ถอนรากถอนโคน ขบวนการล้มล้างสถาบันฯ กับเบื้องหลังสู้คดีศาลรธน.

แรงกระเพื่อมทางการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคำร้องคดีแกนนำกลุ่มม็อบคณะราษฎร 63 มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครอง ออกมาเมื่อวันพุธที่ 10 พ.ย. ยังคงต้องติดตามต่อไป เพราะยังมีความเห็น-ท่าทีจากบางฝ่ายทั้งแนวร่วมกลุ่มผู้เคลื่อนไหว-พรรคการเมือง-นักวิชาการสายรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ที่เห็นแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันผลพวงหลังมีคำวินิจฉัยดังกล่าว น่าติดตามเช่นกันว่าจะมีเอฟเฟ็กต์ทางการเมืองอย่างไรตามมาหรือไม่ เช่น การเอาผิดคดียุบพรรคการเมือง รวมถึงการเคลื่อนไหวของม็อบจะนำประเด็นเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหวต่อไปหรือไม่

“ณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน” ในฐานะ ผู้ร้องคดี ดังกล่าว กล่าวถึงกระบวนการทางข้อกฎหมายและการขยายผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวว่า สิ่งแรกคือต้องดูที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันทุกองค์กร โดยหัวใจสำคัญของคำวินิจฉัยคือ การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องมีเจตนาเพื่อจะล้มล้างระบอบการปกครอง-ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์

คนพวกนี้ไม่ได้เรียกร้องเรื่องการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข..คนที่สมควรถูกลงโทษมากที่สุดก็คือคนที่อยู่เบื้องหลัง ที่เป็นผู้ชักนำ คนที่เป็นตัวการ คนที่ไปเอาคนอื่นมาติดคุกแล้วตัวเองอยู่สบาย..ต้องถอนรากถอนโคนคนพวกนี้ 

...นัยระหว่างบรรทัดในคำวินิจฉัยคือ พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่แสดงออกทั้งหมดไม่ได้ส่อว่าต้องการจะปฏิรูปการเมือง หรือปฏิรูปกฎหมายอะไร แล้วก็ไม่ได้ทำเพื่อประชาชน แต่ทำเพื่อคนที่อยู่เบื้องหลัง โดยการกระทำของบุคคลพวกนี้มันไม่ได้เกิดจากการที่เขาคิดเองทำเอง แต่มาจากคนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเป็นคนบอกให้ทำ โดยใช้ปมด้อยของกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวมาเป็นจุดขาย เช่น บางคนอยากดังอยู่แล้ว จ้างง่าย ก็ส่งคนพวกนี้มา

ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่ามี เครือข่าย-องค์กร เป็นแนวร่วมด้วยนั้น มองว่าศาลไม่ได้วินิจฉัยเฉพาะ 3 แกนนำตามคำร้อง แต่ยังมีเครือข่ายองค์กรร่วม ที่ทำงานและจัดตั้งมาเคลื่อนไหวเพื่อล้มล้างอย่างเป็นระบบ มีการจ้างคนอีกหลายส่วนมาทำงาน เช่น นักคอมพิวเตอร์หรือจ้างคนไปปั่นป่วนตามที่ต่างๆ มีการจ่ายเงินจ่ายทองให้มาปั่นป่วน เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานหลายวันที่แยกสามเหลี่ยมดินแดงมาใช้ความรุนแรง มีการเผาในช่วงการชุมนุม พวกนี้มีการทำอย่างเป็นระบบ มีคนทำงานด้วยกันเป็นเครือข่าย ที่เรามีรายชื่อคนที่เกี่ยวข้องหมด

สิ่งเหล่านี้ผมได้ยืนยันให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คนพวกนี้ไม่ได้เรียกร้องเรื่องการปฏิรูปตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถึงยืนยันได้ว่าเครือข่ายล้มเจ้ามีจริง มีรายชื่อคนที่เกี่ยวข้องหมด

“ณฐพร-ผู้ร้องคดีล้มล้างการปกครองฯ” กล่าวว่า เมื่อผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องนำคำวินิจฉัยไปพิจารณาดำเนินการต่อไป เช่น การพิจารณาเอาผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในข้อหากบฏ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในเรื่องความผิดต่อความมั่นคง เช่น การเอาผิดมาตรา 112 มาตรา 116 มาตรา 215 ส่วนพรรคการเมือง หากพบชัดว่าเกี่ยวข้องก็ต้องเอาผิดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองฯ มาตรา 45, มาตรา 92

