ประเทศไทยกับความท้าทายในบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิม

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสฟังปาฐกถาของผู้ใหญ่ในบ้านเราท่านหนึ่งที่ได้กล่าว  บนเวทีด้วยเสียงปนทุกข์ว่าประเทศไทยเหลือเวลาอีกเพียง 5 ปีเท่านั้นในการแก้ไขวิกฤติต่างๆของประเทศที่สะสมมานานไม่นับรวมเรื่องของการบริหารจัดการน้ำที่เหมือนน้ำลดตอผุด การเยียวยาที่เป็นการบรรเทาความเดือดร้อนที่ปลายเหตุตลอดจนการควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์  (Data Center) ที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากท่ามกลางกระแสการเติบโตแบบก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ที่มาช่วยพยุงเศรษฐกิจสร้างสมดุลจากความผันผวนของราคาพลังงานอันเกิดจากสงครามในยุโรปและตะวันออกกลาง

ไม่ว่าคำเตือนของผู้ใหญ่ท่านนี้จะสะท้อนความเป็นจริงมากน้อยเพียงใดนั้น ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่เราควรยอมรับความจริงว่า ประเทศเรากำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายมิติทั้งเรื่องของโครงสร้างทางสังคม การถดถอยทางเศรษฐกิจและการพัฒนากล่าวคือสังคมสูงวัย การศึกษา  ความสามารถด้านการแข่งขัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือหนี้ครัวเรือนที่กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ของประเทศ การถูกเรียกว่า “คนป่วยแห่งเอเชีย”(Sick Man Of Asia) จึงไม่อาจถือเป็นเพียงการเปรียบเปรยได้เพราะหากดูตัวเลขการเติบโตของผลผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือ “GDP” (Gross Domestic Product) ของกลุ่มสมาชิกอาเซียนที่ประเมินล่าสุดโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF แล้ว แทบไม่น่าเชื่อว่าประเทศเราอยู่รั้งท้ายที่ 2.1% สูงกว่าเพียงเมียนมาที่ 2.0% และ บูรไนที่ 1.9% ในขณะที่ เวียตนามเติบโตเป็นอันดับ 1 ที่ 8.4%  และลาวที่ 4.5%

หนี้ครัวเรือนของคนไทยในปัจจุบัน ณ ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ประมาณ 16.43 ล้านล้านบาทโดยมีผลสำรวจในปี 2568 โดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เคยรายงานไว้ก่อนหน้าว่าหนี้ครัวเรือนไทยมีเป็นจำนวนถึง 740,596.94 บาทต่อครอบครัวเพิ่มขึ้นถึง 22% ถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี  โดยกว่า 95% ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามของกลุ่มตัวอย่างรับว่าครอบครัวมีหนี้  

การก่อภาระหนี้นั้น ไม่ใช่สิ่งผิดและถือเป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจด้วยหากเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้หรือเพิ่มมูลค่าของทรัพย์สิน เช่นหนี้จากการจำนองบ้าน หรือการนำไปใช้ในการประกอบธุรกิจครัวเรือนรวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย แต่หากเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เช่น หนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคลแล้ว ถือเป็นหนี้ที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศประสบปัญหาอยู่อย่างหาทางออกไม่เจอเพราะรายได้ไม่พอกับรายจ่ายและเมื่อต้องชดใช้ดอกเบี้ยของหนี้บัตรเครดิต หรือสินเชื่อส่วนบุคคลสูงมากถึงกว่าร้อยละ 20 ในแต่ละประเภทจึงเกิดสภาวะหนี้ซ้ำซากไปจนถึงหนี้ถาวรไม่สามารถหลุดออกไปจากวงจรแห่งหนี้ได้ สุดท้ายแล้วลูกหนี้ก็หันไปกู้หนี้ยืมสินจากญาติหรือเพื่อนและต่อเนื่องนำพาไปสู่การเป็นหนี้นอกระบบอย่างสมบูรณ์ ซึ่งความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินในปัจจุบันเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการขยายตัวของหนี้ครัวเรือนที่ลดลงในไตรมาสที่ 3 และไม่ใช่เกิดจากความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีขึ้น  ดังนั้น เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนมีรายจ่ายมากกว่ารายได้แล้ว หนทางแก้ไขคือการสร้างรายได้ให้มากขึ้นกว่ารายจ่ายและลดการก่อภาระหนี้ที่ไม่จำเป็นเช่น Buy Now Pay Later ในสินค้าที่ฟุ่มเฟือย เป็นต้น

ผู้เขียนเห็นว่าหนี้ครัวเรือนนี้มีความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วนมากกว่า 90% ของภาคธุรกิจทั้งหมดอย่างมีนัยสำคัญเพราะหากเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้แล้ว ผู้ประกอบการก็จะต้องหันมาพึ่งสินเชื่อบุคคลและเมื่อประเทศต้องปรับตัวรับมือกับบริบทโลกที่ไม่เหมือนเดิมโดยเฉพาะในด้านสงครามการค้า นวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ และห่วงโซ่การผลิตตลอดจนการขนส่งและการกระจายสินค้าที่แตกต่างจากในอดีตด้วยแล้ว การแก้ไขหนี้เครัวเรือนเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง ทนทาน และยืดหยุ่นได้ (Resilience) จึงเป็นหมุดหมายสำคัญอันดับแรกที่ต้องเร่งแก้ไขมากกว่าการมองหานักท่องเที่ยวหรือนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในเวลาที่ความท้าทายต่างๆเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง จึงต้องขอให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาช่วยกันถอดสลักระเบิดเวลาหนี้เครัวเรือนในทุกมิติโดยเร็วก่อนที่จะสายเกินไป

เวลาของเราอาจเหลืออยู่ไม่มากจริงๆ     

บทความ​คอลัมน์​เวทีพิจารณ์นโยบายสาธารณะ​ วันพุธ​ที่​ 28 ตุลาคม 2569​
เทวัญ​ ​อุทัยวัฒน์​
กลุ่มนโยบายสาธารณะ​เพื่อสังคมและธรรมาภิบาล​

                                

                                                 

                            

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนุทินเสริมทัพงานข่าว เปิดชื่อคนสื่อ-ผู้ประกาศ บนเส้นทางถนนการเมือง

การเมืองทั่วโลกสิ่งสำคัญคือ "กระแส" ที่เกิดจากสงครามข้อมูลข่าวสาร เพราะเห็นกันมาแล้วทั้งการเมืองไทย-การเมืองโลก กระแส-ข้อมูลข่าวสาร ทำให้คนขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศได้ ขณะเดียวกันก็ล้มผู้นำ-ล้มรัฐบาลได้เช่นกัน

ดร.ประกาศิต รองผู้จัดการ สสส. งบกองทุน 4,000 ล้านต่อปี คุ้มค่า-ตรวจสอบได้

จากกรณีพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกับ สส.ของพรรคลงชื่อเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....หรือกฎหมายกองทุน สสส." ที่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมาย สสส.ฉบับปัจจุบันที่ออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2544

บันทึกการจำพรรษา ปี ๒๕๖๙ ณ วัดป่านาคนิมิตต์ (บ้านนามน)!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๙ ปีนี้ ตรงกับวันออกพรรษา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ พระภิกษุที่อธิษฐานอยู่จำพรรษาในวันแรม ๑ ค่ำ

30 ปีไทยโพสต์ ดร.เอกนิติ รองนายกฯและรมว.คลัง เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย

บทความพิเศษ บันทึก งานเสวนา   30 ปีไทยโพสต์  เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับครบรอบ 30 ปีก้าวเข้าสู่ปีที่ 31 ในวันนี้ 21 ตุลาคม