จากสุวรรณภูมิ.. สู่แคว้นคันธาระ (ปากีสถาน).... (ตอนที่ ๑๒) พรรษาประวัติศาสตร์ (ปี ๒๕๖๕) .. ณ นครตักกศิลา

  • สู่     .. ร่องรอยอารยธรรมพุทธศาสนา ในอาณาจักรกุษาณะ (เปศวาร์/ปุรุษปุระ)

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... จากที่ได้กล่าวมาในตอนที่แล้ว... แต่ด้วยการจัดการประสานงานของกองโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์เปศวาร์.. รัฐ KP Dr.Abdul Samad Director Archeology & Museums จึงได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าไป เพื่อเข้าไปเยี่ยมชมการทำงานบูรณะพระมหาสถูปติดชายแดนอัฟกานิสถาน ด้าน Khyber Pass... ดังกล่าว ซึ่งใช้หินแกรนิตในพื้นที่เข้าซ่อมแซมบูรณะ จนได้สภาพรูปร่างของพระสถูปคืนกลับมาเกือบสมบูรณ์ โดย ดร.ซามัดกล่าวว่า

 “ใช้เวลา ๓ ปี ตามแผนงานที่จะบูรณะให้คืนกลับมาอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด.. คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี ๒๕๖๗.. คือ ๒ ปีข้างหน้า...” (ในขณะที่ ดร.ซามัดกล่าวอยู่นั้น กองโบราณคดีฯ ของ KP ได้ทำการบูรณะผ่านมาแล้ว ๑ ปี.. คือ ปี พ.ศ.๒๕๖๔)

เมื่อได้ไปเห็นสภาพงานจริงของการบูรณะของหน่วยงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์เปศวาร์ แห่ง KP.. ก็ต้องยอมรับในความตั้งใจจริงของ Dr.Abdul Samad และทีมงาน แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากในหลายมิติ.. แต่ก็ยังได้เห็นผลงานที่ก้าวหน้า.. จนเป็นรูปร่าง

จึงได้แนะนำให้คณะศรัทธาชาวไทยที่ตามไป ร่วมบริจาคเพื่อบูรณะพระมหาสถูปดังกล่าว จากกองทุนอารยวังโส.. ที่พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาได้ถวายไว้ เพื่อเรียกใช้จากลูกศิษย์ผู้ดูแลได้ในสิ่งที่เหมาะควรต่อสมณะเรียกใช้ตามมูลค่าดังกล่าว

แม้จะไม่ใช่จำนวนเงินมากมาย.. แต่มีคุณค่าทางจิตใจ.. เพื่อแสดงน้ำใจในการสนับสนุนเกื้อกูลการทำงานของกองโบราณคดีฯ แห่งเปศวาร์ ภายใต้การนำของ Dr.Abdul Samad Director ที่เดินทาไปร่วมอำนวยความสะดวกและถวายความรู้ด้วยตนเองตลอดรายการ ก็ได้แต่หวังว่า.. หากมีโอกาสมาเยี่ยมเยียนพื้นที่ชายแดน Khyber Pass.. อีกครั้ง.. จะได้มาถวายสักการะ พระมหาสถูปองค์สมบูรณ์ อีกครั้ง...

หลังจากนั้นจึงรับนิมนต์ไปตรงจุดตรวจการณ์ที่ช่องเขา Khyber Pass.. เส้นทางเชื่อมโยงระหว่างอัฟกานิสถานและปากีสถาน อันเป็นช่องทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ.. ที่ทับซ้อนมาหลายสมัย สืบสานร่องรอยต่างๆ มากมายทั้งดีและไม่ดี... อันเชื่อมต่อเรื่องราวเข้าสู่ หุบเขาเปศวาร์ (Peshawar Valley)

การจะศึกษาร่องรอยอารยธรรมพุทธศาสนาจากมรดกโลกใน หุบเขาเปศวาร์ จึงควรรู้จักความสำคัญของเมืองเปศวาร์ ที่พระเจ้ากนิษกะทรงเลือกเป็นเมืองหลวงหลักของอาณาจักรกุษาณะ โดยมีประวัติโดยย่อ ดังนี้

 “ชื่อเมือง เปษวาร์ (Peshawar) มาจากชื่อเดิมเป็นภาษาสันสกฤตว่า ปุรุษปุระ หรือ เปษาวูร แปลความหมายว่า เมืองของมหาบุรุษ อันเป็นไปตามคติธรรมในพุทธศาสนา ที่แปล ปุรุษ (ปุริสะ) หมายถึงบุคคลที่มีความดีงาม

