30 ปีไทยโพสต์ ดร.เอกนิติ รองนายกฯและรมว.คลัง เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย

หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ปักหลักทำหน้าที่สื่อมวลชน ภายใต้สโลแกน”อิสรภาพแห่งความคิด”มาถึงปัจจุบัน 21 ตุลาคม 2569 รวมเวลา 30 ปี และก้าวสู่ปีที่ 31

โดยเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ไทยโพสต์ จัดเสวนาในโอกาสครบรอบพิเศษ 3 ทศวรรษไทยโพสต์ ภายใต้ชื่องาน เสวนา : เหลียวหลังแลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย ที่ สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ประชาชื่น 46 ซึ่งช่วงเปิดงาน ไทยโพสต์ ได้รับเกียรติจาก“ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง” ที่มาร่วมปาฐกถาพิเศษถึงภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและทิศทาง-อนาคตของเศรษฐกิจประเทศไทย หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจอย่างมาก ทางหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จึงขอบันทึกไว้

โดย”ดร.เอกนิติ”ที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล เริ่มด้วยการกล่าวแสดงความยินดีกับไทยโพสต์ในโอกาสครบรอบ 30 ปี ว่า ขอแสดงความยินดีกับ 3 ทศวรรษของไทยโพสต์ จากนั้นเริ่มต้นกล่าวว่า หัวข้องาน “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” เป็นหัวข้อที่สำคัญมาก ในโอกาสที่ไทยโพสต์ครบรอบ 30 ปี กับการเหลียวหลังไปดูอดีตว่าเรามาถึงวันนี้ได้อย่างไร แลข้างหน้าว่าจะเจออะไรบ้าง และสุดท้าย วาดอนาคตว่าเราจะทำอย่างไรในช่วงที่โลกเปลี่ยนไร้กติกาทั้งโลก

เรื่องแรกจากที่ไทยโพสต์ก้าวสู่ปีที่ 30 ปี ตั้งแต่ปีพ.ศ.2539 ถึงปัจจุบันปี 2569 จะเห็นว่าในช่วง 30 ปี ประเทศไทยผ่านวิกฤตหลายด้าน วิกฤตเศรษฐกิจปีพ.ศ.2540- วิกฤตโควิด ก่อนหน้านั้นมีวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ วิกฤตในตะวันออกกลาง มีหลายวิกฤตมาก แต่ถ้าย้อนดูในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งผมดูแลอยู่ หากจะย้อนดูให้ดี จะเห็นว่าที่ประเทศไทยเป็นอยู่ในวันนี้เกิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ถ้าเราเข้าใจอดีต-เหลียวหลังให้ดี จะเข้าใจโลกวันนี้และอนาคต และพอเห็นรูปแบบในการบริหารจัดการ ซึ่งผมเอามาใช้ในการวาดอนาคตประเทศไทย

..เหลียวหลังมองอดีต หากย้อนไปในช่วงค.ศ. 1980 สถานการณ์ในวันนั้นคล้ายๆ กับวันนี้ ช่วงนั้นเศรษฐกิจโลกถูกกำหนดกติกาโดย 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ที่มีสัดส่วนประมาณ 50–60% ของ GDP โลก ทั้ง 3 กลุ่มคุยกันจบ แต่วันนี้ อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น เหลืออยู่แค่ประมาณ 25% และโลกแตกขั้ว