ตั้งแต่ออกมาเคลื่อนไหวยื่นเรื่องไปยังหน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบ คนในครอบครัว ช่วงแรกเขาก็ไม่เข้าใจ แอนตี้ผม บอกว่าไม่อยากให้เข้าไปยุ่ง ไม่คุยกับผม ..ถึงกับบอกจะขอเปลี่ยนนามสกุล แต่ตอนหลังเขาได้รู้พฤติกรรมต่างๆ ของคนที่ยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ ก็เริ่มเห็นด้วยกับผม

ส่วนอาจารย์มหาวิทยาลัยคนใดที่เกี่ยวข้องในการให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวดังกล่าวเมื่อวันที่ 10 ส.ค.2563 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ก็ต้องมีการดำเนินคดี เช่น คดีอาญาและทางวินัย เพราะถือว่ามีความผิดเกิดขึ้นแล้ว เพราะผลคำวินิจฉัยออกมาแล้วว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเข้าข่ายมีความผิด คนที่เกี่ยวข้องในการอนุญาตให้ใช้สถานที่จัดชุมนุมเมื่อ 10 ส.ค.2563 ก็ต้องถูกดำเนินการ โดยหน่วยงานที่ต้องนำคำวินิจฉัยของศาลไปดำเนินการสอบสวนเอาผิดมีทั้งรัฐบาล-อัยการ-กรรมการการเลือกตั้ง-ตำรวจ-มหาวิทยาลัย ซึ่งหากไม่มีการดำเนินการใดๆ ก็จะถูกเอาผิดฐานละเว้น ตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาได้ 

สำหรับเรื่องของพรรคการเมือง คือ พรรคก้าวไกล นั้น ก่อนหน้านี้ เคยไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาไต่สวนพรรคก้าวไกลไปตั้งแต่ปี 2563 แล้ว โดยหลังยื่นไปแล้ว ก็ได้ทยอยส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปให้ กกต.เรื่อยๆ เช่น เอกสารจากสำนักงานตำรวจสันติบาล เพื่อให้ กกต.ไต่สวน โดยเรื่องดังกล่าวได้ยื่นให้ไต่สวนเอาผิด กรรมการบริหารพรรคและ ส.ส.ของพรรคก้าวไกลบางคน 

ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเมื่อ 10 พ.ย. ทราบข่าวว่า สำนวนเรื่องนี้ กกต.พิจารณาเสร็จแล้ว ทาง กกต.คงรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีล้มล้างมาประกอบ คิดว่าคดีพรรคก้าวไกลในชั้น กกต.คงเสร็จภายในไม่เกิน 1-2 เดือนนี้ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า คิดว่าสำนวนคำร้องคดีพรรคก้าวไกลที่ยื่นต่อ กกต. จะสามารถเอาผิดถึงขั้นยุบพรรคก้าวไกลและเอาผิดพวก ส.ส.ก้าวไกล เช่น ใช้ตำแหน่ง ส.ส.ไปยื่นขอประกันตัวแกนนำม็อบได้หรือไม่ ณฐพร กล่าวอย่างมั่นใจว่า ผิดแน่นอน ซึ่งในส่วนของ ส.ส.พรรคก้าวไกลนั้น ยังมีการยื่นแยกออกไปอีกต่างหาก คือมีการยื่นเอาผิด ส.ส.พรรคก้าวไกล 7-8 คน กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2562 ที่ให้ครอบคลุมถึงรัฐมนตรีและ ส.ส. โดยเรื่องนี้เคยยื่นให้สำนักงาน ป.ป.ช.ไต่สวนไปแล้ว โดยสาเหตุที่มั่นใจว่าเรื่องพรรคก้าวไกลเอาผิดได้ เพราะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาแล้วที่ผูกพันทุกองค์กร ดังนั้นเมื่อศาลบอกว่ามีการล้มล้าง ดังนั้นการกระทำที่ ส.ส.ไปเกี่ยวข้องด้วย มันผิดจริยธรรมร้ายแรงแน่นอน พวกนี้ถึงออกมาด่าผมเยอะ ตอนนี้ได้ข่าวว่ามีคนจ้างล่าตัวผมแล้ว จะมาทำร้ายผม แต่ผมไม่กลัวหรอก คนเราถึงเวลาตายก็ต้องตาย แต่หากต้องตายเพราะเรื่องที่เราทำ ผมก็พร้อม