 “เปษวาร์” หรือที่นิยมเขียนกันในปัจจุบันด้วยคำ “เปศวาร์” เป็นดินแดนที่สำคัญยิ่งในตอนเหนือของชมพูทวีป ด้วยตั้งอยู่ใกล้ ช่องเขาไคเบอร์ (Khyber Pass) ซึ่งรองรับและซึมซับร่องรอยจากเรื่องราวต่างๆ ไว้มากมาย ด้วย ช่องเขาไคเบอร์ เป็นดุจประตูบ้านเมืองประตูเดียวทางตอนเหนือของชมพูทวีป ที่ผู้คนในทุกยุคสมัย หากสัญจรมาจากเอเชียกลางหรือเอเชียใต้ ก็จะต้องใช้ช่องทางดังกล่าว.. ช่องทางเดียว โดยเฉพาะการเคลื่อนสรรพกำลังมากมายทั้งหมู่ชน รถรา ม้าช้าง สิ่งของ สินค้า เครื่องใช้ทั้งปวง

ดังที่นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกยอมรับเป็นคติเดียวกันว่า การเคลื่อนทัพของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ก็ต้องผ่านช่องทาง Khyber Pass .. ตลอดจนถึงทุกกองกำลังของกลุ่มชนต่างๆ ไม่ว่าจะเข้ามาทำการค้าขาย.. อพยพมาหาทำเลถิ่นฐานเพื่ออยู่อาศัยทำมาหากิน.. หรือการยกกองกำลังจากภายนอกเพื่อเข้ามารุกราน โจมตี ยึดครอง ปล้นสะดม.. ก็ต้องอาศัยช่องทาง Khyber Pass .. เช่น กลุ่มชนอารยัน กลุ่มกุษาณะ กลุ่มฮั่น กลุ่มเตอร์ก กลุ่มมองโกล และกลุ่มโมกุล..

เมืองเปศวาร์ (Peshawar) จึงเป็นเมืองสำคัญต่อการควบคุมดูแลเส้นทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว.. จึงเกิดการตั้งเมืองเปศวาร์เป็นเมืองหลวง.. ควบคู่กับเมืองตักศิลาที่เป็นเมืองหลวงของแคว้นคันธาระมายาวนาน ที่ต่อมาราชวงศ์กุษาณะได้ปกครองทั่วแว่นแคว้นฝ่ายเหนือในชมพูทวีป.. และแผ่ราชอำนาจไปสู่พื้นที่ต่างๆ ในมัชฌิมชนบท.. จนถึงมคธ.. และวังสะ...”

พระเจ้ากนิษกะ แห่งราชวงศ์กุษาณะ จึงได้ทรงย้ายเมืองหลวงจาก ปุษกลวดี (Pushkalavati) ปัจจุบันคือเมือง Chassadda มายัง Peshawar ด้วยความตระหนักถึงช่องเขา Khyber Pass .. อันเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่ควรควบคุมไว้ให้อยู่ในปกครองให้ได้

ด้วยความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาสมัยพระเจ้ากนิษกะ ระหว่าง พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐ .. ที่เข้าสู่พุทธศาสนายุคมหายานตอนต้น ที่มีพุทธศาสนานิกายสรวาสติวาทิน .. นิกายศูนยวาท มีบทบาทในการปลูกฝังแนวพุทธมหายานไว้เป็นพลังขับเคลื่อนในเรื่องพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ด้วย ความศรัทธาของพระเจ้ากนิษกะ .. จึงได้เห็นความสืบเนื่องอย่างเจริญเติบโตอย่างสูงของพุทธศาสนาในฝ่ายภาคเหนือของชมพูทวีป ที่ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “พุทธฝ่ายเหนือ”

ดังปรากฏเรื่องราวความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาที่ภิกษุฮ่วนฉ่าง (Hiuen Tsang) หรือพระถังซัมจั๋ง ซึ่งเข้ามาสู่ชมพูทวีปประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒.. ได้เขียนบันทึกประวัติและอุปนิสัยของ พระเจ้ากนิษกมหาราช ไว้อย่างน่าสนใจว่า...