ในเชิงเศรษฐกิจ วันนั้นที่ประเทศไทยถูกกระทบคือ สหรัฐอเมริกากับยุโรปขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นมาก คล้ายวันนี้ แต่อเมริกาไม่ได้ขาดดุลกับญี่ปุ่นอย่างเดียว แต่ขาดดุลกับไทยและจีนด้วย แต่วันนั้นอเมริกาใช้เรื่องค่าเงิน จับมือกับยุโรปบีบให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นในชั่วข้ามคืน มีการช่วยกันแทรกแซงค่าเงินจาก 200 กว่าเยนต่อ 1 ดอลลาร์ กลายเป็น 100 กว่าเยนต่อ 1 ดอลลาร์ ที่ก็เหมือนวันนี้ แต่วันนี้ไม่ได้ใช้ค่าเงิน วันนี้ใช้ภาษี คือ ทารีฟ (tariff) และไม่ได้ทำกับญี่ปุ่นคนเดียว ทำกับเราด้วย ประเทศใดที่เกินดุลการค้ากับอเมริกาก็บีบด้วยการขึ้นภาษีทารีฟ  ตอนนั้นเมื่อญี่ปุ่นถูกบีบให้ค่าเงินแข็ง จนส่งออกน้อยลง ญี่ปุ่นก็ใช้วิธีย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่พร้อมลงทุน คือประเทศไทย วันนั้นเรายังเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่ประเทศไทย มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับกระแสโลกที่สหรัฐอเมริกาบีบประเทศต่างๆ และเกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุน ประเทศไทยมีอีสเทิร์นซีบอร์ด อยู่ภาคตะวันออก ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา เราลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มีไฟฟ้า มีท่าเรือแหลมฉบับ ทำให้จากเมืองเกษตรกรรมก็กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม เกิดนิคมอุตสาหกรรมตามมา มีการลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน มีการพัฒนาคน พัฒนาทักษะคนไทยจึงเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม รายได้สูงขึ้น เปลี่ยนจากภาคเกษตรเป็นภาคอุตสาหกรรม

“ดร.เอกนิติ-รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง”กล่าวต่อไปว่า สำหรับปัจจุบัน วันนี้ซับซ้อนกว่า ไม่ใช่แค่อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น แต่มีจีน -ตะวันออกกลาง -รัสเซีย ยูเครน

“โลกวันนี้คือโลกแตกขั้วทางเศรษฐกิจ สงครามยังอยู่ในตะวันออกกลาง ก่อนหน้านี้ในอดีต ญี่ปุ่นมองหาจุดลงทุนที่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต้นทุนถูกสุด ต่อให้ค่าเงินแข็งก็ส่งออกได้มากขึ้น แต่วันนี้สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ทุกคนไม่ได้มองแค่ที่ที่ต้นทุนถูกที่สุด แต่มอง ที่ที่ปลอดภัยที่สุด ค้าขายกับทุกคนได้ วันนี้เราจึงเห็นกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนย้ายออกมาจากประเทศต่างๆ ทั้งตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น ยุโรป ย้ายหาที่ที่ปลอดภัย และประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น ที่ทุกคนพร้อมจะย้ายมา”

ผมในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ พบว่าวันนี้ตัวเลขที่คนอยากมาลงทุนขยายตัวสูงมาก ปีที่แล้วอยู่ที่ 1.47 ล้านล้านบาท โตขึ้นเกือบ 40% สะท้อนว่ามีความอยากมาลงทุนในประเทศไทย

ผมไปเจอนักลงทุนต่างชาติ ไปเปิดโรงงานหลายอุตสาหกรรม ผมถามคำถามแรกเลยว่าทำไมถึงเลือกมาเมืองไทย เขาบอกว่าหนึ่งเมืองไทยปลอดภัย สอง เมืองไทยค้าขายได้กับทุกคน เพราะประเทศไทยมีความเป็นกลาง นี่คือเกิดการเปลี่ยนแปลง เมืองไทยจึงมีปริมาณ FDI สูงมาก ไม่แพ้ชาติอื่น ย้ายมาที่ไทยกันมากเพราะต้องการที่ปลอดภัย

สิ่งที่เราต้องทำต่อคือ ทำอย่างไรให้เขาย้ายมาแล้วผลประโยชน์ตกอยู่กับคนไทยและธุรกิจไทย เช่นผมเพิ่มเงื่อนไข BOI ต้องบังคับให้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี จึงมีโครงการ Skill Bridge ให้การลงทุนไปจับมือกับมหาวิทยาลัย การลงทุนล่าสุดที่ไปดึงมาเกี่ยวกับ AI ประเทศไทยเป็นเบอร์ 1 เบอร์ 2 ของโลก อุปกรณ์ที่ส่งด้วยแสงอยู่ที่เมืองไทย โรงงานอยู่ที่โคราช อยุธยา สระบุรี เงื่อนไขเราคือต้องให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและทำกับมหาวิทยาลัยไทย วันนี้โรงงานเบอร์ 1 ของโลกจับมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จ้างคนประมาณ 20,000 คน กำลังจะเพิ่มเป็น 30,000 คน volume โตมาก สิ่งนี้คือการแปลงกระแสการลงทุน สมัยก่อนอาจเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่วันนี้เป็นอุตสาหกรรม AI

