห็นต่างเรื่อง "ทักษิณ" และ "ระบอบประชาธิปไตย"
ฝ่ายหนึ่ง เสนอการปฏิรูปการเมือง เชื่อมโยงกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.),เสื้อเหลือง,กปปส มองว่าระบอบทักษิณเป็น "ทุนนิยมสามานย์" และ "เผด็จการรัฐสภา" ที่กัดกร่อนคุณธรรมและการตรวจสอบ จึงนำเอาประสบการณ์การจัดตั้งมวลชนในอดีตมาใช้ขับเคลื่อนการชุมนุมขับไล่รัฐบาล
อีกฝ่ายหนึ่งสนับสนุนทักษิณ เชื่อมโยงกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.),เสื้อแดง ปกป้องโครงสร้างระบการเลือกตั้ง โดยมีความเชื่อว่าเป็นฉันทามติของประชาชน มองว่าการรัฐประหารและการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบเป็นการทำลายหลักการประชาธิปไตย และเป็นการต่อสู้ระหว่าง "ไพร่ กับ อำมาตย์"
ความขัดแย้งนี้ทำให้ "มิตรสหายต้องมาเผชิญหน้ากันเอง" อดีตคนที่เคยกินนอนกลางดินร่วมกันในป่า หรือเคยร่วมชุมนุมในเหตุการณ์พฤษภา 35 ต้องมายืนคนละฝั่งความคิด แกนนำของแต่ละฝ่าย ต่างนำทักษะ ประสบการณ์ และวาทกรรมมาใช้หักล้างอีกฝ่ายหนึ่งอย่างรุนแรง
วิกฤตการเมืองสีเสื้อจึงกลายเป็น "จุดสลายตัวอย่างแท้จริงของเครือข่ายเดือนตุลา" ในฐานะขบวนการที่มีเอกภาพ เหลือทิ้งไว้เพียงความทรงจำร่วมในอดีต และการแยกย้ายไปตามอุดมการณ์ทางการเมืองใหม่ของแต่ละบุคคลจนถึงปัจจุบัน
ยุคสลายสีเสื้อ คือช่วงเวลาแห่งการตกผลึกทางการเมืองที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของมิตรสหายและปัญญาชนไทย เป็นยุคที่ผู้คนเริ่มถอยออกมาสรุปบทเรียนจากบาดแผลของสงครามเสื้อสี ที่กินเวลานานนับทศวรรษ จนเกิดข้อสรุปที่เด่นชัดในแต่ละฝ่าย
บทเรียนของมิตรสหายในมวลชนเสื้อแดง การเคลื่อนไหวที่อ้างการต่อต้านรัฐประหารและความเหลื่อมล้ำ แท้จริงแล้วถูกใช้เป็น "เครื่องมือและโล่บดบัง" เพื่อรักษาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนการเมือง ครอบครัวนักการเมือง และระบอบทักษิณ มากกว่าการปฏิรูปโครงสร้างสังคมเพื่อคนยากจนอย่างแท้จริง เกิดความรู้สึกถูกทรยศทางอุดมการณ์ เมื่อเป้าหมายหลักของขบวนการถูกลดทอนเหลือเพียงการพาบุคคลกลับบ้านและการประนีประนอมทางการเมืองกับอำนาจเดิม
บทเรียนของมิตรสหายในมวลชนเสื้อเหลือง ความหวังที่จะเห็นการปฏิรูปประเทศและโค่นล้มทุนนิยมสามานย์ผ่านการลงถนน กลับถูกใช้เป็นสะพานให้เหยียบย่ำ เพื่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารผู้กุมอำนาจจากการรัฐประหาร ไม่จริงจังที่จะปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหรือสร้างความเท่าเทียม แต่เป็นการกระชับอำนาจของกลุ่มอนุรักษนิยมและทุนขุนนาง
ทางแยกใหม่ของมิตรสหายในปัจจุบัน จากบทเรียนดังกล่าว ขบวนการมิตรสหาย จึงแตกออกเป็น 2 แนวทางหลักในปัจจุบัน
กลุ่มแรก ยืนหยัดบนเอกภาพทางอุดมการณ์ ไม่แอบอิงพรรคการเมืองในสภา ยึดมั่นในจิตวิญญาณและอุดมการณ์ ปฏิเสธการเป็นเครื่องมือของทุนหรืออำนาจรัฐ เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากการจัดตั้งมวลชนที่เป็นตัวของตัวเอง เน้นการเข้าร่วมทำงานกับภาคประชาชน
กลุ่มหลัง เข้าร่วมสนับสนุนพรรคส้ม เกาะเกี่ยวไปกับพลังเยาวชนคนรุ่นใหม่ หวังใช้เป็นเครื่องมือส่งผ่านพลังกระแทกใส่โครงสร้างอำนาจเดิม เพื่อความสะใจ ลึกๆบางส่วนไม่ได้เชื่อมั่นในพรรคส้ม เพราะพรรคมีฐานคิดแบบทุนนิยมเสรีที่เอนเอียงตะวันตก พวกเขาสนับสนุนเชิงยุทธวิธีเพื่อสั่งสอนอำนาจเก่าและพรรคการเมืองเดิมเท่านั้น
ในปัจจุบัน ศัตรูตัวจริง ไม่ใช่แค่ตัวบุคคล แต่คือโครงสร้าง "ทุนนิยมขุนนางสมัยใหม่" ซึ่งเป็นพันธมิตรต่างตอบแทนระหว่าง กลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ นักการเมือง และข้าราชการระดับสูง
ที่ร่วมกัน เปลี่ยนพรรคการเมืองให้กลายเป็นบริษัทการเมือง ที่รับใช้ทุนผูกขาด ไม่สนใจนำพาแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์ สูบเลือดกินเนื้อ คอร์รัปชันโกงกิน งบประมาณและภาษีชองประชาชน