ณฐพร-ผู้ร้องคดี กล่าวต่อไปว่า กระบวนการไต่สวนพิจารณาคำร้องคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ยืนยันได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีการเปิดโอกาสในการสู้คดีให้กับทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องอย่างเต็มที่ โดยศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาในการไต่สวนคำร้องร่วม 1 ปี มีการเสาะแสวงหาพยานเอกสาร มีการทำหนังสือไปขอเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ จนมีทุกอย่างครบหมด แล้วแบบนี้จะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินแบบไม่ยุติธรรมได้อย่างไร ก่อนหน้าการอ่านคำวินิจฉัย ผมก็มั่นใจมาตลอด เพราะพยานหลักฐาน พยานเอกสารต่างๆ ตามคำร้องรัดกุมมาก เพื่อให้เห็นภาพการกระทำตามคำร้อง เช่น มีการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ฯ-มีการเอาชื่อขึ้นบอลลูนฯ 

สิ่งเหล่านี้ที่มีการเคลื่อนไหว มีพยานหลักฐานหมด ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวที่มีการบันทึกเสียง แล้วแบบนี้จะต้องมีคนมาให้ความเห็นอีกหรือไม่ ที่บอกว่าจะปฏิรูป แล้วปฏิรูปคือการเผาทำลายหรือ พระบรมฉายาลักษณ์มีการกราบไหว้กันมาเป็นร้อยปีแล้ว ไปเผาทำลาย ถามว่าทำเพื่ออะไร หรือการไปนั่งหน้าสถานีตำรวจ แล้วเอาอาหารสุนัขโยนให้ตำรวจ การกระทำแบบนี้มันคือการทำให้ประเทศดีขึ้นหรือไม่ มันไม่ใช่    

พฤติการณ์การกระทำมันแสดงให้เห็นถึงเจตนา แสดงให้เห็นว่าคนที่ทำต้องการจะล้มล้าง ต้องการจะไม่ให้มีสถาบันพระมหากษัตริย์ การปฏิรูปต้องทำให้ดีขึ้น คือจะทำอย่างไรให้ประชาชนคนไทยสนับสนุนสถาบันให้เจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่มาสนับสนุนให้มีการต่อต้านสถาบัน แบบนี้มันไม่ใช่แล้ว มันผิดหลัก มันไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว

-ในการนำพยานหลักฐาน พยานเอกสารส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบการวินิจฉัย ได้มีการขอเอกสารไปยังหน่วยงานรัฐเยอะไหม และสิ่งที่ขอไปได้รับหรือไม่?

ก็เยอะ ทั้งสำนักงานตำรวจสันติบาล หน่วยข่าวกรองต่างๆ ก็ได้รับมาเยอะเพื่อประกอบคำร้อง อย่างข้อมูลเรื่องการรับเงินต่างชาติ ผมก็ทำเรื่องขอไปที่นายกรัฐมนตรี ทางนายกรัฐมนตรีก็ส่งเรื่องไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสภาความมั่นคงแห่งชาติ พอเขาส่งมา ผมก็ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ศาลท่านเองก็ทำ คือก็ทำเรื่องขอข้อมูลเอกสารไปด้วยเช่นกัน เมื่อข้อมูลสองทางตรงกัน ก็ทำให้การพิจารณาศาลก็เลยคงไม่พิจารณามากอีกทั้งคำร้อง ก็เรียงลำดับขั้นตอนต่างๆ ไว้หมด เช่น แกนนำคนไหน ไปทำอะไรที่ไหน โดยผมก็ยื่นซีดีประกอบคำร้องเข้าไปให้ศาลด้วย จนทั้งคำร้องและพยานหลักฐานมีความชัดเจน โดยที่พยานหลักฐานทุกชิ้น ศาลมีการส่งให้ผู้ถูกร้องหมดเพื่อให้ชี้แจงข้อกล่าวหา

ใครคือองค์กร-เครือข่าย

หนุนม็อบตามคำตัดสินศาล รธน.?

ถามย้ำถึงการที่บอกว่ามีการเคลื่อนไหวเป็นขบวนการ มีใครอยู่เบื้องหลัง ณฐพร ตอบว่า ตัวการหลักๆ ก็มีเช่น ทักษิณ ชินวัตร ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และกลุ่มนายทุนที่แอบแฝง ที่เคยทำมาค้าขายกับทักษิณ คนพวกนี้ก็อยู่เบื้องหลัง ส่วนต่างประเทศก็มีด้วยแน่นอน พวกสหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนเรื่องเงินผ่าน NED (National Endowment for Democracy) ที่ส่งมาให้ ถือเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ข้อหากบฏจึงถือว่ามีส่วนเอาผิดได้