ยุทธศาสตร์ประเทศไทย

“ต้องมีสติ”กับหลัก STI

“ดร.เอกนิติ-รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง”ย้ำว่า เมื่อเราเหลียวหลังแลหน้า จากที่กล่าวมาข้างต้น คำถามคือแล้วเราจะวาดอนาคตประเทศไทยต่อไปอย่างไร

สำหรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย ผมเรียกย่อๆ ว่า “ต้องมีสติ” เพราะโลกมันแปรปรวนทั้งต่างประเทศและในประเทศ ยุทธศาสตร์สติของผมแปลเป็นภาษาอังกฤษคือ STI

  • S = Stabilize Today
  • T = Transition Now
  • I = Invest for Tomorrow

               “สติ”เป็นเรื่องสำคัญมาก Stabilize Today วันนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าประเทศไทยมีปัญหาเยอะมากสะสมมาในอดีต เช่นGrowth ต่ำ เพราะเราไม่ได้ลงทุนมานาน ตั้งแต่หลังปี พ.ศ.2540 ก่อนปี 2540เราเคยลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนประมาณ 40% ของ GDP วันนี้ไม่ได้ลงทุนมานาน ปัญหาถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือน และ SME ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และสุดท้ายคือฐานะการคลัง สมัยก่อนเราเคยมีฐานะการคลังที่ดี วันนี้ผมจึงเน้นเรื่องวินัยการคลัง การมีวินัยการคลังที่ดีคือการรักษาเสถียรภาพที่สำคัญมาก

“ดร.เอกนิติ”กล่าวต่อไปว่า สำหรับ T — Transition Now: คือเรื่องการเปลี่ยนผ่านที่ต้องทำวันนี้ เพราะประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงมาก เกือบ 10% ของ GDP วันนี้ในตลาดโลก โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายไปเยอะ จึงต้องเปลี่ยนผ่านเดี๋ยวนี้  เรียกว่า Transition Now ต้องเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด เพราะหากราคาน้ำมันเป็นอย่างนี้ ยังรบกันอยู่ ซึ่งไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ ยิ่งกลับมาสูงอีก เราก็ถูกกระทบอยู่เรื่อยๆ จึงต้องเปลี่ยนผ่านวันนี้ จึงทำระบบโซลาร์ แต่โซลาร์ไม่พอ ต้องทำ Modernize ระบบกริด สายส่งต่างๆ ต้องรองรับการขายคืนได้ ออกแบบให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟเป็นผู้ขายไฟได้ จะช่วยลดรายจ่ายและทำให้ประชาชนมีรายได้และลดการนำเข้า เป็นสิ่งที่เราตั้งใจจริงๆ ต้องพยายามเปลี่ยนเรื่องลงทุนต่างๆ เพื่อรองรับพลังงานสะอาด ส่วน I — Invest for Tomorrow: ประเทศไทยไม่ได้ลงทุนมานานอย่างที่กล่าวไป ถ้าไม่ลงทุน อนาคตจะเอาอะไรไปโต จึงต้องลงทุนวันนี้ รวมถึงต้องลงทุนเรื่องคน โดยเฉพาะUpskill/Reskill พัฒนาทักษะ จึงทำโครงการ Skill Bridge เพื่อนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วย

หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน

อนาคตประเทศไทยจะดีขึ้น

“ดร.เอกนิติ”ย้ำว่า โลกยุคใหม่เราจะวาดอนาคตประเทศไทยอย่างไร ผมจึงจำลองแบบสมัยท่านอาจารย์เสนาะ อูนากูล ที่เคยทำเรื่อง กรอ. ผมเอารูปแบบ กรรมการร่วมภาครัฐ–เอกชน (กรอ.) ไปเสนอนายกฯ ขอให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีการจับมือกับภาคเอกชน โดยให้เอกชนเป็นกองหน้า ให้เลือกสาขาที่คิดว่าประเทศไทยแข่งขันได้ ก็เลือกออกมาได้ 7 สาขา