 “พระเจ้ากนิษกมหาราชทรงเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์กุษาณ โดยทรงสืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าเร่ร่อน ซึ่งเรียกว่า “ยุเอจิ” (Yuen-Chi) ชนเผ่านี้ได้ตั้งถิ่นฐานอยู่ใน อาณาจักรแบกเทรีย (Bactria) แล้วละทิ้งนิสัยชอบเร่ร่อน ครั้นเมื่อเวลาล่วงมาถึงช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๕ พวกเขาได้เริ่มทำการโจมตีอินเดียชนเผ่ายุเอจิมี ๕ กลุ่ม พวกกุษาณเป็นกลุ่ม ๑ ในจำนวน ๕ กลุ่ม โดยมีหัวหน้าชื่อว่า กุชูละ การา กัทฟิเสส (Kujula Kara Kadphises) ผู้สร้างความยิ่งใหญ่เหนืออีก ๔ กลุ่ม และเวลาต่อมา กุชูละ การา กัทฟิเสส ได้สร้าง ราชวงศ์กุษาณ (The Kushan dynasty) ในอินเดีย โดยรู้จักกันในประวัติศาสตร์อินเดียว่า กัทฟิเสสที่ ๑ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์กุษาณได้ทรงสร้างจักรวรรดิยิ่งใหญ่ในอินเดียโดยทรงเริ่มปกครองเมื่อประมาณปี พ.ศ.๕๙๑–๗๖๓ พระเจ้ากัทฟิเสสที่ ๑ ทรงเริ่มใช้ ศักราชศกะ (Saka Era) และในปี พ.ศ.๖๒๑ พระเจ้ากนิษกมหาราช หรือพระเจ้ากนิษกะที่ ๓ ทรงครองราชย์สมบัติ พระองค์ทรงเป็นนักพิชิตยิ่งใหญ่ และทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนานิกายอาจริยวาท หรือนิกายสรวาสติวาทินี (Sachchidananda Bhattacharya)

ราชสำนักของ พระเจ้ากนิษกมหาราชได้เปลี่ยนแปลงโยกย้ายไปตามฤดูกาล เช่น ในฤดูหนาวราชสำนักย้ายไปอยู่ตามรัฐต่างๆ ในอินเดีย แล้วแต่ทรงเลือก ครั้นถึงฤดูร้อน ราชสำนักย้ายไปอยู่ที่รัฐกปิศะ ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของทิวเขาหิมาลัยตอนต้น

ครั้นเข้า ฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ราชสำนักย้ายไปอยู่ที่รัฐคันธาระ แต่ละแห่งที่พระองค์เสด็จไปประทับได้โปรดฯ ให้สร้าง พุทธวิหารไว้เป็นที่ระลึก ทรงบำรุง บูรณะ สถาปนาพระสถูปเจดีย์ ทรงบริจาคไทยธรรมถวายพระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมาก เมื่อพระองค์ทรงว่างราชกิจก็ทรงฝักใฝ่ใน การศึกษาพระธรรมวินัย ถึงกับทรงอาราธนาพระเถระผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกไปถวายพระธรรมเทศนาใน พระราชวังวันละ ๑ รูป เป็นประจำ และผลจาก การทรงสดับพระธรรมเทศนา นั้น พระเจ้ากนิษกมหาราชทรงบังเกิด พระวิมติกังขาให้หลักธรรมต่างๆ ขึ้น ด้วยว่า คณาจารย์แต่ละรูปที่ได้รับอาราธนาให้ไปแสดงพระธรรมเทศนาถวายนั้นมาจากต่างนิกาย ย่อมแสดงหลักธรรมตามคตินิยมของนิกายนั้น หลักธรรมนานาประเภทย่อมมีทรรศนะไม่ตรงกันบ้าง พระเจ้ากนิษกมหาราชจึงทรงบังเกิดวิจิกิจฉาว่า จักทรงเลือกเอาคติใดแน่นอน แต่ครั้งนั้นมีพระคณาจารย์รูปหนึ่งชื่อว่า ปารศวะ เป็นพระภิกษุในนิกายสรวาสติวาทิน ซึ่งเป็นนิกายที่มีอิทธิพลอยู่ในภาคเหนือของอินเดีย ก่อนที่พระภิกษุปารศวะได้เป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้ากนิษกมหาราชนั้น พระองค์ได้ตรัสปรับทุกข์ในเรื่องที่ทรงกังขาอยู่ และทรงปรารถนาเพื่อยกสังคายนาชำระพระธรรมวินัยให้ผ่องแผ้ว พระภิกษุปารศวะได้ถวายอนุโมทนา ด้วยเหตุนี้พิธีสังคายนาจึงบังเกิดขึ้น แต่เป็นสังคายนาในพระธรรมวินัยของ นิกายสรวาสติวาทิน

สำหรับ นิกายสรวาสติวาทิน .. ที่อ้างตนเป็นเถรวาทหรือหีนยาน ซึ่งมีบทบาทมากในยุคสมัยพระเจ้ากนิษกมหาราช จนเกิดการก่อตัวขึ้นเป็นยุคพุทธมหายานตอนต้น (พ.ศ.๔๐๐-พ.ศ.๗๐๐) โดยมีสิ่งสำคัญที่บันทึกไว้ในหนังสือเรียนพุทธศาสนาอย่างปัญญาชนดังนี้...

 “ยุคที่ ๒ ยุคมหายานตอนต้น (ระยะฟักตัว) หลัง พ.ศ.๔๐๐–๗๐๐

พุทธศาสนาฝ่ายคล้อยตามโลก (โลโกตตรวาทิน) หรือที่เรียกตัวเองว่า นิกายมหาสังฆิกะ ค่อยๆ ฟักตัวเองจากความเชื่อถือของคนท้องถิ่น โดยเอาใจมหาชนให้เลื่อมใสด้วยวิธีคล้อยตาม เช่น พราหมณ์มีอะไร ทางนิกายมหาสังฆิกะก็แต่งคัมภีร์หรือนิทานให้เข้าเรื่องกัน ได้โดยใช้ชื่ออย่างใหม่ให้เกี่ยวข้องกับ พุทธมติดั้งเดิมไว้บ้างพอเป็นเชื้อสาย นักปราชญ์สำคัญ ๒ คน ที่ก่อรูปพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในลักษณะดังกล่าวนั้น คือ อัศวโฆษ กับ นาคารชุน แต่แม้ว่า จะตีพุทธมติดั้งเดิมไปแล้ว แต่ในยุคนี้ยังไม่มีการเหยียบย่ำซ้ำเติมฝ่ายดั้งเดิมอย่างไร ยังไม่มีคำว่า หีนยาน-มหายาน... (ติดตามอ่านตอนต่อไป).

เจริญพร

[email protected]

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“กระแสหลงเชื่อ .. ในภาวะหลงผิด” กรณี.. ตนบุญผู้วิเศษภาคเหนือ!!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา... สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏเรื่องราวฉาวโฉ่ กรณีนักทำนายทายทักที่อ้างมีสื่อวิเศษ สามารถติดต่อโลกจิตวิญญาณในมิติภพภูมิต่างๆ.. เพื่อนำข่าวสารมาบอกกล่าวให้กับคนในโลกมนุษย์ได้ โดยสามารถเข้าไปเปิดดู บัญชีวิบากกรรมของแต่ละคน ที่กระทำไว้ในอดีตชาติ เพื่อนำไปสู่ การแก้กรรม .. ตามลัทธิความเชื่อโลกอัตตสัญญา ที่ถือว่า วิญญาณเที่ยงแท้.. อันเป็น มิจฉาทิฏฐิ เข้าขั้น จิตหลงผิด (Delusional Disorder) อย่างรุนแรง

ชัชชาติ นำโด่งม้วนเดียวจบ สก.50 เขต ผลเลือกตั้ง ได้สภากทม."ส้ม-เขียว-แดง-ฟ้า"

สนามเลือกตั้งท้องถิ่น เมืองหลวง กรุงเทพมหานคร เริ่มคึกคักมากขึ้นเรื่อย ๆก่อนถึงวันเปิดรับสมัครผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(สก.) ที่จะเริ่มรับสมัคร 28 พ.ค.และเลือกตั้งวันที่28 มิ.ย.

บทบาท .. “นายกรัฐมนตรี” ในภาวะเสี่ยง .. ของสังคมที่ถดถอย!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เช้านี้ (๕ พ.ค.๖๙) หลังจากบิณฑบาต ได้กลับมานั่งรอหมอนำบุรุษพยาบาลมาเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าต่างๆ ที่ต้อง เฝ้าระวังความเสี่ยงในภาวะชีวิตเริ่มถดถอย... อันเนื่องจากความชราพยาธิกัดกิน ที่แสดงความเป็นจริงว่า.. ที่สุดแห่งชีวิต รูปนี้ย่อยสลายสูญสิ้น อันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ..

แนะนำ 3 เว็บไซต์สำหรับผู้ต้องการอ่านบทความอาหารเพื่อสุขภาพ

ในปัจจุบันอาหารเพื่อสุขภาพ กลายเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่มาแรงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลดน้ำหนัก การดูแลรูปร่าง หรือการป้องกันโรคในระยะยาว หลายคนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งที่กินมากขึ้น

“ทำดี .. ให้ลูก ทำถูก .. ให้หลาน” ส่งต่อมรดกความดีงาม .. ให้สังคม!

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. เทศกาลสงกรานต์ประเพณีไทย นับเป็นวันขึ้นปีใหม่ตามประเพณีโบราณ โดยมีความสำคัญหลักในการส่งผ่านความกตัญญูกตเวทีในวิถีวัฒนธรรม.. ด้วยการทำบุญสรงน้ำพระ.. รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่เพื่อขอพร ก่อเจดีย์ทรายในวัดวาอาราม... และการกลับคืนสู่ครอบครัวเพื่อแสดงถึงความรักสามัคคี เพื่อเริ่มต้นชีวิตอย่างมีมงคล