เมื่อถามย้อนกลับไปถึงว่าเหตุใดจึงมีการยื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ และกระบวนการต่อสู้คดีก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร ณฐพร-ผู้ร้อง เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ได้ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักวิชาการคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในนาม กลุ่มนิติราษฎร์ ที่เคลื่อนไหวเรื่องมาตรา 112 ตอนแรกก็คิดว่าเป็นนักวิชาการ ก็มองว่าคงไม่มีอะไร แต่เมื่อคนในกลุ่มออกมาตั้งพรรคอนาคตใหม่ ก็พบว่าแนวทางพรรคไปตรงกับสมาคมอิลลูมินาติ (Illuminati) ที่เยอรมัน ก็เห็นว่าแนวคิดของคนในพรรค เช่น การไม่ต้องเคารพพ่อแม่ ไม่ต้องไหว้พระ ไม่มีศาสนา ซึ่งเป็นลักษณะแบบ new order แนวคิดใหม่ เราก็เห็นแล้วว่าท่าจะไม่ดี ผมก็เริ่มรวบรวมข้อมูลตั้งแต่นั้น ซึ่งในรัฐธรรมนูญมาตรา 49 และ 68 เราก็ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่กรณีล้มล้างการปกครอง ซึ่งตอนนั้นศาลก็ไม่ได้ตัดสินว่าผมแพ้ เพราะศาลวินิจฉัยว่า ที่ร้องมาเป็นความห่วงใยบ้านเมือง แต่ข้อมูลต่างๆ ที่ส่งมายังไม่ถึงขั้นว่าพรรคมีพฤติการณ์ล้มล้าง ศาลจึงยกคำร้อง แต่เรื่องความผิดทางอาญา ก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ต่อมาศาลก็สั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ในเรื่องคดีเงินกู้ไป ผมก็หยุดดำเนินการ แต่หลังจากนั้นแทนที่พวกนี้จะสำนึกว่ามันอาจมีความผิด ก็ปรากฏว่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวมีการชุมนุม เช่น ของกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์ ผมก็เริ่มติดตามสถานการณ์ตั้งแต่ตอนนั้น เพราะดูแล้วสถานการณ์เริ่มจะแรง ก็เริ่มติดตามหลายคน เช่น อานนท์ นำภา

...พอมีการนัดชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อ 10 ส.ค.2563 ผมก็ให้คนของผมไปบันทึกเสียงการชุมนุม ซึ่งเมื่อฟังการปราศรัยแล้วพบว่าแต่ละคนพูดจาจาบจ้วงมากขึ้นเรื่อยๆ ผมก็รวบรวมข้อมูลแล้วเขียนคำร้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญประมาณช่วง 19 ก.ย.2563 จากนั้นช่วงเดือน พ.ย. ปีเดียวกัน ศาลก็มีคำสั่งรับคำร้องไว้ไต่สวน แล้วคำร้องก็เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี เช่น ส่งคำร้องไปให้ฝ่ายผู้ถูกร้องที่ตอนแรกผมยื่นไป 8 คน แต่ศาลก็ตัดเหลือ 3 คน (อานนท์ นำภา-ภาณุพงศ์ จาดนอก-น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) ซึ่งกระบวนการไต่สวน ศาลก็มีการส่งทั้งคำร้อง พยานหลักฐานจากฝ่ายผม ไปให้ผู้ถูกร้องเพื่อให้ทำคำชี้แจงมาคัดค้าน ที่ก็มีการคัดค้าน เช่น การชุมนุมเมื่อ 10 ส.ค.2563 เลิกไปแล้ว จึงไม่ต้องมีคำสั่งให้เลิกทำอีก แล้วก็อ้างพยานประมาณ 8 คน เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ซึ่งคนพวกนี้ผมใส่ชื่อไว้แต่แรกแล้วว่าเป็นคนที่อยู่เบื้องหลัง เพราะนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวมาปราศรัยผมเห็นแล้วว่า เขาพูดโดยดูจากโทรศัพท์มือถือ คนที่อยู่เบื้องหลังคอยส่งข้อความมาให้พูด

ณฐพร เล่าให้ฟังอีกว่า แบบนี้เราก็รู้แล้วว่า คนอยู่เบื้องหลังคือใคร ซึ่งถามว่าเราตรวจสอบได้ไหม เราก็ตรวจสอบได้ ใครโทรศัพท์เข้ามาในช่วงแกนนำปราศรัย ในเวลานั้น เบอร์ไหนโทร.มา ก็รู้ได้ว่าคนที่โทร.มาคือใคร แล้วคนที่พูดคือใคร เราก็เชื่อมโยงตรงนี้ ทั้งหมดมีพยานหลักฐาน พอเราเห็นการเชื่อมโยง ก็รู้ได้เลยว่าเด็กๆ พวกนี้คือหน้าม้า เพราะพอออกมาเคลื่อนไหวแล้ว ทำให้ตัวเองมีจุดเด่น ทำให้พวกตัวเองยอมรับ ทำให้มีรายได้มีเงินมีทอง โดยเน้นเคลื่อนไหวเรื่องสถาบันฯ ซึ่งถามว่าสถาบันฯ ไปทำอะไรให้คนเดือดร้อน การมีมาตรา 112 ทำให้ประชาชนเดือดร้อนอย่างไร บ้านเรามีเสาที่ดีอยู่ แต่วันดีคืนดีมาบอกว่าควรตัดเสาทิ้ง ถามว่าจะทำเพื่ออะไร มันไม่ใช่มติของมหาชน หรือความต้องการของประชาชน ผมมองว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ประเทศไทยไปแน่ๆ ก็เลยยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญจนเกิดเป็นคำวินิจฉัยเมื่อ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยที่ทั้งหมดแล้ว คนที่ชักใยอยู่เบื้องหลังมีอยู่ 2-3 คน เช่น ทักษิณ ธนาธร แล้วก็มีกลุ่มคนที่ไม่ชอบรัฐบาล ไม่ชอบสถาบัน ก็มีกลุ่มพวกอาจารย์ นักวิชาการบางคนเป็นตัวการ เป็นคนนั่งประชุมบอกว่าต้องพูดแบบนี้ ต้องทำแบบนี้

-ยืนยันว่าต้องมีการถอนรากถอนโคนเครือข่าย ขบวนการเหล่านี้?

ใช่ ประเทศไทยมีคน 60 กว่าล้านคน แต่มีคนร้อยกว่าคนที่เคลื่อนไหวทำลายความมั่นคงของประเทศแล้วถูกดำเนินคดี ต่อไปมันจะเป็นบรรทัดฐานของสังคมไทยว่า คนรุ่นต่อไปเขาจะไม่ทำอะไรเพื่อใครคนใดคนหนึ่งเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ผมบอกได้อย่างหนึ่งว่า เราเป็นคนไทย เรื่องการเคารพผู้ใหญ่ เคารพพ่อแม่ เคารพครูบาอาจารย์ เคารพสถาบันพระมหากษัตริย์ เราเคารพมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาแล้ว แต่มีบางคนจะมาทำลายวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของเรา และบอกได้เลยว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่เคยทำร้ายประชาชน อย่างเกิดโรคระบาดโควิด ในหลวงรัชกาลที่ 10 ท่านทรงทั้งบริจาคเงินซื้อเครื่องมือแพทย์ ท่านทรงทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่พวกมหาเศรษฐีบางคนที่โกงกิน บางคนรวยจากธุรกิจสัมปทาน เช่น ค่าโทรศัพท์มือถือ คนพวกนี้ไม่เคยออกมาช่วยเหลือประชาชน แต่กลับเอาเงินที่ได้จากภาษีประชาชนไปจ้างคนพวกนี้มาทำลายล้างประเทศ แล้วคนพวกนี้สมควรจะได้อยู่ในประเทศอย่างสุขสบายหรือ ผมถึงต้องการขุดรากถอนโคนกลุ่มคนพวกนี้ กลุ่มนายทุน ให้มันหมดไปจากสังคม

-ระยะหลังมองยังไง คนรุ่นใหม่ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยบางส่วน จะมีความคิดในเชิงตั้งคำถาม หรือต่อต้านสถาบันฯ?

ทั้งหมดมันเกิดจากขบวนการ ที่รู้ว่าเด็กพวกนี้ก็เหมือนผ้าขาว พวกนี้มันก็ไปให้ข้อมูลผิดๆ ว่าสถาบันทำให้พวกนี้เติบโตมาอย่างยากลำบาก เช่น ไปพูดเรื่องภาษีต่างๆ ไปใส่หัวเด็ก เขาก็เลยคล้อยตาม ประกอบกับเขาได้รับการจ้างวาน แล้วพอออกมาเคลื่อนไหวได้ออกสื่อ ได้ออกทีวี กลายเป็นคนดัง อย่าง ไมค์ ระยอง ที่เป็นเด็กเก็บขยะ พอตอนหลังมาเคลื่อนไหว ไปไหนมาไหนต้องมีการ์ด มันก็ทำให้คนฮึกเหิม พอฮึกเหิมเสร็จก็เลยกระทำการต่างๆ โดยไม่เกรงกลัวใดๆ ทั้งสิ้น ทำในสิ่งที่คนก็คาดไม่ถึง คนที่สมควรถูกลงโทษมากที่สุดก็คือคนที่อยู่เบื้องหลัง คนที่เป็นผู้ชักนำ คนที่เป็นตัวการ คนที่ไปเอาคนอื่นมาติดคุกแล้วตัวเองอยู่สบาย