1.ภาคเกษตร ต้องอัปเกรดเป็น Smart Agriculture และ Food Processing (แปรรูปอาหาร) ซึ่งประเทศไทยมีจุดเด่นในเรื่องนี้

2..Smart Electronics ต้องอัปเกรดจากเคยผลิตคอมพิวเตอร์ มาทำเรื่องการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver)

3.อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ ยกระดับ Local Supply Chain ตอนนี้มีโรงงาน 8 โรงงานในไทย และกำหนดให้ใช้ Local Content มากขึ้นเรื่อยๆ หลายโรงงานเริ่มผลิตเพื่อส่งออก และต้องเทรนคนไทยด้วย

4.Wellness และ Medical ซึ่งเราเก่ง

5.การท่องเที่ยว ต้องเปลี่ยนจากปริมาณเป็นคุณภาพมากขึ้น

6.โลจิสติกส์ เพราะเราอยู่ตรงกลาง

7.Creative Economy ซึ่งเอกชนขอเพิ่ม “จะได้มีน้องเนเน่เกิดขึ้นมาเยอะๆ”

 “เราไม่ได้แค่วาดอนาคต เพราะโลกมันเปลี่ยนจริงๆ เราถึงต้อง จับมือกันระหว่างภาครัฐกับเอกชน กองหน้าคือภาคเอกชน กองกลางก็คือ การลงทุนสมัยใหม่ กฎกติกา การพัฒนาคน และSME กองหลัง คือปราการสุดท้ายที่เราต้องทำให้แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพการคลัง เสถียรภาพการเงิน ผมเชื่อว่าถ้าเราสามารถขับเคลื่อนในลักษณะนี้ ผมตั้งใจจริงๆ แต่ทำคนเดียวไม่ได้ ก็ต้องช่วยกัน พวกเราทุกคนอยู่ที่เมืองไทย เราก็อยากให้ประเทศไทยดีขึ้น วันนี้โอกาสมาแล้ว”

“วันนี้ ผมอยากขอเล่าให้ฟังถึงยุทธศาสตร์ที่ว่าเราต้องมีสติ แน่นอนดราม่าการเมืองอะไรทั้งหลาย ผมเองก็ต้องมีสติ ต้องพยายาม คิดดี ตั้งใจดี ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ทุกคนอยากให้ประเทศไทยดีขึ้น ถ้าเราช่วยกันทำ ทุกคนจะเห็นว่าผมไม่ได้ออกมาตอบโต้ใคร พยายามทำในสิ่งที่ตัวเองตั้งใจทำ อยากให้ประเทศไทยดีขึ้นจริงๆ ผมเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันทำ อนาคตประเทศไทยจะดีขึ้น”ดร.เอกนิติ รองนายกฯและรมว.คลังระบุ

ธีรยุทธ บุญมี 'ผ่าการเมือง 3 ขั้ว”

กับจุดเปลี่ยนสำคัญ

“ธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการ-นักวิเคราะห์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ชื่อดัง อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต -อดีตอาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”กล่าวตอนหนึ่งระหว่างบรรยายพิเศษในงานเดียวกันภายใต้หัวข้อ“เหลียวหลัง แลหน้า ถามหาประเทศไทย”โดยมีเนื้อหาบางส่วนดังนี้

 “ธีรยุทธ”แบ่งพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองไทยออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ โดยช่วงแรกระหว่างปี พ.ศ. 2500-2530 เป็นช่วงพัฒนาอุตสาหกรรมและประชาธิปไตย ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แม้เส้นทางมีทั้งราบรื่นและสะดุด แต่เป็นการปูพื้นฐานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ช่วงท้ายเกิดความหวังจากคำว่า “โชติช่วงชัชวาล” “ประเทศ NICs” และ “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย” ช่วงที่ 2 ระหว่างปี 2530-2545 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านหรือวิกฤตทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการค้าทำให้เกิดคอร์รัปชันของกลุ่มการเมือง นำไปสู่การรัฐประหารโดย รสช. และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ขณะที่การเปิดเสรีทางการเงินนำไปสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน เริ่มจากการเมืองประชานิยมของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับความนิยมจากคนจนในชนบทที่ประสบความไม่เป็นธรรมจากการกระจายรายได้ ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองในสายดังกล่าวชนะการเลือกตั้งนับตั้งแต่ปี 2544 เรื่อยมา