การต่อสู้ของประชาชนจึงต้องดำเนินต่อไป
การรำลึก วันที่ 7 สิงหา ปีนี้มิตรสหายต้องเข้าใจว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมเป็นการจับมือกันระหว่างขั้วอำนาจการเมือง โดยเนื้อแท้ นักการเมืองเหล่านั้นล้วนแต่มีเทือกเขาเหล่าก่อเดียวกัน การสลายขั้ว ประนีประนอม ปกป้องและรักษาระบบ รักษาอำนาจก็เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง
ดังนั้น การต่อสู้ของประชาชนจึงต้องดำเนินต่อไปบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง แยกมิตร แยกศัตรูให้ชัดเจน สามัคคีมิตรอย่างกว้างใหญ่ไพศาล สู้ทั้งในและนอกสภา เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ลึกซึ้งถึงรากเหง้า
เมื่อเหลียวมองออกไปสู่บริบทของโลกยุคปัจจุบัน การเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว
ข้อเท็จจริง และปรากฏการณ์ที่เป็นจริงในทางสากล ชัยชนะและการเติบโตอย่างโดดเด่นของประเทศสังคมนิยมต่างๆ เป็นที่ประจักษ์ เป็นบทพิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่า ลัทธิสังคมนิยมไม่ได้เป็นเพียงอุดมคติในตำรา หากแต่เป็นวิถีทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์มวลมนุษยชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้นำลัทธิมาร์กซ์มาประยุกต์ใช้เข้ากับเงื่อนไขเฉพาะของชาติตน จนสามารถพัฒนาพลังการผลิตและจัดความสัมพันธ์ทางการผลิตใหม่ที่ก้าวหน้า สามารถขจัดความยากจน ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสร้างสรรค์สังคมนิยมอัตลักษณ์จีน ที่เป็นวิทยาศาสตร์ และเป็นแบบอย่าง เป็นธงนำของประชาชนผู้ถูกกดขี่ทั่วโลก
อนาคตและภารกิจของมิตรสหาย
ท่ามกลางโลกหลายขั้ว มิตรสหาย ต้องก้าวข้าม "ดักแด้ภูมิรัฐศาสตร์" ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหุ่นเชิดตะวันตก สู่การเป็น "ฝ่ายก้าวหน้าที่ไม่ขึ้นกับขั้วอำนาจใด"
มิตรสหายที่รักทุกท่าน... “เส้นทางข้างหน้าอาจยังคงขรุขระและเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม แต่ขอให้พวกเราจงกุมอุดมการณ์อันแน่วแน่ของลัทธิมาร์กไว้ให้มั่น สมัครสมานสามัคคีบรรดาหมู่มิตร แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง บนผลประโยชน์ของประชาชน ร่วมกันทำงานความคิด หมั่นสำรวจวิจารณ์ ศึกษาเข้าใจสถานการณ์ แสวงหาสัจจะจากความจริง สุขุม รอบคอบ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นแบบอย่างของประชาชน”
สหายที่รัก...ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า พลังของประชาชนผู้ตื่นตัวทางชนชั้น คือแรงขับเคลื่อนที่แท้จริงของประวัติศาสตร์
“ขอให้พวกเราก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความฮึกเหิมและเชื่อมั่น สังคมใหม่ที่ดีกว่า เป็นธรรมกว่า และปราศจากการขูดรีดทางชนชั้น ย่อมเป็นไปได้เสมอด้วยมือของประชาชนผู้ร่วมสู้!”
ภู สันเย็น 7 สิงหาคม 2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชมสด 'ศาลรัฐธรรมนูญ' เคาะยุบ-ไม่ยุบ 'พรรคก้าวไกล'
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคําร้องกรณีมีหลักฐาน อันควรเ
รีรันคำวินิจฉัย 32 หน้า 'ก้าวไกล' ล้มล้างการปกครองฯ สู่ 7 สิงหายุบไม่ยุบพรรค!
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยคดีที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ร้อง) โดยนายทะเบียนพรรคการเมือง ยื่นคําร้องกรณีมีหลักฐาน อันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกล (ผู้ถูกร้อง) มีพฤติ
'สุทิน' ไม่ห่วงสถานการณ์เดือนสิงหา ชี้คนไทยมีบทเรียนในอดีต
นายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ช่วงเดือน ส.ค.นี้ ที่จะมี 3 ประเด็นใหญ่ อาทิ 1.คดียุบพรรคก้าวไกล 2.ศาล รธน.วินิจฉัยความเป็นนายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้งนายพิชิต