เพราะทั้งหมดที่ยื่นคำร้องไป เป็นสิ่งที่ผมเห็นการเคลื่อนไหวของคนพวกนี้แล้ว ผมตัดสินใจเลยว่าผมต้องทำ หากผมเป็นคนไทยแล้วไม่ทำอะไร โดยต่างคนต่างบอกว่า ธุระไม่ใช่ ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ถ้าเราคิดกันแบบนี้ แล้วปล่อยให้คนพวกนี้เข้ามาครองเมืองได้ เราจะกลายเป็นทาส อะไรก็ตามทำแล้วเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในประเทศไทยแล้วจะไปทำมันทำไม ทำไมไม่คิดเรื่องพวกนี้ มาบอกว่าต้องเลิกมาตรา 112 ซึ่งผมอยากบอกว่าประเทศไทย คนไทย 60 ล้านคน คนส่วนใหญ่ของประเทศเขาไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกมาตรา 112

สู้คดีศาลรธน.-ควักไปหลักล้าน

เคยถูกคนในบ้านแอนตี้-ขอเปลี่ยนนามสกุล 

ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ได้พูดคุยกันที่สำนักงาน-บ้านพักของ ณฐพร-ผู้ร้องคดีล้มล้างฯ ที่จังหวัดนนทบุรี ซึ่งในห้องทำงานส่วนตัว มีกล่องเอกสารจำนวนหลายสิบลังที่อัดแน่นด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวเรียงรายอยู่

ณฐพร เล่าเบื้องหน้าเบื้องหลังการสู้คดีในศาลรัฐธรรมนูญให้ฟังว่า การยื่นคำร้องคดีดังกล่าวที่ต้องส่งพยานหลักฐานต่างๆ ไปประกอบคำร้อง ได้แสวงหาพยานหลักฐานจากหลายแหล่ง เช่น ทำเรื่องไปถึงนายกรัฐมนตรี หรือการขอข้อมูลจากสภาความมั่นคงแห่งชาติและสำนักงานตำรวจสันติบาล และอีกหลายหน่วยงานที่เขามีข้อมูลเรื่องพวกนี้ ใช้เวลาร่วมหนึ่งปีในการเก็บข้อมูลต่างๆ จนได้ข้อมูลมาแล้วก็สกัดเนื้อหาต่างๆ สรุปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญประกอบคำร้องในการพิจารณา เช่น ข้อมูลการชุมนุม ใครได้เงินมาอย่างไร ใครเป็นนายทุนคอยสนับสนุน ก็มีหมดที่ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ

เอกสารที่ผมรวบรวม ตลอดการพิจารณาคดี มีประมาณร่วมหนึ่งร้อยกล่องใหญ่ ในออฟฟิศส่วนตัวผมจะมีเด็กนั่งทำงานด้วยห้าคน คนพิมพ์งาน คนเตรียมข้อมูล คนถอดเทป คนไปอัดการปราศรัย แผ่นซีดีในคำร้องคดีนี้มีประมาณสองร้อยกว่าแผ่น เอาตรงๆ หมดเงินไปเป็นหลักล้าน ค่าเงินเดือนพนักงานที่มาทำงานให้ประมาณเดือนละ 250,000 บาท ผมทำเองทั้งหมด ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับส่วนราชการใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้เงินใคร ผมใช้เงินตัวเองทั้งหมด ที่ทำก็ไม่ได้เพราะหิวแสงหรืออยากดังอะไร 

ณฐพร ที่มีอาชีพหลักคือทนายความ-ที่ปรึกษากฎหมาย บอกว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำอาชีพอื่นเลย แต่เป็นคนที่โชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ผมทำสำนวนคดีแต่ละเรื่อง ค่าตัวผมแพงมาก และคดีทุกคดี 99 เปอร์เซ็นต์ที่รับผิดชอบสำเร็จหมด โดยช่วงหลังปีหนึ่งๆ ก็รับทำคดีไม่เยอะ ปีหนึ่งก็อาจแค่ 2-3 คดีที่ใหญ่ๆ

สำหรับผลกระทบตั้งแต่ออกมาติดตามตรวจสอบและยื่นคำร้องคดีต่างๆ ผมก็ไม่ได้รับเป็นที่ปรึกษาของส่วนราชการที่ไหน แล้วก็มีคนออกมาวิจารณ์ ออกมาด่าอะไรผมบ้าง โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร ส่วนการใช้ชีวิตที่ผ่านมาก็มีที่เจอบางคนแกล้งมายืนด่าหน้าบ้านผม แกล้งทำเป็นเมา มีพกมีดมายืนหน้าบ้าน มีบางคนมายืนด่าตั้งแต่เช้ายันเย็น ผมก็เรียกตำรวจมาจับ มาทีก็มีรถยนต์แปลกๆ มาด้อมมอง แถวหน้าบ้าน แต่ผมก็คิดว่า หากเราถึงคราวจะตาย ยังไงก็ต้องตาย ก็เลยไม่ได้คิดกลัวอะไร ก็ไม่ได้ขอกำลังมาดูแลความปลอดภัยอะไร จะไปไหน ก็ไปใช้ชีวิตแบบปกติ ผมไม่กลัวเรื่องพวกนี้ เพราะอย่างโซเชียลมีเดีย ผมไม่อ่านเยอะ-ไม่อยากรับรู้ ใครอยากด่าอะไร ก็ด่าไป

ดร.ณฐพร เปิดเผยว่า ตั้งแต่ออกมาเคลื่อนไหวยื่นเรื่องไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้ตรวจสอบคนในครอบครัว ภรรยาและลูก ช่วงแรกเขาไม่เข้าใจ ก็แอนตี้ผม บอกว่าไม่อยากให้ผมเข้าไปยุ่ง ไม่คุยกับผม ลูกที่เคยเรียนที่ธรรมศาสตร์ที่เคยมีแนวคิดโน้มเอียงไปทางนั้นด้วย ถึงกับบอกจะขอเปลี่ยนนามสกุล แต่ตอนหลังเขาได้รู้พฤติกรรมต่างๆ ของคนที่ผมยื่นเรื่องให้ตรวจสอบ เขาก็เริ่มเห็นด้วยกับผม ผมก็คิดว่าคนที่เป็นวัยรุ่น ที่มีวัยใกล้เคียงกัน พอเขาเห็นใครวัยใกล้เคียงกันออกมา เขาก็เกิดความศรัทธาเชื่อถือ อย่างที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งที่รัชกาลที่ 5 ท่านทรงเป็นผู้สถาปนาจุฬาฯ ที่จุฬาฯ ไม่ควรมีเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นเลย แต่พอมีคนเข้าไปอย่าง เนติวิทย์ เรียนมาแล้วเจ็ดปียังไม่จบเสียที มันก็เป็นแบบนี้ ขบวนการแบบนี้มันอาศัยคนเป็นรุ่นๆ พวกนี้ก็มีคนไปปั่นหัวเด็ก ประกอบกับทำแล้วได้เงินด้วย ได้ออกทีวี เริ่มดัง เลยกลายเป็นกระแสไป คนพวกนี้้ก็จะพูดอะไรออกมาตามใบสั่ง

-สิ่งที่ทำมาในการยื่นเรื่องต่างๆ ไม่ได้มีอคติหรือมีอะไรกับธนาธร ปิยบุตร หรือทักษิณ?

ไม่มีเลย เพราะคนพวกนี้ ผมไม่ได้รู้จักเขาเป็นการส่วนตัวอะไรเลย ไม่เคยคุยกัน ไม่เคยสัมผัสกัน แต่พฤติกรรมการกระทำที่เราพบ เพราะเราเป็นคนไทย อย่างผมเคยได้มีโอกาสได้ทำงานกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรี พลเอกเปรมท่านก็สอนผมว่า เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน ซึ่งวิธีการตอบแทนคุณแผ่นดินก็วิธีนี้วิธีเดียวที่เราจะทำ ที่คนมาบอกว่า ผมหิวแสง ผมอยากดัง จึงไม่ใช่แน่นอน แล้วผมจะไปอยากดังทำไม ผมอายุตั้งขนาดนี้แล้ว และผมไม่ได้อยากเป็นอะไรแล้วตอนนี้ ชีวิตทุกวันนี้ก็อยู่สบายดีไม่ได้เดือดร้อนอะไร แล้วผมอยู่ไม่ถึงสิบปีก็ไปแล้ว สิ่งที่ผมทำมา ผมจึงไม่ได้คิดอะไรเลย คิดแต่ว่าทำอะไรก็ตามให้เป็นบรรทัดฐานสังคม กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย สถาบันที่เคารพบูชา เราต้องรักษาไว้

บทบาทหลังจากนี้ผมก็จะติดตามต่อไปหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อ 10 พ.ย. เช่น ดูว่าหน่วยงานต่างๆ เขาทำอะไรไปแล้วบ้าง และก็จะต้องขจัดทรชนทั้งหลายให้หมดไปจากสังคม

ส่วนเยาวชนที่หลงผิด ถ้ากลับเนื้อกลับตัวก็เข้ามาร่วมกัน เราก็ต้องให้อภัย เพราะมนุษย์ การให้อภัยคือสิ่งสำคัญสุด แต่สำหรับพวกที่เป็นตัวการที่คอยยุยง ปลุกปั่น คนพวกนี้เรารับไม่ได้ โดยขบวนการทั้งหมดต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต้องการจะมีอำนาจทางการเมือง โดยบางคนอำนาจทางการเมืองที่มุ่งหวังก็คือสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ เพื่อสร้างความร่ำรวยให้ตัวเอง เพราะทุกวันนี้ยังรวยไม่พอ เป็นเพราะมีความโลภ ความไม่คิดถึงบุญคุณแผ่นดิน ก็ทำให้คนพวกนี้สร้างความปั่นป่วน โดยที่ตัวเองมีอำนาจทางการเงินมหาศาล ก็ไปจ้างคนมาทำร้ายประเทศ คนพวกนี้ต้องถอนรากถอนโคน คือเราอภัยให้เฉพาะคนที่อยู่ปลายแถว แต่คนที่อยู่ต้นแถว เราอภัยให้ไม่ได้ แล้วคนพวกนี้ก็ไม่มีทางสำนึก เพราะฉะนั้นวิธีการที่จะทำให้สำนึกได้คือต้องเอาตัวเข้าไปอยู่ในเรือนจำ. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

การบำเพ็ญกุศลสรีรศพ หลวงพ่ออิ่ม.. หลวงพ่อบุญกู้.. หลวงพ่อสังข์.. หลวงพ่อผาสุข (สิริอายุรวม ๓๖๗ ปี)

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ตั้งแต่กลับมาจากจำพรรษาที่นครตักศิลา ปากีสถาน เมื่อ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๕

‘พรรคเล็ก’ ขอสู้ ลุ้นศาลรธน.ตัดสินสูตรหาร 100 พุธนี้

ไม่ว่าสุดท้ายผลคำวินิจฉัยของศาลจะออกมาแบบไหนในวันพุธนี้ เช่นหากสุดท้ายออกมาเป็นว่าให้ใช้กติกาเลือกตั้งแบบหาร 100 พรรคพลังท้องถิ่นไท ยืนยันว่าพร้อมจะเดินหน้าต่อไป

‘หมอระวี’ ฟันเปรี้ยง! หาร100 ‘พท.’ ผงาด ชี้ ‘3ป.’ แตกคอสูญพันธุ์แน่

แกนนำยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ล้มกระดานร่างกม.เลือกตั้งฯ ฟันธงหากใช้หาร 100 เพื่อไทย-ทักษิณ ผงาดชนะเลือกตั้ง ทิ้งห่างพรรคอันดับสองกระจุย เชื่อพรรคบิ๊กป้อมพร้อมเดินเกมสวิงย้ายขั้วไปจับมือพท.ตั้งรัฐบาลร่วมกัน ทิ้งบิ๊กตู่ ให้เป็นฝ่ายค้าน

30 พ.ย. ศาลรธน. วินิจฉัย ร่างพรบ.การเลือกตั้งส.ส.ฯ หาร 100 ปาร์ตี้ลิสต์ ฉลุย-สะดุด?

เรื่องนี้อาจออกได้หลายหน้า ต้องรอฟังผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ...หากใช้ระบบหาร 100 ประเมินว่า เพื่อไทยจะมีทั้ง ส.ส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์โดยคะแนนเสียงมาอันดับหนึ่ง โดยจำนวน ส.ส.จะทิ้งพรรคการเมืองที่ได้เสียงอันดับสองแบบขาดลอย และทำให้ที่บางฝ่ายไปมองว่าพลเอกประยุทธ์จะได้กลับมาเป็นนายกฯ ต่อ แต่ผมกลับมองตรงกันข้าม คือมองว่าอาจจะ 50-50

'ชลน่าน' ฟันธงคำวินิจฉัย 30 พ.ย. ไม่มีกลับไปหาร 500 แน่นอน!

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้อง ของ ส.ส./ส.ว 105 คน ผ่านประธานรัฐสภา ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่าง พ.ร.ป ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.(ฉบับที่...) พ.