 “ธีรยุทธ”มองว่าปัญหาการเมืองมีความซับซ้อนขึ้นจากการเข้ามามีบทบาทของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 1 ใน 3 โดยคนกลุ่มนี้มีความคับข้องใจกับการที่ชนชั้นนำไม่ยอมเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ส่วนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด พลังการเมืองบ้านใหญ่แบบเก่ารวมตัวกันในนามพรรคภูมิใจไทย หันมาใช้นโยบายประชานิยม และอิงกับฝ่ายอนุรักษ์ ทำให้มีพลังมากพอในการจัดตั้งรัฐบาล

...การเมืองปัจจุบันว่ามีพลังสำคัญ 3 ส่วน จาก 3 ที่มา ส่วนแรกคือคนรุ่นใหม่ มีฐานเสียงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง และต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและจริงจัง ส่วนที่ 2 คือคนจนในเมืองและชนบท ซึ่งเผชิญปัญหาความไม่ยุติธรรมในการกระจายรายได้ โดยมองว่าคนกลุ่มนี้จะยังเลือกการเมืองเก่า บ้านใหญ่ และนโยบายประชานิยมของพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทยต่อไป ส่วนที่ 3 คือพลังอนุรักษ์ ที่เรียกว่า “low vote but high profile” แม้มีคะแนนเสียงไม่มาก แต่สามารถมีบทบาทต่อจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองได้

“ธีรยุทธ”ให้ทัศนะว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังติดกับดักการผลิตแบบสะดวก ใช้เทคโนโลยีเก่า แรงงานราคาต่ำ และเน้นการเติบโตภายในมากกว่าการส่งออก นอกจากนี้ ไทยยังไม่เคยเน้นประสิทธิภาพในการผลิตและการปรับตัวอย่างเพียงพอ แต่กลับเกิด “วงจรอุบาทว์” ที่ทำลายประสิทธิภาพเศรษฐกิจ โดยมีรัฐไทย ทั้งนักการเมืองและข้าราชการเป็นเจ้ามือใหญ่ ผ่านนโยบายและโครงการก่อสร้างตั้งแต่ถนน ทางด่วน รถไฟ รถไฟฟ้า ท่าเรือ อาคารราชการ อุโมงค์ ไปจนถึงโครงการระดับท้องถิ่น โครงการเหล่านี้เอื้อต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ และมองว่า ที่ผ่านมาประเทศสูญเสีย “ทุน” สำคัญหลายด้าน ทั้งทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ ทุนด้านความยุติธรรมและการปกครองโดยกฎหมาย ทุนทางวัฒนธรรม และทุนด้านความเชื่อใจหรือ Trust โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อบุคคลและสถาบันหลักของสังคม เช่น พระสงฆ์ ตำรวจ ศาล ข้าราชการ นักการเมือง และกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ซึ่งลดลงอย่างมากจากปัญหาคอร์รัปชัน การเรียกรับสินบน และการขาดจริยธรรมและจรรยาบรรณ

 “ธีรยุทธ”วิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทย โดยแสดงความเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทย ติดกับดักทั้งผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเก่า ขาดนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และพื้นฐานที่จะก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุค Disruption และ AI ขณะเดียวกัน คนจนในเมืองและชนบทกำลังถูกผลักให้มีหนี้สินเพิ่ม รายได้สุทธิลดลง และลดทั้งปริมาณและคุณภาพการบริโภค เราเป็นชาติที่ล้มเหลวแล้ว แต่ไม่ถึงรัฐล้มเหลว ยังมีโอกาสลุกขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัญหาคนจนจะเป็นชนวนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของการเมืองไทย

สร้าง 'ฉันทมติ' ใหม่

ให้ประชาชนกำหนดอนาคตประเทศ

และในงานเดียวกัน ยังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และรศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โดยทั้งหมดได้มาร่วมกันแสดงความคิดเห็นถึง ปัญหาการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงสามสิบปีที่ผ่านมา พร้อมกับแสดงความคิดเห็นโดยมองไปข้างหน้าถึงทิศทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยต่อจากนี้ โดยมีเนื้อหาบางส่วน ที่นำมาบันทึกไว้

 “อภิสิทธิ์”ให้ทัศนะว่า ปัญหาที่สะสมของประเทศไทยมาจากโครงสร้างทั้งการเมืองและเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการหลุดพ้นจากสภาพความเสื่อมถอยของศักยภาพประเทศ ไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงมาตั้งแต่ช่วงที่ผมเป็นนายกรัฐมนตรี และจนถึงวันนี้ยังไม่สามารถขยับขึ้นไปเป็นประเทศรายได้สูง ขณะที่ประเทศอื่นซึ่งเคยตามหลังกำลังไล่ตามและแซงหน้า ในด้านเศรษฐกิจ ปัญหาสำคัญคือโครงสร้างธุรกิจกึ่งผูกขาดซึ่งไม่สร้างแรงผลักดันให้เกิดการแข่งขันและการยกระดับประสิทธิภาพ หากโครงสร้างเศรษฐกิจยังก้าวไม่พ้นการผูกขาด การเติบโตและการกระจายรายได้ก็จะมีปัญหา เพราะการเพิ่มทักษะและประสิทธิภาพต้องมาพร้อมการแข่งขัน

“หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยมีโจทย์สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การรื้อกฎกติกาทางธุรกิจให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม, การลงทุนในคนและปรับระบบการศึกษาโดยไม่จำกัดเฉพาะเด็กและนักศึกษา แต่รวมถึงคนวัยทำงาน และการแก้โครงสร้างทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ โดยวุฒิสภาและองค์กรอิสระ ต้องมีความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชนมากขึ้น

“หากประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน จำเป็นต้องหาฉันทมติร่วมกัน สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ตัวแทนของประชาชนสามารถผลักดันนโยบายและเจตนารมณ์ของประชาชนได้ ขณะเดียวกันต้องถูกกำกับด้วยธรรมาภิบาล จุดตั้งต้นจึงควรเป็นการให้ประชาชนสามารถกำหนดอนาคตของประเทศ คนที่ใช้อำนาจต้องมาจากประชาชน แต่ผู้ที่มาจากประชาชนก็ต้องถูกจำกัดขอบเขตไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิด”

ความคิดเห็นของนายอภิสิทธิ์ ทำให้ “ดร.สุริยะใส”กล่าวเสริมว่าช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา การพูดถึง “ฉันทมติ” เป็นเรื่องยาก แต่สถานการณ์รอบนี้อาจมีโอกาสมากขึ้น เพราะภูมิทัศน์ของการเมืองแบบแบ่งสีเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้คนที่เคยอยู่คนละฝ่ายและผ่านการต่อสู้ทางการเมืองมายาวนานเริ่มกลับมาพูดคุยกันถึงอนาคตประเทศ สัญญาณดังกล่าวอาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้บ้านเมืองขยับไปข้างหน้าได้ ควรสร้างกระบวนการหรือแคมเปญต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปี เพื่อสร้างฉันทมติทั้งในและนอกสภาฯ

ด้าน”ธนาธร ประธานคณะก้าวหน้า”กล่าวว่า หากมองย้อนหลัง 30 ปี ช่วง 10 ปีแรกเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความพยายามปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นรูปธรรมและเกิดความก้าวหน้าหลายด้าน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2549 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “2 ทศวรรษที่สูญหาย”ตลอด 20 ปี ประเทศไทยใช้เวลาไปกับการหาทางออกทางการเมืองที่วนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง ขณะที่เศรษฐกิจไทยระหว่างปี 2549-2568 เติบโตเฉลี่ยเพียง 2.6% ต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกและหลายประเทศในอาเซียน ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างงานและอุตสาหกรรมใหม่ได้เพียงพอ ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ การชุมนุมใหญ่ 4 ระลอก นายกรัฐมนตรีถูกสั่งพ้นจากตำแหน่ง 5 คน พรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค การเลือกตั้งถูกโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้รัฐบาลไม่มีเวลาหรือสมาธิพอสำหรับการวางนโยบายระยะยาวที่ต้องใช้เวลาต่อเนื่องเป็นสิบปี การใช้วิธีการหรือกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหาการเมืองตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริง แต่กลับฉุดรั้งสังคมไทย หากต้องการให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า ต้องยึดมั่นและพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น

“ธนาธร”ย้ำว่า หากจะวางกติกาหรือเขียนรัฐธรรมนูญร่วมกัน ครั้งนี้ต้องทำให้แตกต่างจากอดีต โดยเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามาพูดคุย ไม่เฉพาะนักการเมือง แต่รวมถึงกองทัพ เครือข่ายจารีตประเพณี ระบบราชการ และภาคประชาสังคม เพื่อให้แต่ละฝ่ายนำความต้องการและความจำเป็นของตนมาวางบนโต๊ะ และหาข้อตกลงที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ หากการแก้ไขทั้งฉบับยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ อาจต้องเดินหน้าแก้เป็นรายมาตรา แต่เป้าหมายสำคัญกว่าคือการสร้างฉันทมติและข้อตกลงที่ทำให้คนในสังคมสามารถอยู่ร่วมกันได้

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

3 ทศวรรษไทยโพสต์ เหลียวหลังแลหน้า ประเทศไทย ในเกมอำนาจโลก

สถานการณ์โลกในบริบทต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ดูจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลายคนเคยคิด หลังเกิดเหตุสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน

๑๗ ตุลาฯ ๑๘.๐๐ น. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมฟังธรรม .. ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ของชาวไทย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา สายฝนที่ตกพรมมาหลายเดือน จนน้ำเจิ่งนองไปทั่ว กำลังค่อยๆ ลาจากภาคอีสานและภาคเหนือ ฝากไว้แต่ความชุ่มฉ่ำจนล้นเหลือบนแผ่นดิน  ขณะที่สายลมหนาวยามต้น เริ่มโชยพัดผ่านแนวป่าและขุนเขาภูพาน เป็นสัญญาณว่า ไม่นานจะมีการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลอีกครั้ง..

สารเคมีเกษตร.....................มหันตภัยจริงไหม

เมื่อสัปดาห์ก่อนมีข่าวร่อนอยู่ตามโซเชียลมีเดียว่า ผักที่นำเข้าจากประเทศจีนมีสารเคมีตกค้าง สารเคมีที่ว่านี้ข่าวรายงานว่า คือ ฟอร์มัลดีไฮด์ (เหมือนกับที่ใช้ดองศพอาจารย์ใหญ่นั่นแหละ)

ภูมิใจไทย เขย่าภาษีบาป เราไปแตะหม้อข้าวเขา

ยังคงมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและสส.พรรคภูมิใจไทย เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร

อัศจรรย์แห่งธรรม .. ในวิกฤตการณ์!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา ในแวดวงนักวิชาการศาสนา รวมถึงนักปฏิบัติธรรม.. ได้มีการกล่าวถึง วิกฤตการณ์ธรรมชาติกับการกระทำของมนุษย์.. กันมาก ทั้งกล่าวแยกส่วนและเชื่อมโยง ที่สรุปได้ใจความว่า ภัยธรรมชาติมีเหตุทางธรรมชาติของมันเอง แต่ขณะเดียวกัน การกระทำของคนเราย่อมมีส่วนเพิ่มความรุนแรง.. ความถี่ และความอ่อนไหวให้เกิดมากขึ้นได้...

คืนเวลาและศักดิ์ศรีให้ประชาชน: ถอดบทเรียนสหรัฐฯ สู่การทลายเขาวงกตภาครัฐด้วย AI

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เห็นโพสต์ที่น่าสนใจมากจาก พล.อ.ต. ดร.อมร ชมเชย เกี่ยวกับหน้าเว็บไซต์ภาครัฐของสหรัฐอเมริกา (america.gov) ซึ่งเปิดหน้าแรกมาด้วยข้อความสั้นๆ แต่ทรงพลังอย่างยิ่งว่า: